คำแนะนำการเลี้ยงดูเด็กอายุ 3-6 ปี

การให้นม

นมเป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กวัยนี้ ควรให้เด็กดื่มนมวัวธรรมดา UHT พาสเจอไรซ์ หรือนมถั่วเหลือง เป็นประจำทุกวัน วันละ 2-3 ถ้วย ครั้งละ 6-8 ออนซ์

อาหารตามวัย

อาหาร 3 มื้อเหมือนกับผู้ใหญ่ กับข้าวในแต่ละมื้อควรให้มีเนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ น้ำมันพืช และผัก นม 2-3 แก้วต่อวัน อาหารว่าง 1 มื้อเป็นผลไม้ เช่น มะละกอสุกส้ม กล้วย เป็นต้น จัดให้เด็กกินอาหารเองร่วมสำรับกับครอบครัว

การเติบโตโดยประมาณ

อายุ 3 ปี      หนัก 13.8 กก. สูงประมาณ 92 ซม.

อายุ 4 ปี      หนัก 16 กก. สูงประมาณ 100 ซม.

อายุ 5 ปี      หนัก 18 กก. สูงประมาณ 108 ซม.

อายุ 6 ปี      หนัก 20 กก. สูงประมาณ 115 ซม.

พัฒนาการ

การทรงตัวและเคลื่อนไหว ยืนขาเดียวได้ชั่วครู่ กระโดดขาเดียวได้ ขึ้นลงได้สลับเท้า เดินต่อส้นเท้าเป็นเส้นตรงไปข้างหน้าได้

การใช้ตาและมือ-สติปัญญา ต่อชิ้นไม้สามชิ้นเป็นสะพาน วาดรูปคนมีอย่างน้อย 2 ส่วน คือส่วนหัวและแขนหรือขา เขียนวงกลม สี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยมได้ตามแบบ เมื่ออายุ 3,4 และ 5 ปี ตามลำดับ

การสื่อความหมายและภา เข้าใจความหมายของคำถามมากขึ้น เล่าเรื่องได้ นับของได้ถึง 3-5 ชิ้น ถาม “ทำไม” เมื่อไร” นับ 1 ถึง 10 โดยท่องจำ

อารมณ์และสังคม ควบคุมการถ่ายอุจจาระได้ดี แยกจากมารดาได้ ไม่ร้องช่วยตัวเองในกิจวัตรประจำวัน ควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้ ส่วนใหญ่ไม่ปัสสาวะรดที่นอนหลังอายุ 4 ปี ปรับตัวได้รับกฎระเบียบ เล่นสมมติและมีจินตนาการ

การตรวจสุขภาพและรับวัคซีน

พาไปตรวจสุขภาพ รับคำแนะนำการเลี้ยงดู และรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคเป็นระยะ

อายุ 3 ปี      ตรวจสุขภาพ ติดตามการเติบโตและพัฒนาการ

อายุ 4 ปี      วัคซีนป้องกันโปลิโอ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก(อาจมีไข้ได้) วัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมันและคางทูม (ถ้ายังไม่เคยได้)

อายุ 5 ปี      วัคซีนป้องกันตับอักเสบบี(กระตุ้น)

อายุ 6 ปี      ตรวจสุขภาพ ติดตามการเติบโตและพัฒนาการ

ข้อเสนอแนะ

1.  ให้เด็กเล่นรวมกลุ่มกับเพื่อนและฝึกหัดแก้ไขความขัดแย้ง โดยมีผู้ใหญ่ดูแลห่าง ๆ และช่วยยามจำเป็นเท่านั้น

2.  ดูแลให้เด็กมีความรับผิดชอบ ปฏิบัติตามระเบียบวินัย ตามกฎของโรงเรียนและระเบียบในครอบครัว

3.  ให้เด็กมีส่วนร่วมในการช่วยงานบ้าน ฝึกการช่วยตนเองและเอื้ออาทรต่อผู้อื่น

4.  ป้องกันอุบัติเหตุจากเครื่องไฟฟ้า อุบัติเหตุทางถนน ควรสอนกฎจราจรง่าย ๆ แก่เด็ก สอนว่ายน้ำ และฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเล่นสมมติ

