การเจริญทางสมองของเด็กทารก

ธรรมชาติกำหนดให้เด็กมีการเจริญทางสมองโดยสามารถที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้เริ่มจากหัวไปเท้า เช่นยกหัวได้ก่อนและเรื่อยลงมาจนกระทั่งสามารถใช้ขาและเท้าได้ดี การเจริญของเด็กจะสังเกตได้ตามอายุต่าง ๆ ดังนี้

แรกเกิด นอนตัวงอและเกร็งเล็กน้อย แขนขางอ มือกำ คออ่อน

อายุ 1 เดือน ยิ้มอย่างไม่มีความหมาย

ชูศรีษะได้เล็กน้อยเมื่อนอนควํ่า

ตามองไปโดยไม่มีจุดหมาย มองตามได้เล็กน้อย

อายุ 2 เดือน มองตามได้มากขึ้น ยิ้มหัวได้ ทำเสียงในคอ

อายุ 3 เดือน พอจะชันคอและหันหัวไปมาได้ ทำเสียงอ้อแอ้

สนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น

อายุ 4 เดือน ชันคอได้แข็ง

บางคนจะคว่ำหรือพลิกหงายได้

ถ้านอนคว่ำจะยกหัวพ้นระดับอก

เริ่มไขว่คว้าจับของได้และเอาเข้าปาก

หัวเราะเสียงดัง

อายุ 5 เดือน พลิกคว่ำหงายได้คล่อง

จับสิ่งของโดยใช้มือกำ

อายุ 6 เดือน คืบ ชันตัวช่วงบนขึ้น

จับของเล่นเขย่าได้

เปลี่ยนมือจับของได้

อายุ 7 เดือน นั่งได้ไม่นาน

เปลี่ยนของจากมือข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งได้คล่อง

เล่นกับกระจก

รู้จักคนแปลกหน้า

อายุ 8 เดือน เริ่มคลานได้

จับของและปาทิ้ง

อายุ 9 เดือน หยิบของเล็ก ๆ เช่นเม็ดยาโดยใช้สองนิ้วได้

เริ่มเกาะยืน

อายุ 10 เดือน บางคนจะเริ่มพูดเป็นคำ ๆ

(เด็กจะเริ่มพูดช้าเร็วไม่เท่ากัน บางคนอาจไปเริ่มเมื่ออายุขวบครึ่งไป แล้ว โดยเฉพาะลูกคนแรก

นั่งได้นานและหลังตรง

เกาะเดินได้ หรือเดินโดยใช้เก้าอี้ที่มีลูกล้อช่วย

รู้จักโบกมือลา

จับขวดนมและขนมเป็นชิ้นเช่นขนมปังกินเอง

อายุ 12 เดือน ตั้งไข่ และอาจเดินเตาะแตะได้ 2-3 ก้าว

เล่นของเล่นง่าย ๆ ได้ เช่นหยิบของใส่ถ้วย

ร่วมมือในการแต่งตัวดีขึ้น

พูดได้สองสามคำ

อายุ 15 เดือน เดินได้ดีขึ้น

คลานขึ้นบันไดได้

พูดเป็นคำได้มากขึ้น

ชี้ของเมื่ออยากได้

อายุ 18 เดือน เดินได้คล่อง

ขึ้นบันไดโดยใช้มือเกาะ

ปีนเก้าอี้ได้

เริ่มตักอาหารเข้าปากเองได้อย่างหก ๆ หล่น ๆ

อายุ 2 ขวบ วิ่งได้

ขึ้นลงบันไดได้ (ยังไม่สลับเท้า)

เปิดประตูได้

เตะลูกบอลล์

เปิดหนงสือได้เป็นหน้า ๆ

พูดเป็นประโยค

บอกเมื่อจะถ่ายอุจจาระ (และปัสสาวะ ในบางคน)

อายุ 3 ปี ขึ้นลงบันไดสลับได้

ขี่จักรยานสามล้อ

ป้อนอาหารตัวเองได้ดีขึ้น

พูดเป็นประโยคได้ดี รู้จักพูดคุยซักถาม

เริ่มหัดแต่งตัวเอง

อายุ 4 ปี กระโดด

โยนของข้ามหัวตัวเองได้

พอแปรงฟันได้เอง

วาดรูปได้คร่าว ๆ

อายุ 5 ปี กระโดดเท่าเดียวได้

ยืนขาเดียวได้นานขึ้น

นับเลขได้บ้าง

รู้จักสีต่าง ๆ มากขึ้น

หัดผูกเชือกรองเท้าได้

อายุ 6 ปี ขว้างปาของเล่น เช่นลูกบอลล์ได้ดี

เล่นเกมส์ต่าง ๆ ได้

ต่อรูปภาพได้

วาดรูปได้ดีขึ้น

(เด็กที่ไปโรงเรียนสมัยนี้ ในวัย 6 ขวบจะสามารถคิดเลขอ่านเขียนหนังสือได้ดีพอสมควรแล้ว)

