ควรเริ่มอาหารอย่างอื่นนอกจากนมเมื่อใด

ควรเริ่มอาหารชนิดต่าง ๆ ตามอายุของเด็กดังนี้

อายุ 1-2 เดือน

เริ่มน้ำส้มคั้น ล้างผิวส้มให้สะอาดก่อนที่จะผ่าออกคั้น  ในวันแรก ๆ ให้วันละ ประมาณ 1-2 ช้อนชา ผสมน้ำสุกเท่าตัวแล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนได้น้ำส้มวันละ 1 ผล การที่ให้น้ำส้มคั้นก็เพื่อจะให้เด็กได้รับวิตามินซี

เมื่อทารกอายุครบ 2 เดือน หรือในรายที่ดื่มนมมากกว่า 32 ออนซ์ต่อวัน อาจ เริ่มให้อาหารประเภทแป้ง เช่น น้ำข้าว ข้าวบด หรืออาหารสำเร็จประเภทข้าวหรือแป้ง เริ่มวันละ 1 ช้อนชา โดยให้ก่อนนม หรือผสมไปในน้ำนมวันละ 1 ครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย จนได้ปริมาณวันละ 3-4 ช้อนโต๊ะ

อายุ 3-4 เดือน

ทารกที่ได้รับนมมารดาจำเป็นที่จะต้องให้อาหารเสริมด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารบางอย่างเช่น เหล็ก และไวตามิน

นอกจากนั้นการให้อาหารเสริมในวัยนี้ จะเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักใช้เหงือกบดเคี้ยว และกลืนอาหารที่ไม่ใช่ของเหลว

เมื่อเริ่มให้อาหารชนิดใหม่ ๆ แก่ลูก ควรให้ปริมาณน้อย ๆ และเริ่มเพียงชนิดเดียวก่อนเพื่อดูว่าจะมีอาการผิดปกติอันเนื่องมาจากอาหารหรือไม่ ถ้าไม่มีปัญหาอื่นใดก็ให้เพิ่ม ขึ้นเรื่อย ๆ ทีละน้อย

เมื่ออายุได้ 3 เดือน เริ่มให้กล้วยน้ำว้าสุก เอาแต่เนื้อนุ่มส่วนนอก ๆ ไม่เอาส่วนที่เป็นไส้แข็ง วิธีง่าย ๆ และสะอาดคือปอกเปลือกลงไปทีละน้อยจับที่นอกเปลือก ใช้ช้อนที่ต้มสะอาดแล้วขูดเนื้อส่วนนอกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ป้อนให้เด็ก เริ่มแรกให้เพียงมื้อละ 1-2 ช้อนชา แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นวันละหนึ่งผล ให้วันละครั้งระหว่างมื้อนม หรือก่อนให้นม มื้อใดมื้อหนึ่ง แล้วตามด้วยนมจนอิ่ม

ในวัยนี้ควรเริ่มข้าวตุ๋นหรือข้าวผงของเด็กอ่อน (baby cereal) ซึ่งมีจำหน่ายเป็นกล่องหรือกระป๋องมีชื่อต่าง ๆ กัน เป็นของต่างประเทศ ข้าวตุ๋นผสมกับนํ้าแกงจืดหรือน้ำต้มกระดูกให้มีลักษณะข้นเหลว อาจใส่ผักที่ต้มเปื่อยแล้วหรือครูดละเอียดตุ๋นไปด้วยกัน เช่นผักเขียว ต่าง ๆ ที่ไม่ใคร่มีกาก (ผักตำลึง ผักบุ้ง ผักขม เป็นต้น) หรือผักกาดขาว หัวไชเท้า ฝักทอง แครอท

อายุ 4 เดือน เริ่มให้ไข่แดงต้มสุกบดละเอียด (ไข่ขาวยังไม่ควรให้เพราะเด็ก อาจจะแพ้ได้) เริ่มให้วันละ 1 ช้อนชา ใส่ในข้าวหรือแยกต่างหากและเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ไข่แดงวันละ 1 ฟอง

อายุ 5 เดือน

เริ่มเนื้อปลาบด 1 -2 ช้อนโต๊ะ สลับกับอาหารอื่นตามที่กล่าวแล้วข้างต้น นมสำหรับทารกในวัยนี้ถ้าใช้นมวัว ควรให้นมวัวครบส่วน (อย่างผงหรือนมสด) หรือนมผงที่มีโปรทีนสูง ให้ประมาณวันละ 5-6 ครั้ง ครั้งละ 5-6 ออนซ์