5.  ฝึกพฤติกรรมการดูแลสุขภาพทั่วไป พฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง ไม่กินจุบจิบ ไม่กินของหวานและมันเกินไป

6.  เลือกศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาล เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูก ควรพิจารณาเรื่องการเดินทาง ความปลอดภัย และครูที่มีเมตตาเข้าใจเด็กในวัยนี้มากกว่าที่จะเร่งเรียน

7.  พูดคุยตอบคำถามของเด็กด้วยความเต็มใจ ชักชวนให้เด็กดูรูปภาพ อ่านหนังสือ และเล่านิทานให้เด็กฟัง

8.  บันทึกน้ำหนัก ความยาว และพัฒนาการของเด็กลงในสมุดสุขภาพและนำติดตัวไปเมื่อพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพครั้งต่อไป

เรียบเรียงโดย

พ.ญ.นิตยา  คชภักดี หน่วยพัฒนาการเด็ก

ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์

โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คำแนะนำการเลี้ยงดูเด็กอายุ 2-3 ปี

การให้นม

นมเป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กวัยนี้ ควรให้เด็กดื่มนมวัวธรรมดา UHT พาสเจอไรซ์ หรือนมถั่วเหลือง เป็นประจำทุกวัน วันละ 6-8 ออนซ์

อาหารตามวัย

อาหาร 3 มื้อเหมือนผู้ใหญ่ กับข้าวแต่ละมื้อควรมีเนื้อสัตว์ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ไข่ น้ำมันพืชและผัก นม 2-3 แก้วต่อวัน อาหารว่าง 1 มื้อ เป็นผลไม้ เช่น มะละกอ ส้ม กล้วย เป็นต้น ฝึกให้เด็กตักอาหารกินเอง

การเติบโตโดยประมาณ

อายุ 2 ปี  หนัก 11.8 กก. สูงประมาณ 85 ซม.

อายุ 2 ปีครึ่ง  หนัก 12.8 กก. สูงประมาณ 88 ซม.

อายุ 3 ปี  หนัก 13.8 กก. สูงประมาณ 92 ซม.

พัฒนาการ

การทรงตัวและเคลื่อนไหว เตะลูกบอลและขว้างลูกบอลไปข้างหน้า กระโดดอยู่กับที่ เดินขึ้นบันไดสลับเท้า ขี่จักรยานสามล้อได้เมื่ออายุ 3 ปี

การใช้ตาและมือ/สติปัญญา  ปิดหนังสือทีละแผ่น ต่อชั่นไม้สูง 8 ชั้น เขียนกากบาทและวงกลมได้ตามตัวอย่าง

การสื่อสารความหมายและภาษา อายุ 2 ปีพูดได้ 2-3 คำต่อกัน ต่อมาพูดเป็นประโยคและโต้ตอบได้ตรงเรื่อง ร้องเพลงง่าย ๆ บอกชื่อตัวเองได้ อาจพูดบางคำยังไม่ชัด

อารมณ์และสังคม  บอกเวลาจะถ่ายอุจจาระ ถอดเสื้อผ้าได้และใส่เองได้ อายุ 3 ปีบอกเพศของตัวเองได้ เล่นเข้ากลุ่มและรู้จักขอและแบ่งปันได้ รู้สึกมั่นใจในตนเองมากขึ้น เล่นเองได้นานขึ้น จะแยกจากแม่ได้ จึงเป็นช่วงเหมาะที่จะเริ่มเข้าอนุบาล

การตรวจสุขภาพและรับวัคซีน

พาไปตรวจสุขภาพ รับคำแนะนำการเลี้ยงดู และรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคเป็นระยะ

อายุ 2 ปี  ตรวจสุขภาพ ติดตามการเติบโต และพัฒนาการ

อายุ 2 ปีครึ่ง  วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ

อายุ 3 ปี  ตรวจสุขภาพ ติดตามการเติบโตและพัฒนาการ

ข้อเสนอแนะ

1.  ฝึกการช่วยเหลือตัวเอง เช่น กินข้าว แปรงฟัน แต่งตัว โดยให้เด็กลองทำเอง ชี้แนะช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น

2.  เปิดโอกาสให้เล่นกับเด็กอื่นในวัยเดียวกันและเล่นกลางแจ้ง โดยคอยดูแลใกล้ชิด

3.  พูดคุยและรับฟังเด็กพยายามอธิบาย โดยใช้เหตุผลและเลือกรายการโทรทัศน์ที่เหมาะสมกับเด็กให้ดูไม่เกินวันละ 1-2 ชม.