การเจริญเติบโตทางกายและนํ้าหนักตัวของเด็ก

นํ้าหนักแรกคลอดของเด็กไทยส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 3000-3500 กรัม (เฉลี่ย 3200 กรัม) ในอาทิตย์แรกหลังเกิดน้ำหนักจะลดลงเล็กน้อย หลังจากนั้นจะกลับขึ้นไปเรื่อย ๆ

สำหรับเดือนแรกน้ำหนักเด็กจะขึ้นประมาณวันละ 30 กรัม ดังนั้นเมื่อเด็กอายุได้1 เดือน นํ้าหนักควรขึ้นไปประมาณ 800-1000 กรัม (8 ขีด-1 กิโลกรัม)

เดือนที่สองน้ำหนักขึ้นวันละประมาณ 25 กรัม หรือ 600-800 กรัม ต่อเดือน ในเดือนที่สามและเดือนต่อ ๆ ไป น้ำหนักจะขึ้นช้าลงเรื่อย ๆ อาจจำเป็นหลักง่าย ๆ

ดังนี้

อายุ 5 เดือน เด็กจะหนักประมาณ 2 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด
อายุ 1 ขวบ หนัก 3 เท่า
อายุ 2 1/2 ขวบ หนัก 4 เท่า
อายุ 5 ขวบ หนัก 5-6 เท่า
อายุ 10 ขวบ หนัก 10 เท่า

การกะน้ำหนักตัวเด็กไทย (หลังจากอายุ 1 ขวบไปแล้ว) อาจคิดตามสูตร ดังนี้

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) = 7 + (2 x อายุเป็นปี)

เช่นเด็กอายุ 6 ขวบ ควรหนักประมาณ = 7 + (2 x 6)

= 19 กิโลกรัม

ความสูง

เด็กแรกคลอดจะมีความยาวประมาณ 50 เซ็นติเมตร และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนี้

อายุ 1 ขวบ สูงประมาณ 75 เซ็นติเมตร
อายุ 2 ขวบ สูงประมาณ 85 เซ็นติเมตร
อายุ 3 ขวบ สูงประมาณ 90-95 เซ็นติเมตร
อายุ 4 ขวบ สูงประมาณ 100 เซ็นติเมตร
อายุ 5 ขวบ สูงประมาณ 110 เซ็นติเมตร
อายุ          13 ปี สูงประมาณ 150 เซ็นติเมตร

หลังอายุ 2 ขวบไปแล้ว จะสูงขึ้นประมาณปีละ 5 เซ็นติเมตร

นํ้าหนักและส่วนสูงโดยเฉลี่ยของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี

เด็กชาย                                                                      เด็กหญิง

ส่วนสูง (เซ็นติเมตร) น้ำหนัก (กิโลกรัม) อายุ

(เดือน)

นํ้าหนัก (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เซ็นติเมตร)
50 3.17 แรกเกิด 3.11 50
55.9 4.4 1 4.09 54.35
58.0 5.1 2 4.80 58.00
61.1 6.03 3 5.55 59.00
63.0 6.31 4 6.24 61.90
65.0 7.00 5 6.39 63.00
66.0 7.23 6 7.12 65.50
67.64 7.73 7 7.40 66.70
69.0 8.05 8 7.52 67.00
70.5 8.30 9 7.56 69.00
71.0 8.43 10 7.60 69.00
72.0 8.50 11 7.64 70.55
74.5 9.00 12 8.00 71.00
75.0 9.20 14 8.33 73.00
78.0 9.8 15 9.10 75.00
79.0 10.10 18 9.55 78.00
83.0 11.62 24 10.32 82.50
88.75 11.66 30 11.71 87.00
94.00 13.30 36 12.50 91.60
97.95 14.40 42 13.30 95.30
100.70 15.05 48 14.50 99.70
102.60 15.30 54 14.60 101.80
105.55 15.55 60 15.25 103.00
108.65 16.00 66 16.00 106.15
110.50 16.35 72 16.90 108.40
* จากการศึกษาของรองศาสฅราจารย์แพทย์หญิงเพ็ญศรี กาญจนัษฐิติ และคณะ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2510-2515

