เมื่อลูกเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ

คออักเสบต่อมทอนซิลอักเสบ (pharyngitis, Tonsillitis)

คำที่ใช้เรียกชื่อโรคนี้ แยกกับ โรคหวัด ได้ยาก เพราะเวลาที่เด็กเป็นหวัด คอและ ต่อมทอนซิล ก็มักจะมีการอักเสบร่วมไปด้วย เพราะฉะนั้นพ่อแม่บางคนจึงมาบ่นให้ฟังว่า “ลูก ไม่สบายทีไร หมอบอกว่าคออักเสบทุกที”

แต่ทั้งคอและต่อมทอนซิลนั้น ก็อาจเกิดอักเสบขึ้นมาโดยมีสาเหตุจากเชื้อโรคอย่างอื่น นอกเหนือจากเชื้อไวรัสได้เหมือนกัน ได้แก่เชื้อประเภทแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อชนิดนี้ถือว่ามีความรุนแรงกว่าเชื้อไวรัสในกรณีนี้ เพราะมักจะทำให้มีการอักเสบมากกว่า ไข้สูงกว่าและอาจมีโรคที่รุนแรงแทรกในระยะหลังได้

การติดต่อและการป้องกัน เช่นเดียวกับไข้หวัด

วัคซีน ไม่มี

การดูแลรักษา

นอกจากปฎิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัดแล้ว แพทย์อาจจะให้ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ antibiotic) ด้วย

การดูแลเมื่อลูกเป็นหวัด

ไข้หวัดหรือหวัด (Common Cold)

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้มีการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนต้น (จมูกและคอ)

อาการ

1.  ไข้ อาจสูงหรือต่ำ หรืออาจไม่มีไข้เลยก็ได้

2.  น้ำมูก

3. ไอ (ข้อ 2 และ 3 อาจมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่มีเลยก็ได้)

4.  อาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว ท้องเดิน อาจมีหรือไม่มีก็ได้ และถ้ามีอาการก็มักเป็นไม่มากนัก

โรคแทรก

ได้แก่หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หูอักเสบ เยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ เป็นต้น

การติดต่อและวิธีป้องกัน

ติดต่อทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ด้วยการที่คนป่วย จาม หรือไอทำให้เชื้อโรคกระจายอยู่ในอากาศ ซึ่งจะเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่รับเชื้อได้ทั้งทางปากและทางจมูก

การป้องกัน

1.  ไม่อยู่ร่วมกับคนที่เป็น ถ้าแยกบ้านได้ก็ยิ่งดี ซึ่งเป็นการพูดง่ายแต่ทำยาก อย่างน้อยให้แยกห้องนอน และอย่าให้ใกล้ชิดกันก็อาจจะพอช่วยป้องกันได้บ้าง

การพาเด็กไปอยู่ในที่ ๆ มีผู้คนแออัดมาก ๆ เช่น ตามโรงมหรสพ เป็นต้น จะทำให้เด็กมีโอกาสที่จะรับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายดาย โดยเฉพาะเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อที่ติดต่อ แจกจ่ายกันได้ง่ายที่สุด

บ้านที่มีคนอยู่รวมกันมาก ๆ โดยเฉพาะมีเด็ก ๆ หลายคนมักจะพบว่าเด็กเป็นหวัดกันบ่อย และไม่ใคร่หายขาด เพราะเด็กมักจะรับเชื้อวนเวียนกันอยู่

2. ไม่ควรอาบนํ้าหรือสระผมด้วยนํ้าที่เย็นเกินไป โดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเย็น เช่นเช้ามืดหรือเวลาดึก

วัคซีน ไม่มี

การดูแลรักษา

1.  พาไปหาหมอและให้ยาตามที่หมอสั่ง

2.  อย่าให้ถูกเย็นจัด อาจจะให้อาบนํ้าได้ แต่ควรอาบน้ำอุ่นและอย่าใช้เวลา นานนัก

ถ้าอากาศร้อนก็ไม่จำเป็นจะต้องโปะเสื้อผ้าหรือห่มผ้ากันเป็นการใหญ่ (นอกจากเด็กจะหนาว) เพราะจะทำให้เด็กอึดอัดไม่สบาย ไข้ยิ่งขึ้นสูง และทำให้เหงื่อออก ร่างกายกลับเสียน้ำมากขึ้นซึ่งไม่ดี