4.  อายุ 3 ปี  เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล ซึ่งไม่ควรเน้นเรื่องการเรียนอย่างท่องจำหรืออ่านเขียนแต่ควรเตรียมความพร้อม เสริมพัฒนาการทุกด้านได้แก่ การเคลื่อนไหว สติปัญญา การสื่อภาษาด้านอารมณ์และสังคม

5.  ระวังอุบัติเหตุ พลัดตกจากที่สูง สารพิษ ของมีคม จมน้ำ ใช้เข็มขัดนิรภัยเวลานั่งรถยนต์หลีกเลี่ยงการเอาเด็กนั่งมอเตอร์ไซค์

6.  พาไปตรวจสุขภาพและพบทันตแพทย์เพื่อเคลือบฟลูออไรด์

7.  บันทึกน้ำหนัก ความยาว และพัฒนาการของเด็กลงในสมุดสุขภาพและนำติดตัวไปเมื่อพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพครั้งต่อไป

คำแนะนำการเลี้ยงดูเด็กอายุ 18-24 เดือน

การให้นม

-         นมเป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กวัยนี้ แม้ว่าน้ำนมแม่จะหมดไปแล้วอาจใช้นมวัวดัดแปลงสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี(follow-up) หรือนมวัวธรรมดา เช่น นมสด UHT นมพาสเจอร์ไรซ์วันละประมาณ 3 มื้อครั้งละ 7-8 ออนซ์ โดยให้ดื่มจากถ้วยหรือใช้หลอดดูด ควรเลิกใช้ขวดนม

อาหารตามวัย

-         เด็กควรได้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ ที่มีสารอาหารครบเหมือนผู้ใหญ่ แต่ละมื้อนอกจากข้าวหรืออาหารแห้ง 1 ถ้วย ควรมีเนื้อสัตว์ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืชที่นำมาใช้ปรุงอาหาร เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด และผักใบเขียว เด็กควรกินไข่ทั้งฟองวันละ 1 ฟอง และผลไม้

-         อาหารมื้อหลัก 3 มื้อเหมือนผู้ใหญ่ และอาหารว่าง 1มื้อ ควรเป็นผลไม้ เช่น กล้วย มะละกอสุก ส้ม เป็นต้น

-         ควรทำอาหารให้สุกอ่อนนุ่มและเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้เด็กเคี้ยว

การเติบโตโดยประมาณ

อายุ 18 เดือน  หนัก 10.8 กก. ตัวยาวประมาณ 80 ซม.

อายุ 24 เดือน  หนัก 11.8 กก. ตัวยาวประมาณ 85 ซม.

พัฒนาการ

การทรงตัวและเคลื่อนไหว เดินคล่อง วิ่ง จูงมือเดียว ขึ้นบันได เดินถอยหลังเตะบอลได้

การใช้ตาและมือ  วางของซ้อนกัน 4-6 ชั้น ขีดเขียนเป็นเส้นยุ่ง ๆ เอง ขีดเส้นตรงในแนวดิ่งได้

การสื่อความหมายและภาษา ทำตามคำบอกที่ไม่มีท่าทางประกอบได้ ชี้รูปภาพตามคำบอกได้ พูดเป็นคำโดดได้หลายคำพูดเป็นวลี 2-3 พยางค์ต่อกันเมื่ออายุ 2 ปี