เพลง ก. เอ๋ย ก.ไก่ เอาไว้ให้น้อง ๆ ฝึกร้องก่อนเข้าโรงเรียน

เพลง ก. เอ๋ย ก.ไก่ ที่มีผู้ชมสูงกว่า 5 ล้านวิว ไม่ธรรมดาเลย เป็นเพลงเด็กให้น้อง ๆ ได้ฝึกร้อง และจำตัวอักษรไทยได้ก่อนเข้าโรงเรียนค่ะ

จะเริ่มให้เด็กใส่รองเท้าเมื่อใดและควรเลือกอย่างไร

โดยเฉลี่ยเด็กจะเริ่มออกเดินได้เองเมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ ถ้าเด็กเดินอยู่ในบ้าน รองเท้าจะไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ถ้าออกไปเดินบนพื้นซีเมนต์ ถนนหรือสนามหญ้า ซึ่งอาจถูกเศษอิฐหรือกรวดหนามตำได้ จึงควรใส่

รองเท้าที่แนะนำในระยะที่เริ่มใส่นี้ควรมีความแข็งปานกลางไม่อ่อนนุ่มเกินไป เพราะ มิฉะนั้นจะทำให้เด็กใช้กล้ามเนื้อของเท้าและขาไม่เต็มที่ ความแข็งที่จัดว่าพอดีก็คือขนาดพื้นรองเท้ายาง รองเท้าที่หุ้มส้นสูงเหนือข้อเท้าเล็กน้อยขนาดรองเท้าบู๊ตอย่างสั้นจะช่วยพยุงข้อเท้า เมื่อเด็กหัดเดินได้ดีขึ้น

การดูขนาดรองเท้าว่าเหมาะกับเท้าของลูกหรือไม่

รองเท้าของเด็กควรมีขนาดใหญ่พอดี คือมีส่วนกว้าง ยาว และรูปพอเหมาะกับเท้า ถ้าไม่มีเครื่องวัดเท้าก็อาจกะขนาดโดยให้เด็กสวมรองเท้าและยืนตัวตรง ใช้หัวแม่มือกดลงบนปลายรองเท้า เพื่อประมาณดูส่วนที่เหลือจากปลายนิ้วออกไป ซึ่งควรจะยาวกว่าปลายนิ้วประมาณ 1 ซ.ม. และเนื่องจากเท้าเด็กโตเร็วจึงควรต้องตรวจดูขนาดของรองเท้าเสมอ

การทิ้งเด็กไว้ในเตียงหรือในที่เล่นที่มีลูกกรงจะมีผลเสียทางจิตใจหรือไม่

การให้เด็กเล่นคนเดียวอยู่ในที่ ๆ ปลอดภัยในระยะเวลาพอสมควรไม่มีผลเสียอย่างไรทางจิตใจ นอกจากจะให้อยู่นานจนเกินไป (คราวละหลาย ๆ ชั่วโมง) เพราะเด็กเล็ก ๆ มีความกลัวเป็นปกติ ฉะนั้นถ้าทิ้งไว้นานอาจเกิดความกังวลและกลัวได้

ในขณะที่จำกัดบริเวณ ควรให้เด็กได้เห็นผู้เลี้ยงดูอยู่ในสายตาบ้าง มิใช่ทิ้งไว้คนเดียวตามลำพัง การได้เห็นหรือได้ยินเสียงพูดคุยบ้างจะช่วยให้เด็กไม่ว้าเหว่จนเกินไป และควรมีของเล่นให้เด็กเพลิดเพลินไปด้วยการให้เด็กมีโอกาสอยู่คนเดียวเป็นครั้งคราวจะช่วยให้รู้จักช่วยตน เอง แต่ก็ควรให้เด็กอยู่นอกที่จำกัดบริเวณบ้างเมื่อโตขึ้นแล้ว เพื่อว่าเด็กจะได้หัดควบคุมตนเอง ว่าที่ไหนควรไป ของชนิดไหนควรเล่นไม่ควรเล่น และควรเป็นบริเวณกว้างที่เด็กจะไม่ได้รับอันตรายอย่างใด