ตรงกันข้ามถ้าเด็กมีไข้สูง กลับจะต้องเช็ดตัวด้วยน้ำบ่อย ๆ เพื่อช่วยลดไข้

3.  ให้กินน้ำมาก ๆ เพื่อเป็นการช่วยลดไข้ ช่วยไม่ให้เสมหะเหนียวแห้งติดคอและทางเดินหายใจซึ่งจะทำให้ไอมากขึ้น และช่วยให้ร่างกายมีนํ้าเพียงพอที่จะใช้ขับของเสียต่างๆ รวมทั้งยาที่กินเข้าไปออกทางไตเป็นปัสสาวะ เพราะสิ่งเหล่านี้ ถ้าหมักหมมไว้ในร่างกายจะทำให้เกิดเป็นพิษขึ้น

4. ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่ควรให้ไปโรงเรียน เพราะเด็กต้องการการพักผ่อน นอกจากนั้นยังอาจไปรับเชื้ออื่น ๆ จากเพื่อน ๆ ทำให้เกิดโรคแทรกขึ้นหรือนำเชื้อไปติดเด็กอื่นที่โรงเรียน และเมื่อลูกของคุณหายป่วยกลับไปก็อาจไปรับเชื้อนั้น ๆ กลับมาได้อีก ทำให้เด็กป่วยกันอยู่บ่อย ๆ

อย่าแอบคิดว่า “ลูกของเราป่วยแล้ว น่าจะเอาเชื้อไปปล่อยให้ลูกคนอื่นป่วยบ้าง จะได้ขาดเรียนเท่า ๆ กัน” เป็นอันขาด

เท่าที่สังเกตดูมีโรงเรียนหลายโรงเรียนในกรุงเทพ ๆ ที่กวดขันให้เด็ก

เรียน “หนังสือ” กันเหลือประมาณ ราวกับว่าชีวิตทั้งชีวิตนั้นจะเป็นคนดีหรือ ชั่วจะเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับหนังสืออย่างเดียว เด็ก ๆ ในโรงเรียน เหล่านี้มักไม่ใคร่กล้าขาดเรียน ถึงแม้ว่าจะป่วยเป็นไข้ และร่างกายต้องการการ พักผ่อน (เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาในสังคมที่เจริญครึ่ง ๆ กลาง ๆ)

5. ในเด็กอ่อน ถ้ามีน้ำมูกมาก และหายใจลำบาก ควรดูดจมูกโดยใช้ลูกยางอ่อน ๆ ให้ก่อนที่จะให้ดูดนม

เมื่อใดจึงควรพาไปหาหมอ

ที่จริงเมื่อเด็กมีอาการผิดปกติ คุณก็ควรจะพาไปหาทุกครั้ง แต่ถ้ามีเหตุผลเกี่ยวกับความไม่สะดวกอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะถือหลักคร่าว ๆ ว่าควรพาไปหาหมอ หรือพาไปตรวจซ้ำอีก ถ้า

ก. เด็กมีไข้ขึ้นสูงหรือมีไข้นานผิดปกติ (ประมาณ 3 วันขึ้นไป)

ข. ไอมากผิดจากเด็กที่เป็นหวัดทั่ว ๆ ไป

ค. ซึม อาเจียน ถ่ายเหลว มีผื่นขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

เมื่อลูกเป็นไข้หรือตัวร้อน

คือการที่ความร้อน (อุณหภูมิ) ในร่างกายขึ้นสูงกว่าปกติ อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะร่างกายเจ็บป่วยมีโรคเกิดขึ้น

การที่จะบอกให้แน่นอนว่า เด็กมีไข้หรือไม่นั้น ควรวัดดูด้วยปรอท ซึ่งทำได้ไม่ยากเย็นอะไร