อารมณ์และสังคม  ถือถ้วยน้ำดื่มเอง ใช้ช้อนตักอาหารแต่ยังหกบ้าง เริ่มถอดเสื้อผ้าเองได้ เริ่มความคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง เริ่มต่อต้านคำสั่ง อาจร้องงอแงเมื่อรู้สึกขัดใจ

การตรวจสุขภาพและรับวัคซีน

พาไปตรวจสุขภาพ รับคำแนะนำการเลี้ยงดู และรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคเป็นระยะ

อายุ 18 เดือน  วัคซีนป้องกันโปลิโอ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก (อาจมีไข้ได้) วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ 2 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ในท้องถิ่นที่มีโรคนี้

อายุ 24 เดือน  ตรวจสุขภาพ ติดตามการเติบโต และพัฒนาการ

ข้อเสนอแนะ

1.  ให้กินอาหารเองร่วมวงกินอาหารกับครอบครัว เลิกใช้นมขวด เด็กอาจเบื่ออาหารบ้าง ห่วงเล่น ไม่ควรบังคับ แต่ควรให้อาหารตามเวลาและไม่ให้กินจุบจิบหรือให้น้ำอัดลม ของหวานก่อนมื้ออาหาร

2.  หัดแปรงฟันโดยทำเป็นแบบอย่าง เริ่มพาไปตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์

3.  ฝึกขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะให้เป็นที่ เช่น กระโถนหรือส้วมที่ดัดแปลงให้เด็กใช้ได้ แต่เด็กอาจทำเปื้อนได้โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเพิ่งจะหัดควบคุมการขับถ่าย

4.  สอนการช่วยตัวเองในกิจวัตรประจำวัน และระเบียบวินัยอย่างง่าย ๆ ด้วยการทำตัวเป็นแบบอย่าง ใช้วีชักจูงให้สนใจทำ จะได้ผลดีกว่าการสั่งหรือบังคับขู่เข็ญ เมื่อเด็กทำไม่ถูกต้องควรแนะนำสั่งสอนอย่างละมุนละม่อมทันที

5.  ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กโดย

-  ให้ของเล่นที่เริ่มซับซ้อนกว่าเดิม สีสันและรูปทรงต่างกัน เล่นน้ำเล่นทราย

-  เล่นเกมง่าย ๆ เช่น แมงมุม จ้ำจี้ ไล่จับ

-  พ่อแม่คุยกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว ให้ดูรูปภาพและเล่าเรื่องสั้น ๆ

-  ให้ความสนใจเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โต้ตอบยิ้มแย้ม ชมเชยบ้างแต่ต้องฝึกให้เด็กรู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร โดยชี้แนะและให้เด็กมีทางเลือกเองบ้าง

6.  บันทึกน้ำหนัก ความยาวและพัฒนาการของเด็กลงในสมุดสุขภาพและนำติดตัวไปเมื่อพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพครั้งต่อไป เอาใจใส่ ดูแลลูกสักนิด สร้างความรัก ความเข้าใจเป็นสายใยของครอบครัว

คำแนะนำการเลี้ยงดูเด็กอายุ 9-12 เดือน

การให้นม

-         นมแม่ในระยะนี้จะมีปริมาณลดลงแต่คุณภาพยังดีอยู่ จึงควรจะให้ทารกกินนมแม่ต่อไป

-         สำหรับทารกที่กินนมผสมนั้นให้ใช้นมวัวดัดแปลง สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี (follow-up) หรือนมดัดแปลงสำหรับทารก (Infant formula) ในปริมาณไม่เกินวันละ 32 ออนซ์ และระยะนี้ทารกควรจะหลับตลอดคืนโดยไม่ตื่นขึ้นมากินนมมื้อดึก

-         เพื่อให้เด็กกินอาหารได้ตามวัย ควรลดมื้อนมลง เพื่อทดแทนด้วยอาหารรวมทั้งนมและอาหารควรเป็นประมาณ 6 มื้อ ใน 24 ชั่วโมง เช่น ถ้าให้อาหาร 2 มื้อ ควรให้นมอีก 4 มื้อ

-         ห้ามใช้นมข้นหวานหรือนมวัวธรรมดา เลี้ยงทารกตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 1 ปี