อายุ 6 เดือน

เริ่มอาหารเนื้อสัตว์อย่างอื่น ได้แก่ หมู เนื้อ ไก่ ตับ สับหรือบดละเอียดวันละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับข้าว ไข่ และผักต่างๆ ที่ได้เริ่มมาแล้ว ครั้งละประมาณ 1/2  ถ้วย วันละ 2 มื้อ ตามด้วยนมจนอิ่ม หรืออาจให้แทนนมได้ 1 มื้อ อาหารเนื้อสัตว์เมื่อต้มแล้วมักเป็นชิ้นแข็งเด็กบางคนไม่ยอมกินจึงอาจใช้วิธีขูดด้วยช้อนคมๆ เช่นช้อนสังกะสีให้เป็นขุย ๆ ใส่ลงในน้ำเดือด

อายุ 7 เดือน

เริ่มไข่ขาวได้ โดยให้ทีละน้อย ถ้าเด็กแพ้ (สังเกตอาการเช่นมีผื่นขึ้น) ให้งดไว้ ก่อนและอาจเริ่มใหม่เมื่อเด็กอายุประมาณ 1 ขวบไปแล้ว

อายุ 7-8 เดือน

โดยต้มให้เปื่อยหรือบดร่วมกับอาหารต่าง ๆ  ดังที่กล่าว มาแล้ว ระยะนี้เด็กจะเริ่มมีฟันขึ้น อาหารที่ให้จึงไม่จำเป็นต้องบดละเอียดเหมือนในระยะเดือน

ต้นๆ

ผลไม้หลายชนิด เช่น องุ่น มะละกอ ส้ม ควรให้เด็กกินได้แล้ว โดยปอก เปลือกแกะเมล็ดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ

ขนมที่สะอาดถูกอนามัยและมีเนื้ออ่อนนุ่มก็ให้ได้ ควรให้นมครั้งละ 5-6 ออนซ์ วันละ 4-5 ครั้ง

น้ำส้มคั้นวันละประมาณ 4 ออนซ์

อายุ 9-12 เดือน

ให้อาหารเสริมได้วันละ 3 มื้อ

ถ้าให้ลูกกินนมแม่ก็ควรให้เปลี่ยนเป็นนมวัวได้แล้ว

ควรให้นมครั้งละ 6-8 ออนซ์ วันละ 3-4 มื้อ

การเจริญทางสมองของเด็กทารก

ธรรมชาติกำหนดให้เด็กมีการเจริญทางสมองโดยสามารถที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้เริ่มจากหัวไปเท้า เช่นยกหัวได้ก่อนและเรื่อยลงมาจนกระทั่งสามารถใช้ขาและเท้าได้ดี การเจริญของเด็กจะสังเกตได้ตามอายุต่าง ๆ ดังนี้

แรกเกิด นอนตัวงอและเกร็งเล็กน้อย แขนขางอ มือกำ คออ่อน

อายุ 1 เดือน ยิ้มอย่างไม่มีความหมาย

ชูศรีษะได้เล็กน้อยเมื่อนอนควํ่า

ตามองไปโดยไม่มีจุดหมาย มองตามได้เล็กน้อย

อายุ 2 เดือน มองตามได้มากขึ้น ยิ้มหัวได้ ทำเสียงในคอ

อายุ 3 เดือน พอจะชันคอและหันหัวไปมาได้ ทำเสียงอ้อแอ้

สนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น

อายุ 4 เดือน ชันคอได้แข็ง

บางคนจะคว่ำหรือพลิกหงายได้

ถ้านอนคว่ำจะยกหัวพ้นระดับอก

เริ่มไขว่คว้าจับของได้และเอาเข้าปาก

หัวเราะเสียงดัง

อายุ 5 เดือน พลิกคว่ำหงายได้คล่อง

จับสิ่งของโดยใช้มือกำ

อายุ 6 เดือน คืบ ชันตัวช่วงบนขึ้น

จับของเล่นเขย่าได้

เปลี่ยนมือจับของได้

อายุ 7 เดือน นั่งได้ไม่นาน

เปลี่ยนของจากมือข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งได้คล่อง

เล่นกับกระจก

รู้จักคนแปลกหน้า

อายุ 8 เดือน เริ่มคลานได้

จับของและปาทิ้ง

อายุ 9 เดือน หยิบของเล็ก ๆ เช่นเม็ดยาโดยใช้สองนิ้วได้

เริ่มเกาะยืน

อายุ 10 เดือน บางคนจะเริ่มพูดเป็นคำ ๆ

(เด็กจะเริ่มพูดช้าเร็วไม่เท่ากัน บางคนอาจไปเริ่มเมื่ออายุขวบครึ่งไป แล้ว โดยเฉพาะลูกคนแรก