ในเด็ก อาการไข้มักเกิดร่วมกับการอักเสบเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทางเดินหายใจส่วนต้น

โดยเชื้อไวรัส (ไข้หวัด) ทำให้คุณพ่อคุณแม่บางคนไม่กังวลนัก และอาจจะไม่ได้พาไปตรวจ เพราะคิดว่าอาการมักจะหายได้เอง  นอกจากเด็กมีไข้สูงจึงจะพาไปหาหมอ

อันที่จริงความสูงต่ำของไข้ ไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของโรคเสมอไป เช่นเด็กมีอาการตัวร้อนจัด ไม่ได้หมายความว่าจะเจ็บหนักทุกราย และในทำนอง เดียวกันถึงแม้ไข้จะไม่สูง แต่เด็กอาจจะเจ็บหนักมากก็ได้

โดยเฉพาะทารกแรกเกิดถึงระยะเดือนต้น ๆ บางครั้งเด็กอาจจะมีการอักเสบในร่างกาย โดยที่ไม่มีไข้เลยก็ได้หรือที่แย่กว่านั้นก็คือเมื่อเด็กมีอาการตัวเย็นผิดปกติ ซึ่งมักพบเมื่อทารกป่วยหนัก

เมื่อไหร่จึงจะถือว่าเด็กมีไข้

เมื่อมีปรอท (อุณหภูมิ) ขึ้นสูงกว่าปกติ คือ

วัดทางปาก ค่าปกติ ระหว่าง 97.7° F-99.5°F (36.5°C-37.5° c.)

ค่าเฉลี่ย 98.6° F (37°c)

วัดทางก้น อุณหภูมิปกติจะสูงกว่าวัดทางปากประมาณ 0.6°F

เพราะฉะนั้นค่าปกติอาจสูงถึง 1 00° F (37.8°c) ได้ วัดทางรักแร้ จะตํ่ากว่าค่าที่ควรจะเป็นเมื่อวัดทางปากประมาณ 1°F เช่น ทางรักแร้วัดได้ 100° F ทางปากจะเป็น 101°F

และทางทวารหนักจะเป็น 101.6°F เป็นต้น

โดยปกติความร้อนในร่างกายคนจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาต่าง ๆ ของวัน เช่น เวลาบ่ายและค่าปรอทมักจะขึ้นสูงกว่าเวลาเช้า

และจะเปลี่ยนแปลงตามสภาพของร่างกายและอารมณ์ เช่นถ้าคุณโกรธใครมาก ๆ ปรอทก็อาจจะขึ้นสูงกว่าปกติเอาได้ง่าย ๆ

ธรรมชาติสร้างให้คนเป็นไข้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนว่าร่างกายกำลังไม่สบาย หรือมีโรค ยาแก้ไข้ที่ใช้กันทั่วไปก็คือยาแก้ไข้ ไม่ใช่ยารักษาโรค เพราะฉะนั้นถึงแม้ไข้จะลงเพราะฤทธิ์ยา ชั่วครั้งชั่วคราวช่วยให้คนป่วยสบายขึ้น ก็อย่าไปหลงดีอกดีใจ เพราะโรคที่เป็นอยู่อาจจะยังไม่หายไปไหนก็ได้ จึงไม่ควรมีศรัทธาต่อยาแก้ไข้มากเกินไปกว่านํ้าเย็นที่ใช้เช็ดตัวลดความร้อน นั่นเอง

การดูแลเมื่อเด็กเป็นไข้

1.  ให้ดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่ม อาหารเหลวเช่นน้ำแกงจืดมาก ๆ ถ้าได้น้ำหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ ยิ่งดี เพราะจะช่วยลดความร้อนไปด้วยในตัว และเด็กจะอยากดื่มมากกว่าเครื่องดื่มที่ไม่เย็น