ควรอุ้มเด็กเมื่อร้องทุกครั้งหรือไม่

ไม่ควร

การร้องเป็นการแสดงออกที่สำคัญของเด็กเล็ก ๆ อาจเป็นการบอกถึงความต้องการต่าง ๆ เช่น หิว ไม่สบาย เปียกแฉะจากปัสสาวะ ร้อน หนาว เจ็บ หรือต้องการให้อุ้ม ทางที่ดีควรพยายามหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรแล้วแก้ไขเสีย

ทารกชอบให้อุ้มเพราะได้รับการสัมผัสทางกายทำให้สบายใจ แต่การอุ้มทุกครั้งเมื่อร้องจะทำให้เด็กเคยชินต่อการถูกตามใจ ทำให้เด็กไม่รู้จักการช่วยตนเองบ้าง การอุ้มชูทารกเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าไม่มีเหตุอื่นก็อาจปล่อยให้ร้องบ้างหรือหลอกล่อเด็กด้วยของเล่น หรือหันความสนใจไปในสิ่งอื่น เพื่อสอนให้เด็กสนใจในสิ่งรอบ ๆ ตัว ในทำนองเดียวกันการให้เด็กดูดนมทุกครั้งที่ร้องก็ไม่เป็นการสมควรด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน

ให้เด็กดูดนิ้วหรือหัวนมได้หรือไม่ ?

ไม่สนบสนุน แต่ไม่ขัดขวางเสียทีเดียว เพราะธรรมชาติของเด็กเล็กต้องการความพอใจจากการสัมผัสของปาก (oral need) จึงอนุโลมปล่อยไปได้ในอายุ 1-2 ขวบปีแรก

การดูดนิ้วหรือหัวนมปลอม ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่ถ้าเด็กดูดนิ้วมือนาน ๆ บางครั้งพบว่าทำให้นิ้วแตกเป็นแผล ถ้าจะใช้หัวนมปลอม (ในรายที่ยังเลี่ยงการดูดไม่ได้) ควร เลือกชนิดที่ปิดตันไม่มีช่องให้ลมเข้า เพราะมิฉะนั้นจะทำให้เด็กดูดลมเข้าไปทำให้ท้องอืด ตรงโคนหัวนมควรมีแป้นเพื่อกันมิให้หัวนมหลุดลงคอ เด็กที่ดูดหัวนมจนหลับ ควรหยิบเอาออกเมื่อ เด็กหลับแล้ว

การให้เด็กดูดหัวนม (ขวด) หรือนมมารดานานพอในระหว่างให้นม อาจจะเป็นการสนองความต้องการ และลดการติดหัวนมปลอมลงได้บ้าง

ข้อเสียในการดูดหัวนมปลอมหรือนิ้วก็คือความสกปรก อาจทำให้มีเชื้อโรคหรือเชื้อราเข้าไปในปากได้ จึงต้องหมั่นดูแลเรื่องความสะอาด

เด็กที่ดูดนิ้วหรือหัวนมนาน ๆ อาจทำให้รูปเหงือกและแนวฟันผิดปกติไปได้ สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงและรีบแก้ไข ถ้าเด็กติดดูดหัวนมหรือนิ้วจนโต ก็คือสาเหตุ

ทางใจ ซึ่งอาจเป็นความว้าเหว่หรือความกังวล

ผื่นหรือความผิดปกติบนผิวหนังเด็กทารก

ผื่นที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง อาจเกิดจากสาเหตุมากมายหลายร้อยอย่างและความรุนแรง ของสาเหตุก็ต่างกันมาก ตั้งแต่ไม่มีอันตรายเลยได้แก่ ผด จนถึงผื่นที่เป็นการแสดงของโรคบาง อย่างที่อาจทำให้เด็กตายได้อย่างรวดเร็ว

จะอธิบายอย่างย่อเท่าที่คิดว่าคุณพ่อคุณแม่ที่โชคดีไม่ต้องเป็นหมอพอจะเข้าใจและนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้คือ

1.  ผื่นที่ผิวหนังทุกชนิดให้ถือว่าผิดปกติไว้ก่อนจนกว่าจะแน่ใจเป็นอย่างอื่น

2.  ผื่นที่ขึ้นในช่วง เวลาที่เด็กกำลงได้รับยาอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ควรรีบ ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดจากการแพ้ยา โดยเฉพาะถ้ามีเม็ดขึ้นในปากด้วย

3.  ผื่นทุกชนิดไม่ว่าเม็ดเล็กเม็ดโต ถ้ามีหัวขาวขึ้นเป็นหนอง ก็คงจะเกิดจากเชื้อ หนอง (อาจจะไม่ใช่ก็ได้)