นั่งได้นานและหลังตรง

เกาะเดินได้ หรือเดินโดยใช้เก้าอี้ที่มีลูกล้อช่วย

รู้จักโบกมือลา

จับขวดนมและขนมเป็นชิ้นเช่นขนมปังกินเอง

อายุ 12 เดือน ตั้งไข่ และอาจเดินเตาะแตะได้ 2-3 ก้าว

เล่นของเล่นง่าย ๆ ได้ เช่นหยิบของใส่ถ้วย

ร่วมมือในการแต่งตัวดีขึ้น

พูดได้สองสามคำ

อายุ 15 เดือน เดินได้ดีขึ้น

คลานขึ้นบันไดได้

พูดเป็นคำได้มากขึ้น

ชี้ของเมื่ออยากได้

อายุ 18 เดือน เดินได้คล่อง

ขึ้นบันไดโดยใช้มือเกาะ

ปีนเก้าอี้ได้

เริ่มตักอาหารเข้าปากเองได้อย่างหก ๆ หล่น ๆ

อายุ 2 ขวบ วิ่งได้

ขึ้นลงบันไดได้ (ยังไม่สลับเท้า)

เปิดประตูได้

เตะลูกบอลล์

เปิดหนงสือได้เป็นหน้า ๆ

พูดเป็นประโยค

บอกเมื่อจะถ่ายอุจจาระ (และปัสสาวะ ในบางคน)

อายุ 3 ปี ขึ้นลงบันไดสลับได้

ขี่จักรยานสามล้อ

ป้อนอาหารตัวเองได้ดีขึ้น

พูดเป็นประโยคได้ดี รู้จักพูดคุยซักถาม

เริ่มหัดแต่งตัวเอง

อายุ 4 ปี กระโดด

โยนของข้ามหัวตัวเองได้

พอแปรงฟันได้เอง

วาดรูปได้คร่าว ๆ

อายุ 5 ปี กระโดดเท่าเดียวได้

ยืนขาเดียวได้นานขึ้น

นับเลขได้บ้าง

รู้จักสีต่าง ๆ มากขึ้น

หัดผูกเชือกรองเท้าได้

อายุ 6 ปี ขว้างปาของเล่น เช่นลูกบอลล์ได้ดี

เล่นเกมส์ต่าง ๆ ได้

ต่อรูปภาพได้

วาดรูปได้ดีขึ้น

(เด็กที่ไปโรงเรียนสมัยนี้ ในวัย 6 ขวบจะสามารถคิดเลขอ่านเขียนหนังสือได้ดีพอสมควรแล้ว)

การเจริญเติบโตทางกายและนํ้าหนักตัวของเด็ก

นํ้าหนักแรกคลอดของเด็กไทยส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 3000-3500 กรัม (เฉลี่ย 3200 กรัม) ในอาทิตย์แรกหลังเกิดน้ำหนักจะลดลงเล็กน้อย หลังจากนั้นจะกลับขึ้นไปเรื่อย ๆ

สำหรับเดือนแรกน้ำหนักเด็กจะขึ้นประมาณวันละ 30 กรัม ดังนั้นเมื่อเด็กอายุได้1 เดือน นํ้าหนักควรขึ้นไปประมาณ 800-1000 กรัม (8 ขีด-1 กิโลกรัม)

เดือนที่สองน้ำหนักขึ้นวันละประมาณ 25 กรัม หรือ 600-800 กรัม ต่อเดือน ในเดือนที่สามและเดือนต่อ ๆ ไป น้ำหนักจะขึ้นช้าลงเรื่อย ๆ อาจจำเป็นหลักง่าย ๆ

ดังนี้

อายุ 5 เดือน เด็กจะหนักประมาณ 2 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด
อายุ 1 ขวบ หนัก 3 เท่า
อายุ 2 1/2 ขวบ หนัก 4 เท่า
อายุ 5 ขวบ หนัก 5-6 เท่า
อายุ 10 ขวบ หนัก 10 เท่า