2.  เช็ดตัวให้บ่อย ๆ โดยใช้น้ำก๊อก (หรือน้ำอุ่น ถ้าเด็กหนาว) ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดถูหรือเช็ดค่อนข้างแรงเพื่อให้เส้นเลือดขยายตัวระเหยความร้อนออกมา หรือใช้ห่อหุ้มเนื้อตัวและวางทับบริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่นต้นคอ รักแร้ ขาหนีบ เอาผ้าลงจุ่มน้ำบิดใหม่ เมื่อผ้าเริ่มร้อน ถ้าเด็กหนาว อาจใช้ผ้าขนหนูห่มทับผ้าที่เปียก และคอยเปลี่ยนผ้าที่ชุบน้ำบ่อย ๆ ทำหลาย ๆ ครั้งจนความร้อนค่อยลดลง

3.  ให้ยาแก้ไข้ (และยากันชักถ้าจำเป็น) ตามที่หมอบอกไว้ อย่าให้มากเกินขนาด เพราะจะเกิดอันตรายได้ง่าย โดยเฉพาะยาประเภทแอสไพริน

4.  ไม่ควรใส่เสื้อหรือห่มผ้าให้หนาเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้ไข้ขึ้นสูง

5.  ถ้าเด็กหรือญาติพี่น้องเคยชัก ให้บอกแพทย์ให้ทราบทุกครั้งที่ไปตรวจ ควรมียากันชักเตรียมไว้เสมอ และให้เด็กกินเมื่อมีไข้

หลากหลายความเชื่อจากคำบอกกล่าว

เด็กผอม ให้ไปเจาะเอาถุงลิงออก จะดีไหม ?

ไม่ดีแน่

เวลาที่เด็กผอม กระพุ้งแก้มด้านในปากจะมีรอยนูนออกมา ที่บางคนเรียกว่า ถุงลิง ซึ่งที่จริงเป็นเนื้อเยื่อชนิดหนึ่ง เนื้อเยื่อนี้ไม่เกี่ยวกับการที่เด็กอ้วนผอมแต่อย่างใด

การที่พาลูกไปให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ใช้ขอเหล็กสกปรกเกี่ยวกระชากออกมาจึงเป็นภาวะอันสุดแสนจะทนทาน และทั้งอาจจะเกิดอันตรายมีการอักเสบตามมาได้ง่ายด้วย

เด็กมีไข้ เพราะฟันจะขึ้น จริงหรือ ?

อาจจะเป็นได้ถ้ามีเหงือกอักเสบร่วมด้วย แต่ส่วนมากไม่ใช่เช่นนั้น

จึงควรหาสาเหตุของไข้ให้ได้แน่นอนจะปลอดภัยกว่า

เด็กท้องเดิน เพราะจะเปลี่ยนอิริยาบถ จริงหรือ ?

นี่ก็เช่นเดียวกัน หาข้ออธิบายได้ยาก จึงน่าจะคิดว่าเด็กมีโรคหรือเปล่า รักษาให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของตัวเด็กเองจะถูกต้องกว่า

การตัดเล็บตัดผมในทารกแรกเกิด ทำได้หรือไม่

หมอไม่ห้าม และอยากให้ตัดเล็บเสียด้วยซํ้า เพราะมิฉะนั้นทิ้งไว้ยาวจะข่วนหน้าตาถลอกปอกเปิกเสียเปล่าๆ การใส่ถุงมือก็ไม่อยากแนะนำเพราะอากาศมันร้อน ดีไม่ดีราจะขึ้น

ควรให้เด็กออกหัดเอง ไม่ควรให้ฉีดวัคซีน จริงหรือ ?

ข้อเสียของการฉีดวัคซีนหัดก็คือเสียเงิน (ซึ่งค่อนข้างแพง)

เมื่อเด็กออกหัด ต้องให้กินยาเขียวด้วยหรือ ?

ถ้าเด็กกินได้ และทำให้ผู้ใหญ่สบายใจมาก ก็ไม่ห้าม แต่อันที่จริงทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้วิจัยดูแล้ว พบว่าส่วนประกอบของยาเขียวส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์เป็นยาระบายและขับปัสสาวะ จึงไม่เห็นมีเหตุผลอันใดที่จะต้องบังคับขู่เข็ญให้เด็กกิน

เมื่อปลูกฝีแล้ว เวลาฝีขึ้น ห้ามกินข้าวเหนียว จริงหรือ ?