อาหารตามวัย

-         อายุ 9 เดือนทารกในวัยนี้ควรจะได้อาหารมื้อหลัก 2 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย โดยเตรียมจากข้าวบดผสมไข่แดงทั้งฟอง ตับ หรือเนื้อสัตว์ ถั่วต้มเปื่อย กับผักใบเขียว นอกจากนี้อาจจะเริ่มให้ไข่ทั้งฟองที่ต้มสุกและบดละเอียดแก่ทารกได้ยกเว้นเด็กที่มีประวัติภูมิแพ้

-         อายุ 10-12 เดือน ทารกควรได้อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ และให้อาหารว่างวันละ 1 มื้อ เช่น กล้วยสุกครูด มะละกอสุก ฟักทองนึ่งในปริมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ

การเติบโตโดยประมาณ

อายุ 9 เดือน  หนัก 8 กก. ตัวยาวประมาณ 72 ซม.

อายุ 10 เดือน หนัก 8.5 กก. ตัวยาวประมาณ 73 ซม.

อายุ 11 เดือน หนัก 8.8 กก.ตัวยาวประมาณ 74 ซม.

อายุ 12 เดือน หนัก 9 กก. ตัวยาวประมาณ 75 ซม.

พัฒนาการ

การทรงตัวและเคลื่อนไหว นั่งได้มั่นคง คลาน เกาะยืน หัดตั้งไข่ ยืนเองได้ชั่วครู่ เมื่ออายุ 12 เดือน และจูงเดินได้

การใช้ตาและมือ ใช้นิ้วหยิบของได้ เริ่มหยิบของเล็กโดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ได้ มองตามของที่ตกจากมือเปิดหาของที่ซ้อนไว้ได้

การสื่อความหมายและภาษา ฟังรู้ภาษา และเข้าใจสีหน้าท่าทางได้ ยื่นของให้เวลาพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงขอ เปล่งเสียงเลียนแบบพยัญชนะแต่ไม่มีความหมาย

อารมณ์และสังคม เล่นจ๊ะเอ๋ได้ ตามเก็บของที่ตก รู้จักคนแปลกหน้าและร้องตามแม่เมื่อแม่จะออกไปจากห้อง หยิบอาหารกินได้

การตรวจสุขภาพและรับวัคซีน

พาไปตรวจสุขภาพ รับคำแนะนำการเลี้ยงดู และรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคเป็นระยะ

อายุ 9 เดือน  วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม หรือหัดอย่างเดียว ถ้าไม่มีวัคซีนรวม อาจมีไข้และผื่นขึ้นได้ 5-7 วันหลังได้วัคซีน

อายุ 12 เดือน  ตรวจสุขภาพ ติดตามการเติบโตและพัฒนาการ

ข้อเสนอแนะ

1.  ให้อาหารเพิ่มเป็น 3 มื้อ และบดอาหารให้หยาบขึ้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่อ่อนนุ่ม เพื่อให้เด็กหัดเคี้ยวและกลืน

2.  เริ่มให้เด็กถือช้อนหัดตักของข้น ๆ บ้าง และให้หัดดื่มจากถ้วย

3.  ให้หยิบจับของเล่นสิ่งของในบ้านที่ไม่มีอันตราย

4.  พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูควรเล่นกับเด็กบ่อย ๆ พูดคุยด้วยและทำท่าทางเล่นกับเด็ก เช่น จ๊ะเอ๋ จับปูดำ แมงมุม จ้ำจี้ ตบมือ

5.  ให้เด็กมีส่วนร่วมกิจกรรมครอบครัวบ้าง และให้โอกาสเด็กเล่นเองบ้าง แต่ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา

6.  ระวังอุบัติเหตุในบ้าน เช่น พลัดตกจากบันได ปลั๊กไฟ การสำลักเมล็ดผลไม้ ถั่ว และเม็ดยา