การกะน้ำหนักตัวเด็กไทย (หลังจากอายุ 1 ขวบไปแล้ว) อาจคิดตามสูตร ดังนี้

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) = 7 + (2 x อายุเป็นปี)

เช่นเด็กอายุ 6 ขวบ ควรหนักประมาณ = 7 + (2 x 6)

= 19 กิโลกรัม

ความสูง

เด็กแรกคลอดจะมีความยาวประมาณ 50 เซ็นติเมตร และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนี้

อายุ 1 ขวบ สูงประมาณ 75 เซ็นติเมตร
อายุ 2 ขวบ สูงประมาณ 85 เซ็นติเมตร
อายุ 3 ขวบ สูงประมาณ 90-95 เซ็นติเมตร
อายุ 4 ขวบ สูงประมาณ 100 เซ็นติเมตร
อายุ 5 ขวบ สูงประมาณ 110 เซ็นติเมตร
อายุ          13 ปี สูงประมาณ 150 เซ็นติเมตร

หลังอายุ 2 ขวบไปแล้ว จะสูงขึ้นประมาณปีละ 5 เซ็นติเมตร

นํ้าหนักและส่วนสูงโดยเฉลี่ยของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี

เด็กชาย                                                                      เด็กหญิง

ส่วนสูง (เซ็นติเมตร) น้ำหนัก (กิโลกรัม) อายุ

(เดือน)

นํ้าหนัก (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เซ็นติเมตร)
50 3.17 แรกเกิด 3.11 50
55.9 4.4 1 4.09 54.35
58.0 5.1 2 4.80 58.00
61.1 6.03 3 5.55 59.00
63.0 6.31 4 6.24 61.90
65.0 7.00 5 6.39 63.00
66.0 7.23 6 7.12 65.50
67.64 7.73 7 7.40 66.70
69.0 8.05 8 7.52 67.00
70.5 8.30 9 7.56 69.00
71.0 8.43 10 7.60 69.00
72.0 8.50 11 7.64 70.55
74.5 9.00 12 8.00 71.00
75.0 9.20 14 8.33 73.00
78.0 9.8 15 9.10 75.00
79.0 10.10 18 9.55 78.00
83.0 11.62 24 10.32 82.50
88.75 11.66 30 11.71 87.00
94.00 13.30 36 12.50 91.60
97.95 14.40 42 13.30 95.30
100.70 15.05 48 14.50 99.70
102.60 15.30 54 14.60 101.80
105.55 15.55 60 15.25 103.00
108.65 16.00 66 16.00 106.15
110.50 16.35 72 16.90 108.40
* จากการศึกษาของรองศาสฅราจารย์แพทย์หญิงเพ็ญศรี กาญจนัษฐิติ และคณะ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2510-2515

เพลง ก. เอ๋ย ก.ไก่ เอาไว้ให้น้อง ๆ ฝึกร้องก่อนเข้าโรงเรียน

เพลง ก. เอ๋ย ก.ไก่ ที่มีผู้ชมสูงกว่า 5 ล้านวิว ไม่ธรรมดาเลย เป็นเพลงเด็กให้น้อง ๆ ได้ฝึกร้อง และจำตัวอักษรไทยได้ก่อนเข้าโรงเรียนค่ะ

จะเริ่มให้เด็กใส่รองเท้าเมื่อใดและควรเลือกอย่างไร

โดยเฉลี่ยเด็กจะเริ่มออกเดินได้เองเมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ ถ้าเด็กเดินอยู่ในบ้าน รองเท้าจะไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ถ้าออกไปเดินบนพื้นซีเมนต์ ถนนหรือสนามหญ้า ซึ่งอาจถูกเศษอิฐหรือกรวดหนามตำได้ จึงควรใส่

รองเท้าที่แนะนำในระยะที่เริ่มใส่นี้ควรมีความแข็งปานกลางไม่อ่อนนุ่มเกินไป เพราะ มิฉะนั้นจะทำให้เด็กใช้กล้ามเนื้อของเท้าและขาไม่เต็มที่ ความแข็งที่จัดว่าพอดีก็คือขนาดพื้นรองเท้ายาง รองเท้าที่หุ้มส้นสูงเหนือข้อเท้าเล็กน้อยขนาดรองเท้าบู๊ตอย่างสั้นจะช่วยพยุงข้อเท้า เมื่อเด็กหัดเดินได้ดีขึ้น