ไม่จริงหรอก อยากกินก็กินเข้าไปเถิด

การกวาดยาให้เด็ก ควรหรือไม่ควรอย่างใด ?

ยาที่ใช้กวาดบางอย่างก็มีประโยชน์ และหลายอย่างก็อาจเป็นโทษ อันตรายที่อาจเกิดอีกอย่างหนึ่งที่เคยพบก็คือ เด็กเกิดเป็นฝีขึ้นที่ในคอในสองสามวันต่อมาหลังจากกวาดยา

ซึ่งอาจเป็นเพราะความสกปรกหรือเล็บของคนกวาดยาไปทิ่มแทงไว้เป็นแผลทำให้เชื้อโรคเข้าไปอักเสบได้

เพราะฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ ที่เรารัก

การดูแลทางจิตใจสำหรับเด็กที่ป่วย

การป่วยไข้ในระยะสั้น ๆ

ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกคนรวมทั้งเด็ก ๆ ด้วย เป็นภาวะที่ทำให้เกิดความไม่สบายทั้งกายและใจ

เด็กป่วยที่อยู่กับบ้านอาจจะต้องนอนพักรับประทานอาหารจำกัดหรือไม่ได้วิ่งเล่นอย่างเคย ทั้งอาการของโรคก็ยังรบกวนเด็กด้วย ดังนั้นจึงต้องการการดูแลเป็นพิเศษจากพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ซึ่งโดยทั่วไปมักใกล้ชิดกับลูกมากกว่า เด็กอาจเจ็บปวด และวิตกกังวลในเด็กโต หรือร้องกวนในเด็กเล็กๆ พ่อแม่ที่อยู่ใกล้ๆ จะช่วยให้เด็กอบอุ่นใจ ไม่กลัวและรู้สึกว่าตนมีที่พึ่ง

ในขณะที่นอนเจ็บควรมีคนพูดคุยด้วยบ้าง ปลอบให้นอน เล่านิทานหรืออ่านหนังสือ ให้ฟังเพลงหรือดูโทรทัศน์ตามที่แพทย์อนุญาต ไม่ควรวุ่นวายซักถามแสดงความรู้สึกเจ็บบป่วยบ่อยๆจนเด็กรู้สึกว่าอาการตัวเองจะพลอยกำเริบขึ้น หรือ “โอ๋” เด็กมากเกินไป เพราะเด็กอาจจะ “เสียเด็ก” ได้เมื่อโรคหายแล้ว ควรถือหลักเดินสายกลาง และเมื่อแพทย์แนะนำว่าควรให้เด็กเริ่มช่วยตัวเองได้แล้ว ก็ควรกระตุ้นให้เด็กทำอะไรเองบ้าง พ่อแม่ไม่ควรกังวลหรือห่วงมากเกินไป หรือแสดงความรู้สึกนั้นให้เด็กรู้สึกเพราะจะทำให้เด็กวิตกกังวลไปด้วย ซึ่งในบางรายเลยมีความประพฤติถอยกลับไปเป็นเด็กเล็ก ๆ อีก

เด็กเข้าโรงพยาบาล

ถ้าเด็กเจ็บป่วยร้ายแรงแพทย์จะแนะนำให้อยู่รับการรักษาในโรงพยาบาล พ่อแม่ไม่ควรต่อรองกับแพทย์ เพราะตามปกติโดยจรรยาแพทย์ หมอย่อมจะไม่ปฏิบัติต่อคนไข้ให้เกินเหตุอันสมควรอยู่แล้ว