7.  สอนเด็กให้รู้ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ โดยบอกหรือทำท่าทางให้เด็กรู้ เช่น เมื่อเด็กทำสิ่งที่ไม่สมควร ควรจับตัวไว้มองหน้าหรือห้าม แต่เมื่อเด็กทำสิ่งที่ดีควรจะยิ้มกล่าวชมหรือกอด

8.  การเว้นช่วงการมีลูกคนต่อไปประมาณ 2-3 ปี เพื่อให้แม่มีสุขภาพดี และลูกแต่ละคนได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างเต็มที่ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

9.  บันทึกน้ำหนัก ความยาวและพัฒนาการของเด็กลงในสมุดสุขภาพและนำติดตัวไปเมื่อพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพครั้งต่อไป

คำแนะนำการเลี้ยงดูเด็กอายุ 6-9 เดือน

การให้นม

-         ทารกที่กินนมแม่ ควรจะให้นมแม่ต่อไป

-         ทารกที่กินนมผสม อาจจะใช้นมดัดแปลงสำหรับทารก(Infant formula) ต่อไปก็ได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นนมสูตรต่อเนื่อง (Follow-up formula) ซึ่งเป็นนมวัวดัดแปลงสำหรับเด็ก 6 เดือน ถึง 3 ปี ก็ได้ผสมให้ถูกต้อง มื้อละ 6-8 ออนซ์ ให้นมวันละ 4-5 มื้อ เมื่อรวมทั้งวัน 24 ชม. แล้วทารกไม่ควรได้รับนมวัวดัดแปลงเกิน 32 ออนซ์ ในระยะนี้ทารกส่วนใหญ่จะหลับตลอดคืน ควรงดดื่มนมมื้อดึกได้

อาหารตามวัย

-         ทารกอายุ 6 เดือน ควรได้อาหารมื้อหลัก 1 มื้อ ซึ่งเป็นข้าวบดใส่ไข่แดง เนื้อปลา ตับ ถั่วต้มเปื่อยหรือเต้าหู้ขาวอย่างใดอย่างหนึ่งผสมผักใบเขียว รวมหนึ่งถ้วยเล็ก ก็จะทำให้ทารกอิ่มพอดี ควรให้ช้อนเล็ก ๆ ขอบมนตักป้อนให้ช้า ๆ

-         เมื่อทารกอายุได้ 7 เดือน เริ่มให้เนื้อสัตว์ เช่น ไก่ หมู หรือเนื้อ บดหรือสับละเอียดต้มสุกประมาณ 1 ช้อนผสมกับข้าว และผักใบเขียว นอกจากจะได้อาหารมื้อหลัก 1 มื้อ แล้วอาจให้อาหารว่างแก่ทารกได้อีก 1 มื้อ แล้วอาจให้อาหารว่างแก่ทารกได้อีก 1 มื้อ เช่น กล้วยสุกครูด มะละกอสุก หรือฟักทองในปริมาณ 2-4 ช้อนโต๊ะ

-         ทารกอายุ 8 เดือน ควรได้อาหารมื้อหลัก 2 มื้อและนมอีก 4 มื้อใน 24 ชั่วโมง

การเติบโตโดยประมาณ

อายุ 6 เดือน หนัก 7 กก. ตัวยาวประมาณ 66 ซม.

อายุ 7 เดือน หนัก 7.5 กก. ตัวยาวประมาณ 68 ซม.

อายุ 8 เดือน หนัก 8.5 กก.ตัวยาวประมาณ 70 ซม.

พัฒนาการ

การทรงตัวและการเคลื่อนไหว คว่ำและหงายได้เองในท่าคว่ำ ใช้ข้อมือยันตัวขึ้นได้ นั่งได้ชั่วครู่ ตอนแรกอาจต้องเอามือพยุงตัวไว้ ต่อมาราวอายุ 8 เดือนจะนั่งเองได้มั่นคง ท่าจับยืนเริ่มลง น้ำหนักที่เท้าได้ ต่อมาจะซอยเท้า

การใช้ตาและมือ คว้าของด้วยฝ่ามือ เอื้อมหยิบสิ่งของด้วยมือข้างเดียวและเปลี่ยนมือถือาของได้ อายุ 8-9 เดือนเริ่มใช้หัวแม่มือาและนิ้วชี้หยิบสิ่งของ มองเห็นทั้งใกล้และไกลใช้ทั้งสองตาประสานกันได้ดี