4.  จุดแดง ๆ ใต้ผิวหนังขนาดเล็กมากเท่าปลายเข็ม 2-3 เล่มรวมกัน เมื่อกดดูจะไม่หายไป (ซึ่งต่างกับจุดแดงที่เกิดจากยุงหรือแมลงกัด) ลักษณะเช่นว่านี้พบได้ในโรคหลายโรค ทั้งที่ไม่รุนแรงและรุนแรง เช่นไข้เลือดออก หรือการติดเชื้อบางชนิด

5.  ความผิดปกติอีกอย่างหนึ่งที่ควรทราบก็คือลักษณะจ้ำเลือดหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “พรายย้ำ” นั้น ถ้าพบมีหลายแห่งหรือเป็นบ่อยโดยไม่ถูกกระแทกหรือได้รับบาดเจ็บอะไร ก็ควรจะคิดว่าอาจเกิดจากโรคบางชนิดได้ด้วย

สำหรบ “ผื่น” ที่มักรู้จักกันดีอยู่แล้ว 2 อย่าง คือ ผด และรอยแดงชื้นตามที่อับ เช่น ซอกคอ รักแร้ ข้อพับขาแขน หรือหน้าท้องและก้นบริเวณที่นุ่งผ้าอ้อมอยู่เสมอนั้น ขอแนะนำการดูแลดังนี้

ผด

เกิดจากความร้อน หรือการหมักหมมไม่ได้อาบน้ำ หลักการรักษาก็คือ ให้ความ เย็นและความสะอาด ได้แก่ การอาบนน้ำบ่อย ๆ ใส่เสื้อบาง ๆ หรือไม่ใส่เมื่ออากาศร้อนจัด

ดินสอพองละลายน้ำของคุณย่าคุณยายก็ช่วยได้บ้างเหมือนกัน

รอยแดงชื้นบริเวณหัวนม

รักษาด้วยความแห้งและความสะอาด ถ้าจะโรยแป้งควรโรยบาง ๆ มิฉะนั้นจะ เกาะกันเป็นก้อน ทำให้กลับเก็บความชื้นมากขึ้น ถ้าเป็นมากและเรื้อรังก็อาจต้องใช้ยาบางชนิดทาช่วยให้หายเร็วขึ้น

ความผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศและที่ใกล้เคียงของเด็กทารก

การตีบตันที่ปลายอวัยวะเพศชาย (phimosis)

“ลูก (ชาย) ร้องไห้เวลาจะปัสสาวะ,,

เด็กชายที่มีปัญหาปลายอวัยวะเพศตีบ ในวัยทารก มารดามักจะสงเกตว่าเด็กร้องไห้และต้องเบ่งเวลาปัสสาวะทุกครั้งหรือบางครั้ง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะหนังที่หุ้มอวัยวะเพศส่วนปลายมีรูเปิดที่เล็กแคบทำให้ปัสสาวะออกได้ยาก

ในเด็กชายแรกเกิดส่วนใหญ่ รูเปิดที่ปลายนี้จะเห็นตีบแคบและจะค่อย ๆ ขยายกว้าง ออกเมื่อเด็กโตขึ้น แต่ถ้ามีปัญหาปัสสาวะไม่ออกและเป็นมากขึ้นหรืออาการไม่ลดลง แพทย์อาจจะพิจารณาขริบปลายหนังออก ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ไม่ยุ่งยากอะไร ในทารกแรกเกิดสามารถทำได้ง่ายโดยใช้เครื่องมือพิเศษ แต่ถ้าเด็กโตขึ้น (ส่วนมากเมื่ออายุเกินหนึ่งเดือนไปแล้ว) ต้องทำผ่าตัดโดยการให้ยาสลบ

ยังมีสาเหตุอื่นอีกที่ทำให้เด็กปัสสาวะลำบาก ซึ่งถ้าแพทย์สงสัยก็อาจแนะนำให้ตรวจด้วยวิธีพิเศษแล้วแต่กรณีเป็นราย ๆ ไป

ลูกอัณฑะมีขนาดใหญ่ไม่เท่ากัน หรือโป่งเป็นก้อน

ความผิดปกติเช่นนี้อาจเป็นได้สองอย่าง คือ

1.  มีถุงน้ำที่เปลือกหุ้มลูกอัณฑะ (hydrocoele)

หรือ

2.  ไส้เลือน (inguinal hernia)