การเข้าโรงพยาบาลอาจจะเข้าโดยกระทันหันหรือเข้าโดยที่ยังพอมีเวลาเตรียมตัว การเข้าแบบกะทันหันนี้มักก่อให้เกิดความวิตกังวลทั้งต่อลูกและพ่อแม่ พ่อแม่จึงควรใช้เหตุผล ควบคุมอารมณ์และช่วยประคบประคองปลอบโยนเด็กให้เขาใจถึงความจำเป็นถ้าเป็นเด็กโต หรือถ้าเป็นเด็กเล็กก็คอยอยู่ใกล้ชิดเท่าที่จะทำได้ กุมารแพทย์และหน่วยงานที่รักษาพยาบาลเด็กส่วนมากจะเข้าใจในเรื่องนี้ และอนุญาตให้พ่อแม่เข้าเยี่ยมได้บ่อยๆ ถ้าเป็นไปได้วิธีที่ดีก็คือให้แม่ หรือคนที่เด็กคุ้นเคยอยู่ด้วยโดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่สำคัญก็คือไม่ควรหลอกเด็กว่าจะไปเที่ยว หรือหลอกว่าจะไปธุระแล้วทิ้งเด็กไว้ แต่ควรพูดความจริงกับเด็ก ปลอบให้เด็กไว้ใจแพทย์ และพยาบาล เด็กบางรายจำเป็นต้องฉีดยา ผ่าตัด หรือให้น้ำเกลือ ก็ควรบอกเด็กว่าจะเจ็บบ้าง แล้วก็จะหายเจ็บ ไม่ควรหลอกว่าไม่เจ็บเลย (ซึ่งไม่จริง) เพราะจะทำให้เด็กขาดความเชื่อถือ ต่อไปจะใช้เหตุผลอธิบายอะไรไม่ได้อีก เมื่ออาการทุเลาแล้วก็ควรมีของเล่นหรือให้อ่านหนังสือ ดูภาพที่สนใจ เป็นต้น

การเข้าโรงพยาบาลที่พอจะมีเวลาเตรียมตัวบ้าง ควรจะให้เด็กรู้จักแพทย์และพยาบาล รวมทั้งสถานที่ๆ เขาจะไปอยู่ล่วงหน้าเล็กน้อย และถ้ามีโอกาสทำได้โดยเฉพาะในเด็กที่พูดรู้เรื่องแล้ว พ่อแม่อาจเล่าเรื่องเกี่ยวกับการอยู่โรงพยาบาลให้เด็กฟังบ้าง และให้โอกาสเด็กซักถามถึง สิ่งที่เขาสงสัยได้กับพ่อแม่หรือกับหมอและพยาบาล เพื่อช่วยไม่ให้เด็กหวาดกลัวกังวลโดยคาด การณ์ล่วงหน้าต่าง ๆ เอาเอง

เช่นถ้าเด็กต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดทอนซิล หมอหรือคุณพ่อคุณแม่ที่คุยกับหมอมาก็อาจอธิบายว่า “ลูกจะเจ็บนิดเดียวตอนฉีดยา แล้วพยาบาลจะพาลูกไปที่ห้องพิเศษที่สะอาด เรียกว่าห้องผ่าตัด มีหมอพยาบาลอยู่ในนั้นหลายคน ทุกคนเป็นเพื่อนกับหนู พ่อแม่จะรออยู่นอกห้อง เข้าไปไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะเอาเชื้อโรคติดเข้าไป และคุณหมอจะทำงานไม่ถนัด คุณหมอจะให้หนูดมยา (หรือเป่าลูกโป่ง แล้วแต่วิธีที่จะใช้) แล้วลูกจะง่วงหลับไป คุณหมอก็จะทำ ผ่าตัดให้โดยที่หนูไม่รู้สึกเลย เดี๋ยวเดียวก็เสร็จออกมาพบพ่อแม่ หนูอาจจะเจ็บนิดหน่อยตอนตื่นขึ้นมา แต่จะหายไปเร็ว แล้วลูกก็กลับบ้านได้เและไม่ต้องเจ็บบ่อยๆ” เป็นต้น แล้วแต่ศิลปะของผู้เล่า แต่ขอสำคัญคืออย่าหลอกเด็ก

ควรให้เด็กเอาของที่รัก เช่นตุ๊กตา หนังสือการ์ตูน หรือของเล่นที่ชอบติดตัวไปด้วย เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกว้าเหว่