การสื่อความหมายและภาษา หันหาเสียงเมื่อถูกเรียกชื่อ เล่นน้ำลาย ส่งเสียงหลายพยางค์ซ้ำ ๆ เช่น หม่ำ ๆ

อารมณ์และสังคม รู้จักแปลกหน้า กินอาหารที่ป้อนด้วยช้อนเล็ก เวลารู้สึกขัดใจจะร้อง และรู้จักแสดงท่าทางดีใจ หัวเราะ หรือตบมือ

การตรวจสุขภาพและรับวัคซีน

พาไปตรวจสุขภาพ รับคำแนะนำการเลี้ยงดู และรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคเป็นระยะ

อายุ 6 เดือน วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และตับอักเสบบี

อายุ 9 เดือน วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม (หรือหัดอย่างเดียว) ถ้าไม่มีวัคซีนรวม

ข้อเสนอแนะ

1.  หัดลูกให้หยิบอาหารด้วยมือ หัดถือช้อน

2.  หาของเล่นที่ปลอดภัยให้ลูกหยิบจับ ปีนและเคาะเขย่าเล่น

3.  ระวังเรื่องความสะอาดและของชิ้นเล็กที่อาจหลุดติดคอได้

4.  ควรอุ้มให้น้อยลง เพื่อให้เด็กคืบคลาน นั่งด้วยตัวเองและหัดเกาะยืน แต่พ่อแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

5.  ระวังอุบัติเหตุจากการห้อยโหนตัว เหนี่ยวของ ปลั๊กไฟ การสำลัก เมล็ดผลไม้ ถั่วและเม็ดยา

6.  พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูหมั่นพูดคุยกับเด็ก ชี้ชวนให้สนใจสิ่งแวดล้อม ร้องเพลงพูดถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่กับเด็ก เช่น อาบน้ำ กินข้าว แต่งตัว

7.  การเว้นช่วงการมีลูกคนต่อไปประมาณ 2-3 ปี เพื่อให้แม่มีสุขภาพดี และลูกแต่ละคนได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างเต็มที่ ขอคำปรึกษาได้จากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

8.  บันทึกน้ำหนัก ความยาวและพัฒนาการของเด็กลงในสมุดสุขภาพและนำติดตัวไปเมื่อพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพครั้งต่อไป

คำแนะนำการเลี้ยงดูเด็กอายุ 3-6 เดือน

การให้นมแม่

ทารกที่กินนมแม่ควรจะให้นมแม่ต่อไป สำหรับทารกที่กินนมผสมก็ยังคงใช้นมดัดแปลงสำหรับทารกที่มีธาตุเหล็ก ซึ่งอาจจะให้มื้อละ 4-6 ออนซ์ วัละ 6 มื้อ หรือทุก 3-4 ชม. หลังอายุ 4 เดือน ควรจะค่อย ๆ ลดนมมื้อกลางคืนและเพิ่มปริมาณนมในแต่ละมื้อ

ห้ามใช้นมข้นหวาน หรือนมวัวธรรมดาเลี้ยงทารกตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 1 ปี

อาหารตามวัย

-         ระยะนี้ทารกต้องการอาหารที่มีธาตุเหล็กและวิตามินต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อทารกอายุครบ 4 เดือน ควรเริ่มให้ข้าวบดกับไข่แดงสุกหรือข้าวบดกับตับ สลับกับข้าวบดกับถั่วต้มเปื่อยหรือเต้าหู้ขาว โดยเริ่มให้มื้อละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ควรให้อาหารวันละมื้อเพิ่มจากนม ทารกควรได้รับอาหารมื้อหลัก 1 มื้อ แทนนมเมื่ออายุ 6 เดือน

-         อาหารสำหรับทารกวัยนี้ควรทำให้อ่อนนุ่ม  สับ บด ต้มเปื่อยและควรมีรสจืด ไม่ควรเติมสารปรุงรสใด ๆ