การดูขนาดรองเท้าว่าเหมาะกับเท้าของลูกหรือไม่

รองเท้าของเด็กควรมีขนาดใหญ่พอดี คือมีส่วนกว้าง ยาว และรูปพอเหมาะกับเท้า ถ้าไม่มีเครื่องวัดเท้าก็อาจกะขนาดโดยให้เด็กสวมรองเท้าและยืนตัวตรง ใช้หัวแม่มือกดลงบนปลายรองเท้า เพื่อประมาณดูส่วนที่เหลือจากปลายนิ้วออกไป ซึ่งควรจะยาวกว่าปลายนิ้วประมาณ 1 ซ.ม. และเนื่องจากเท้าเด็กโตเร็วจึงควรต้องตรวจดูขนาดของรองเท้าเสมอ

การทิ้งเด็กไว้ในเตียงหรือในที่เล่นที่มีลูกกรงจะมีผลเสียทางจิตใจหรือไม่

การให้เด็กเล่นคนเดียวอยู่ในที่ ๆ ปลอดภัยในระยะเวลาพอสมควรไม่มีผลเสียอย่างไรทางจิตใจ นอกจากจะให้อยู่นานจนเกินไป (คราวละหลาย ๆ ชั่วโมง) เพราะเด็กเล็ก ๆ มีความกลัวเป็นปกติ ฉะนั้นถ้าทิ้งไว้นานอาจเกิดความกังวลและกลัวได้

ในขณะที่จำกัดบริเวณ ควรให้เด็กได้เห็นผู้เลี้ยงดูอยู่ในสายตาบ้าง มิใช่ทิ้งไว้คนเดียวตามลำพัง การได้เห็นหรือได้ยินเสียงพูดคุยบ้างจะช่วยให้เด็กไม่ว้าเหว่จนเกินไป และควรมีของเล่นให้เด็กเพลิดเพลินไปด้วยการให้เด็กมีโอกาสอยู่คนเดียวเป็นครั้งคราวจะช่วยให้รู้จักช่วยตน เอง แต่ก็ควรให้เด็กอยู่นอกที่จำกัดบริเวณบ้างเมื่อโตขึ้นแล้ว เพื่อว่าเด็กจะได้หัดควบคุมตนเอง ว่าที่ไหนควรไป ของชนิดไหนควรเล่นไม่ควรเล่น และควรเป็นบริเวณกว้างที่เด็กจะไม่ได้รับอันตรายอย่างใด

ควรอุ้มเด็กเมื่อร้องทุกครั้งหรือไม่

ไม่ควร

การร้องเป็นการแสดงออกที่สำคัญของเด็กเล็ก ๆ อาจเป็นการบอกถึงความต้องการต่าง ๆ เช่น หิว ไม่สบาย เปียกแฉะจากปัสสาวะ ร้อน หนาว เจ็บ หรือต้องการให้อุ้ม ทางที่ดีควรพยายามหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรแล้วแก้ไขเสีย

ทารกชอบให้อุ้มเพราะได้รับการสัมผัสทางกายทำให้สบายใจ แต่การอุ้มทุกครั้งเมื่อร้องจะทำให้เด็กเคยชินต่อการถูกตามใจ ทำให้เด็กไม่รู้จักการช่วยตนเองบ้าง การอุ้มชูทารกเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าไม่มีเหตุอื่นก็อาจปล่อยให้ร้องบ้างหรือหลอกล่อเด็กด้วยของเล่น หรือหันความสนใจไปในสิ่งอื่น เพื่อสอนให้เด็กสนใจในสิ่งรอบ ๆ ตัว ในทำนองเดียวกันการให้เด็กดูดนมทุกครั้งที่ร้องก็ไม่เป็นการสมควรด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน

ให้เด็กดูดนิ้วหรือหัวนมได้หรือไม่ ?