เมื่อพบความผิดปกติดังกล่าว ต้องให้แพทย์ตรวจเพื่อให้ทราบการวิเคราะห์โรคที่แน่นอนและพิจารณาให้การรักษา จะกล่าวถึงเพียงคร่าว ๆ ว่า ถ้าเป็นไส้เลื่อน ทางด้านวิชาการปัจจุบันนี้แนะนำให้กำหนดทำผ่าตัดเมื่อตรวจพบในเร็ววัน (เพราะถ้าทิ้งไว้จะเสี่ยงต่อการที่ลำไส้อาจเลื่อนลงมาแล้วติดค้างอยู่ และกลับขึ้นไปไม่ได้ทำให้ลำไส้เน่า ซึ่งเป็นอันตรายมาก) แต่ถ้าเป็นถุงนํ้าแพทย์จะพิจารณาทำผ่าตัดเป็นราย ๆ ไปแล้วแต่กรณี

ลูกอัณฑะไม่ลงถุง

อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง

ปัจจุบัน (พ.ศ. 2519) ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคเด็กแนะนำว่า ควรทำผ่าตัด เพื่อให้เข้าที่เมื่อเด็กมีอายุประมาณระหว่าง 2-4 ขวบ เพราะถ้าทิ้งไว้นานกว่านั้นลูกอัณฑะมีโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเสื่อมหน้าที่ลงได้

ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารในระยะสองสามเดือนหลังคลอด

อาเจียน ท้องผูก ท้องอืด ปวดท้อง

อาเจียน

การแหวะนมเล็กน้อยในบางครั้งภายหลังกินนมเสร็จมักพบในทารกเล็ก ๆ เกือบทุกคน แต่ถ้าอาเจียนมาก และเป็นเกือบทุกครั้งหรือเป็นบ่อย คุณก็ควรพาเด็กไปให้แพทย์ตรวจ เพราะอาจจะมีโรคบางอย่างได้ เช่น การตีบตันของหูรูดกระเพาะ ส่วนที่เปิดสู่ลำไส้เล็ก ซึ่งต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แต่ก็มีสาเหตุอื่นซึ่งบ่อย ๆ ไม่ใคร่รุนแรง และช่วยให้ทุเลาลงหรือหายเร็วขึ้นด้วย การใช้ยาร่วมกับการปฎิบัติต่อเด็กที่ถูกต้อง ได้แก่

1.  ถือขวดนมในท่าตั้งที่ทำให้น้ำนมเต็มปากขวดเสมอ เพื่อกันไม่ให้เด็กดูดลมเข้าไป พร้อมกับการดูดนม

2.  ให้กินนมครั้งละน้อยและให้เรอบ่อย ๆ ด้วยการยกเด็กตั้งขึ้น หรืออุ้มพาดบ่า เมื่อ เด็กเรอแล้วจึงให้กินส่วนที่เหลือต่อ

3.  เมื่อเด็กอิ่มแล้ว อย่าเพิ่งวางลงนอนทันทีแต่ควรอุ้มในท่าตั้ง หรือให้นอนยกหัว และตัวสูงโดยใช้หมอนหรือเบาะหนุนสักระยะหนึ่ง ท่านอนควรเป็นท่าควํ่าหรือท่าตะแคง

แต่ถึงแม้ว่าคุณจะพยายามปฎิบัติตามคำแนะนำนี้แล้วในบางครั้งก็อาจจะไม่ได้ผล เคราะห์ดีที่ในตลาดยาปัจจุบันมียาบางชนิดที่ให้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ

ท้องอืด ท้องผูก และการถ่ายอุจจาระ

โดยปกติเด็กควรถ่ายอุจจาระทุกวัน จำนวนครั้งที่ถ่ายในวันหนึ่ง ๆ นั้น แตกต่างกันมากในเด็กแต่ละคน ทารกเล็ก ๆ ในเดือนแรก ๆ อาจจะถ่ายได้ตั้งแต่วันละ 1-8 ครั้ง จึงเห็นได้ว่าจำนวนครั้งที่ถ่ายไม่สำคัญเท่าลักษณะของอุจจาระ