-         อาหารชนิดใหม่ ควรเริ่มทีละชนิดเดียว และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้น เพื่อดูว่าลูกมีอาการแพ้ เช่น ผื่น ท้องเสียหรือไม่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ ถ้าทารกปฏิเสธเพราะไม่คุ้นเคย ควรจะงดไว้ก่อน แล้วลองให้ใหม่ทีละน้อยอีกใน 3-4 วัน ต่อมาจนทารกยอมรับ

-         เมื่อทารกอายุครบ 5 เดือน เริ่มข้าวบดกับเนื้อปลา อาจเติมฟักทอง หรือผักใบเขียว เช่น ตำลึงหรือผักบุ้งที่ล้างให้สะอาดสับละเอียดต้มสุก

การเติบโตโดยประมาณ

อายุ 3 เดือน  หนัก 5.5 กก. ตัวยาวประมาณ 59 ซม.

อายุ 4 เดือน  หนัก 6 กก. ตัวยาวประมาณ 62 ซม.

อายุ 5 เดือน หนัก 6.5 กก. ตัวยาวประมาณ 64 ซม.

อายุ 6 เดือน หนัก 7 กก. ตัวยาวประมาณ 67 ซม.

พัฒนาการ

การทรงตัวและเคลื่อนไหว ท่าคว่ำ ชันคอ ยกศีรษะขึ้นสูงได้โดยใช้แขนยันยกหน้าอกชูขึ้น เมื่อจับให้อยู่ในท่านั่งจะยกศีรษะตั้งตรงได้ อายุ 5-6 เดือนคว่ำและหงายเองและคืบได้

การใช้ตาและมือ  มองตามสิ่งที่เคลื่อนที่จากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง มือ 2 ข้างมาจับกันตรงกลาง ไขว่คว้าสิ่งของที่ใกล้ตัว อายุ 6 เดือน ใช้มือเดียวจับของได้

การสื่อความหมายและภาษา หันตามเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อที่ส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบ หัวเราะเสียงดัง ส่งเสียงแหลมรัวเวลาดีใจหรือสนุก

อารมณ์และสังคม  ยิ้มตอบและยิ้มทัก ทำท่าทางดีใจเวลาเห็นอาหาร พ่อแม่และคนเลี้ยงดู เริ่มรู้จักแปลกหน้า

การตรวจสุขภาพและรับวัคซีน

พาไปตรวจสุขภาพ รับคำแนะนำการเลี้ยงดู และรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคเป็นระยะ

อายุ 4 เดือน  วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก(อาจมีไข้)

อายุ 6 เดือน วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ คอตีบ ไอกรน บาดทะยักและตับอักเสบบี(อาจมีไข้)

ข้อเสนอแนะ

1.  เริ่มป้องอาหารด้วยช้อนที่ขอบมนไม่คม

2.  จัดหาที่ปลอดภัยให้เด็กหัดคว่ำและคืบ

3.  เล่นกับลูกโดยชูมือหรือของเล่นให้ลูกไขว่คว้า เรียกชื่อให้ลูกหันมา ชมเชยให้กำลังใจเมื่อลูกพยายามหรือทำได้

4.  หาของเล่นสีสดชิ้นใหญ่ที่ปลอดภัยให้ลูกหยิบจับ มองตามและให้คืบไปหา

5.  พ่อแม่ช่วยกันยิ้มเล่น มองหน้า และสบตากับเด็ก พูดคุยโต้ตอบ เลียนเสียงของเด็ก พูดถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่กับเด็ก เช่น อาบน้ำ กินข้าว

6.  การเว้นช่วงการมีลูกคนต่อไปประมาณ 2-3 ปี เพื่อให้แม่มีสุขภาพดี และลูกแต่ละคนได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างเต็มที่ ขอคำปรึกษาได้จากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

7.  บันทึกน้ำหนัก ความยาว และพัฒนาการของเด็กลงในสมุดสุขภาพและนำติดตัวไปเมื่อพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพครั้งต่อไป