ไม่สนบสนุน แต่ไม่ขัดขวางเสียทีเดียว เพราะธรรมชาติของเด็กเล็กต้องการความพอใจจากการสัมผัสของปาก (oral need) จึงอนุโลมปล่อยไปได้ในอายุ 1-2 ขวบปีแรก

การดูดนิ้วหรือหัวนมปลอม ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่ถ้าเด็กดูดนิ้วมือนาน ๆ บางครั้งพบว่าทำให้นิ้วแตกเป็นแผล ถ้าจะใช้หัวนมปลอม (ในรายที่ยังเลี่ยงการดูดไม่ได้) ควร เลือกชนิดที่ปิดตันไม่มีช่องให้ลมเข้า เพราะมิฉะนั้นจะทำให้เด็กดูดลมเข้าไปทำให้ท้องอืด ตรงโคนหัวนมควรมีแป้นเพื่อกันมิให้หัวนมหลุดลงคอ เด็กที่ดูดหัวนมจนหลับ ควรหยิบเอาออกเมื่อ เด็กหลับแล้ว

การให้เด็กดูดหัวนม (ขวด) หรือนมมารดานานพอในระหว่างให้นม อาจจะเป็นการสนองความต้องการ และลดการติดหัวนมปลอมลงได้บ้าง

ข้อเสียในการดูดหัวนมปลอมหรือนิ้วก็คือความสกปรก อาจทำให้มีเชื้อโรคหรือเชื้อราเข้าไปในปากได้ จึงต้องหมั่นดูแลเรื่องความสะอาด

เด็กที่ดูดนิ้วหรือหัวนมนาน ๆ อาจทำให้รูปเหงือกและแนวฟันผิดปกติไปได้ สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงและรีบแก้ไข ถ้าเด็กติดดูดหัวนมหรือนิ้วจนโต ก็คือสาเหตุ

ทางใจ ซึ่งอาจเป็นความว้าเหว่หรือความกังวล

ผื่นหรือความผิดปกติบนผิวหนังเด็กทารก

ผื่นที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง อาจเกิดจากสาเหตุมากมายหลายร้อยอย่างและความรุนแรง ของสาเหตุก็ต่างกันมาก ตั้งแต่ไม่มีอันตรายเลยได้แก่ ผด จนถึงผื่นที่เป็นการแสดงของโรคบาง อย่างที่อาจทำให้เด็กตายได้อย่างรวดเร็ว

จะอธิบายอย่างย่อเท่าที่คิดว่าคุณพ่อคุณแม่ที่โชคดีไม่ต้องเป็นหมอพอจะเข้าใจและนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้คือ

1.  ผื่นที่ผิวหนังทุกชนิดให้ถือว่าผิดปกติไว้ก่อนจนกว่าจะแน่ใจเป็นอย่างอื่น

2.  ผื่นที่ขึ้นในช่วง เวลาที่เด็กกำลงได้รับยาอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ควรรีบ ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดจากการแพ้ยา โดยเฉพาะถ้ามีเม็ดขึ้นในปากด้วย

3.  ผื่นทุกชนิดไม่ว่าเม็ดเล็กเม็ดโต ถ้ามีหัวขาวขึ้นเป็นหนอง ก็คงจะเกิดจากเชื้อ หนอง (อาจจะไม่ใช่ก็ได้)

4.  จุดแดง ๆ ใต้ผิวหนังขนาดเล็กมากเท่าปลายเข็ม 2-3 เล่มรวมกัน เมื่อกดดูจะไม่หายไป (ซึ่งต่างกับจุดแดงที่เกิดจากยุงหรือแมลงกัด) ลักษณะเช่นว่านี้พบได้ในโรคหลายโรค ทั้งที่ไม่รุนแรงและรุนแรง เช่นไข้เลือดออก หรือการติดเชื้อบางชนิด

5.  ความผิดปกติอีกอย่างหนึ่งที่ควรทราบก็คือลักษณะจ้ำเลือดหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “พรายย้ำ” นั้น ถ้าพบมีหลายแห่งหรือเป็นบ่อยโดยไม่ถูกกระแทกหรือได้รับบาดเจ็บอะไร ก็ควรจะคิดว่าอาจเกิดจากโรคบางชนิดได้ด้วย

สำหรบ “ผื่น” ที่มักรู้จักกันดีอยู่แล้ว 2 อย่าง คือ ผด และรอยแดงชื้นตามที่อับ เช่น ซอกคอ รักแร้ ข้อพับขาแขน หรือหน้าท้องและก้นบริเวณที่นุ่งผ้าอ้อมอยู่เสมอนั้น ขอแนะนำการดูแลดังนี้