อุจจาระของทารกที่ปกติดีจะมีลักษณะอ่อน ไม่เป็นก้อนไม่มีมูก (และแน่นอนไม่มี เลือด) ไม่เหม็นเน่าหรือเหม็นคาวผิดปกติ ถ้าผิดไปจากนี้แสดงว่าอาจมีความผิดปกติอย่างใดอย่าง หนึ่งเกิดขึ้น เด็กที่ถ่ายอุจจาระแข็งหรือท้องผูก ถ้าปล่อยไว้เช่นนั้นนานไปอาจทำให้ปากทวารแตกเป็นแผลซึ่งเจ็บมาก เด็กจะร้องไห้เวลาถ่ายและอาจมีเลือดออกเล็กน้อยติดกับก้อนอุจจาระได้

การแก้ท้องผูก ถ้าเป็นในทารกเล็ก ๆ อาจแก้ด้วยการให้กินน้ำผึ้ง (เดือนอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเดือนห้า แต่ต้องสะอาด) ครั้งละประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำสุกให้จางลง ให้ดูดวันละครั้ง หรืออาจใช้นํ้าผลไม้บางอย่าง เช่น น้ำพรุน (prune juice) ชนิดที่มีจำหน่าย เป็นขวด (การซื้อลูกพรุนมาต้มจะไม่ได้ผลนัก) หรือน้ำมะขาม เท่าที่เคยแนะนำคุณแม่ทั้งหลาย ที่มีปัญหานี้บ่อย ๆ มักให้วันละประมาณ 1-2 ออนซ์ ผสมน้ำสุกประมาณหนึ่งในสามและเติมกลูโคสหรือน้ำเชื่อมพอหวานสำหรับน้ำพรุน หรือเติมน้ำสุกให้รสหวานพอดีสำหรับน้ำมะขาม

จำนวนน้ำผลไม้นี้คุณแม่หรือผู้เลี้ยงควรสังเกตที่จะเพิ่มหรือลดตามลักษณะของอุจจาระ อาจให้ได้ทุกวันและทำให้จำนวนมากพอ เช่น 1-2 ออนซ์ขึ้นไป (ในทารกเล็ก ๆ) ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องให้น้ำส้มคั้นเพราะในนํ้าพรุนก็มีวิตามินซีเช่นกัน แต่น้อยกว่าในน้ำส้ม

ข้อเสียของการใช้น้ำพรุนก็คือเป็นสินค้าต่างประเทศและมีราคาแพง เวลาซื้อต้อง ซื้อทั้งขวดใหญ่ซึ่งเมื่อเปิดขวดออกใช้แล้วจะเสียง่ายต้องเก็บในตู้เย็น จึงอาจเป็นปัญหาสำหรับครอบครัวที่ไม่มีตู้เย็นใช้ ขอแนะนำว่าเวลาจะใช้ควรหาขวดเล็ก ๆ นึ่งให้สะอาดแบ่งมาใช้ภาย ใน 2-3 วัน เพื่อรักษาไม่ให้น้ำพรุนในขวดใหญ่เกิดบูดเน่าง่ายเพราะการเปิดปิดขวดบ่อย ๆ

สำหรับน้ำส้มนั้นในเรื่องของการแก้ท้องผูกปรากฏว่าไม่ใคร่จะได้ผลนักเพราะไม่ได้กิน ทั้งกลีบจึงไม่มีกากเป็นสิ่งช่วย แต่จะให้วิตามินชีแก่ร่างกาย

สำหรับเด็กโต อาหารประเภทผัก และผลไม้ โดยเฉพาะมะละกอ สับปะรด จะช่วยได้

การใช้ยาระบายนั้น โดยทั่วไปไม่อยากจะแนะนำนอกจากจะจำเป็นจริง ๆ เพราะจะทำให้ลำไส้ทำงานไม่ปกติอยู่ระยะหนึ่งคือเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ท้องผูกต่อไปอีกและอาจจะทำ ให้ต้องใช้ยาระบายอยู่เสมอ การสวนอุจจาระโดยใช้แท่งกลีเซอรีนบางครั้งบางคราวเมื่อเด็กท้องผูกมากอาจจะพออนุโลมได้

ปวดท้อง หรือ ร้องไห้มากผิดปกติ

ส่วนใหญ่จะร้องไห้เป็นเวลา และมักพบเวลาเย็นหรือเริ่มพลบคํ่าไปจนถึงประมาณสามสี่ทุ่มมีบางรายที่พบเป็นเวลาเช้า เด็กจะร้องงอหายได้นานเป็นชั่วโมง ๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทรมานใจคนทั้งบ้าน (และบางครั้งเพื่อนบ้านด้วย) ทารกจะมีลักษณะมือเท้าเกร็ง ตัวเย็นเหงื่อออก ให้ดูดนมหรือน้ำก็ไม่หยุดร้อง และไม่ใคร่จะดูด ส่วนมากจะมีอาการท้องอืด และบางครั้ง มีอาเจียนหลังกินนมหรืออาการท้องผูกร่วมด้วย

สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เด็กปวดท้องนี้ยังไม่มีใครทราบแน่ แต่เข้าใจกันว่าเป็นเพราะระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของทางเดินอาหารในวัยทารกยังไม่เจริญพอ หรืออาจเกิดจากลมหรือกรดในกระเพาะที่มีมากเกินไปก็ได้

โรคปวดท้องนี้จะหายไปเองภายในสามเดือน (โบราณเรียกว่า “ร้องสามเดือน”) แต่ สมัยนี้อาจจะช่วยให้เหลือ “ร้องเพียงสามวัน” หรือ“สามอาทิตย์”ได้ถ้ารักษา

เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่าการที่เด็กร้องไห้มาก ๆ นั้น จะเป็นเพราะปวดท้องแต่อย่างเดียว จึงขอเพิ่มเติมลงในที่นี้ด้วยถึงสาเหตุอื่นๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องฉุกเฉินที่ควรได้รับการตรวจจากแพทย์ทันที

สาเหตุที่ทำให้เด็กร้องอย่างรุนแรงได้นาน ๆ (นอกจากหิวหรือเปียกเปื้อน) อาจเกิดจาก

1.  ปวดท้อง

2.  หูอักเสบ หรือมีแมลงเข้าไปในหู

3.  ถุงน้ำลูกอัณฑะอักเสบ (Infected hydrocele)

4.  มีการบิดตัวของลูกอัณฑะหรือส่วนของลูกอัณฑะ (Torsion testes หรือ Torsion testicular appendage)

5.  การอุดตันของลำไส้ส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่นลำไส้บิด (Volvulus) หรือลำไล้ กลืนกัน (Intussusception)

6.  ไส้เลื่อนลงไปติดค้างอยู่ (Incarcerated hernia)

7.  แมลงกัดต่อยที่ใดที่หนึ่งของร่างกาย เป็นต้น

ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจ เพื่อความปลอดภัยจึงควรนำเด็กไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

ไกรพ์วอเตอร์ (Gripe Water) มีประโยชน์หรือไม่ ?

ไกรพวอเตอร โดยทั่วไปเป็นน้ำด่างอ่อน ๆ บางชนิดมีตัวยาที่ทำให้ร้อนท้องและช่วยขับลมเช่น น้ำขิงผสมอยู่ด้วย จึงอาจมีประโยชน์บ้างในการลดกรด หรือแก้ทองอืด แต่ผลไม่แน่นอนและไม่จำเป็นถ้าเด็กไม่มีอาการเหล่านี้

มหาหิงค์

ตัวยาสกัดของมหาหิงค์ มีแทรกอยู่ในยากินแผนปัจจุบันหลายขนาน ช่วยขับลมได้บ้าง โดยทั่วไปมักใช้ทาหน้าท้องเด็กหรือผูกข้อมือให้ได้กลิ่น เข้าใจว่าโดยการใช้เช่นนี้อาจจะช่วยให้เด็กเรอหรือผายลมได้ มากน้อยเพียงใดยังไม่มีผู้ทำสถิติเอาไว้

เด็กร้องไห้จนงอหาย และเขียว

อาการเช่นนี้พบในเด็กที่มีอารมณ์แรง เวลาร้องไห้จะร้องอย่างรุนแรงและกลั้นหายใจ หรือถอนหายใจไม่ทัน อย่างที่เรียกกันว่า “งอหาย” จนหน้าเขียว ทำให้พ่อแม่ใจหายใจคว่ำ ถ้าแพทย์ตรวจแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติอย่างใด คุณก็ควรจะสบายใจได้ และไม่ควรถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้อง “โอ่” เด็กเป็นพิเศษ เพราะในทางตรงกันข้ามจะกลับทำให้เด็กเป็นคนเจ้าอารมณ์ และมีอาการมากขึ้น ในขณะที่เด็กมีอาการเช่นนั้นอาจช่วยให้หายโดยการตบก้นหรือหลัง และไม่ควรแสดงอาการโวยวายตกอกตกใจมากมาย

แต่ถ้าเด็กมีอาการเขียวทุกครั้งที่ร้องไห้ หรือดูดนม ต้องรีบปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะเกี่ยวกับความผิดปกติของหัวใจได้