ผด

เกิดจากความร้อน หรือการหมักหมมไม่ได้อาบน้ำ หลักการรักษาก็คือ ให้ความ เย็นและความสะอาด ได้แก่ การอาบนน้ำบ่อย ๆ ใส่เสื้อบาง ๆ หรือไม่ใส่เมื่ออากาศร้อนจัด

ดินสอพองละลายน้ำของคุณย่าคุณยายก็ช่วยได้บ้างเหมือนกัน

รอยแดงชื้นบริเวณหัวนม

รักษาด้วยความแห้งและความสะอาด ถ้าจะโรยแป้งควรโรยบาง ๆ มิฉะนั้นจะ เกาะกันเป็นก้อน ทำให้กลับเก็บความชื้นมากขึ้น ถ้าเป็นมากและเรื้อรังก็อาจต้องใช้ยาบางชนิดทาช่วยให้หายเร็วขึ้น

ความผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศและที่ใกล้เคียงของเด็กทารก

การตีบตันที่ปลายอวัยวะเพศชาย (phimosis)

“ลูก (ชาย) ร้องไห้เวลาจะปัสสาวะ,,

เด็กชายที่มีปัญหาปลายอวัยวะเพศตีบ ในวัยทารก มารดามักจะสงเกตว่าเด็กร้องไห้และต้องเบ่งเวลาปัสสาวะทุกครั้งหรือบางครั้ง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะหนังที่หุ้มอวัยวะเพศส่วนปลายมีรูเปิดที่เล็กแคบทำให้ปัสสาวะออกได้ยาก

ในเด็กชายแรกเกิดส่วนใหญ่ รูเปิดที่ปลายนี้จะเห็นตีบแคบและจะค่อย ๆ ขยายกว้าง ออกเมื่อเด็กโตขึ้น แต่ถ้ามีปัญหาปัสสาวะไม่ออกและเป็นมากขึ้นหรืออาการไม่ลดลง แพทย์อาจจะพิจารณาขริบปลายหนังออก ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ไม่ยุ่งยากอะไร ในทารกแรกเกิดสามารถทำได้ง่ายโดยใช้เครื่องมือพิเศษ แต่ถ้าเด็กโตขึ้น (ส่วนมากเมื่ออายุเกินหนึ่งเดือนไปแล้ว) ต้องทำผ่าตัดโดยการให้ยาสลบ

ยังมีสาเหตุอื่นอีกที่ทำให้เด็กปัสสาวะลำบาก ซึ่งถ้าแพทย์สงสัยก็อาจแนะนำให้ตรวจด้วยวิธีพิเศษแล้วแต่กรณีเป็นราย ๆ ไป

ลูกอัณฑะมีขนาดใหญ่ไม่เท่ากัน หรือโป่งเป็นก้อน

ความผิดปกติเช่นนี้อาจเป็นได้สองอย่าง คือ

1.  มีถุงน้ำที่เปลือกหุ้มลูกอัณฑะ (hydrocoele)

หรือ

2.  ไส้เลือน (inguinal hernia)

เมื่อพบความผิดปกติดังกล่าว ต้องให้แพทย์ตรวจเพื่อให้ทราบการวิเคราะห์โรคที่แน่นอนและพิจารณาให้การรักษา จะกล่าวถึงเพียงคร่าว ๆ ว่า ถ้าเป็นไส้เลื่อน ทางด้านวิชาการปัจจุบันนี้แนะนำให้กำหนดทำผ่าตัดเมื่อตรวจพบในเร็ววัน (เพราะถ้าทิ้งไว้จะเสี่ยงต่อการที่ลำไส้อาจเลื่อนลงมาแล้วติดค้างอยู่ และกลับขึ้นไปไม่ได้ทำให้ลำไส้เน่า ซึ่งเป็นอันตรายมาก) แต่ถ้าเป็นถุงนํ้าแพทย์จะพิจารณาทำผ่าตัดเป็นราย ๆ ไปแล้วแต่กรณี

ลูกอัณฑะไม่ลงถุง

อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง

ปัจจุบัน (พ.ศ. 2519) ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคเด็กแนะนำว่า ควรทำผ่าตัด เพื่อให้เข้าที่เมื่อเด็กมีอายุประมาณระหว่าง 2-4 ขวบ เพราะถ้าทิ้งไว้นานกว่านั้นลูกอัณฑะมีโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเสื่อมหน้าที่ลงได้