เด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง

พ่อแม่ของลูกที่เจ็บป่วยเรื้อรังซึ่งอาจเป็นโรคที่รักษาหายหรือไม่หายก็ตาม ย่อมต้องมีความกังวล วิตก ท้อถอยในบางครั้ง รวมทั้งอาจจะโกรธที่จำเป็นต้องรับภาระเช่นนั้น

ลูกอาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ต้องไปพบแพทย์บ่อย ๆ และถ้าเป็นโรคที่จะไม่หาย เช่น โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง โรคสมองบางอย่าง โรคเม็ดเลือด เป็นต้น พ่อแม่ยิ่งอาจโศกเศร้าถึงการที่จะสูญเสียลูกไป สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความสามารถของพ่อแม่ที่จะยอมรับความจริงโดยใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าหรือหลักศาสนาอื่น ๆ ช่วยบรรเทาความทุกข์ ควรวางใจในแพทย์ซึ่งควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคนั้น ๆ ตั้งใจฟังคำแนะนำและนำไปปฎิบัติตาม ซักถาม เมื่อมีความสงสัย ไม่ควรฟังคำบอกเล่าของผู้อื่นที่อาจทำให้เข้าใจผิดหรือสับสนมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ถึงผลการรักษา การดูแลพิเศษ กิจกรรมที่เด็กควรกระทำ และอนาคตเกี่ยวกับการศึกษา

ไม่ควรจะจำกัดสิทธิและกิจกรรมของเด็กจนเกินไป เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่ปกติเอามาก ๆ และเกิดความรู้สึกท้อถอย ถึงแม้เด็กจะป่วยเรื้อรังก็ควรได้รับการสนับสนุนให้มีกิจกรรมเท่าที่จะทำได้ เช่นให้ไปโรงเรียนถ้าแพทย์อนุญาต ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้สังคมกับเด็กอื่นๆ ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ และเพลิดเพลินกับสิ่งที่เขาชอบ ไม่ควรแสดงความโศกเศร้า ท้อแท้ใจให้เด็กเห็น พ่อแม่จะต้องเป็นกำลังใจที่สำคัญให้แก่เด็กแม้ในวาระสุดท้าย (และหมอที่รักษาก็ควรจะเป็นกำลังใจให้กับพ่อแม่และเด็กด้วย)

เด็กป่วยด้วยโรคที่จะเสียชีวิต

เช่น พวกโรคมะเร็งต่าง ๆ โรคไต และโรคหัวใจระยะสุดท้าย เป็นต้น ซึ่งมักจะมีคำถามเสมอว่าเด็กควรจะรู้หรือไม่ ควรจะบอกเด็กอย่างไร หรือควรจะปฎิบัติต่อเด็กอย่างใด ?

โดยทั่ว ๆ ไปเด็กจะไม่รู้จักความตายที่แท้จริง (คือแบบที่ผู้ใหญ่เข้าใจ) จนอายุถึง 9-1 0 ขวบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเด็กแต่ละคนด้วย เด็กที่เคยมีญาติตายหลาย ๆ คนแล้ว ก็จะรู้เรื่องความตายมากกว่าเด็กที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาก่อน ในเด็กโตที่มีอายุมากกว่า 10 ขวบขึ้นไปก็อาจจะรู้เองจากการพูดคุยของญาติ ของแพทย์ หรือความรู้รอบตัวจากการดูภาพยนตร์

เด็กบางคนอาจจะถามว่า “หนูเป็นโรคหัวใจแล้วจะต้องตายใช่ไหม?” เพราะเคยเห็นในภาพยนตร์หลายครั้งว่าคนล้มตายด้วยหัวใจวาย

ในด้านจิตใจเราแนะนำว่าไม่ควรบอกเด็กตรง ๆ (ก็เหมือนกับในคนไข้ผู้ใหญ่) ยกเว้นในรายที่ผู้ป่วยทราบเองแล้ว ก็อาจจะใช้คำพูดว่า “หนูเป็นโรคเรื้อรังรักษาหายได้ยาก” แต่ถ้าเด็กถามตรงๆ ว่า “หนูจะตายไหม?” ก็อาจเลี่ยงตอบว่า “ทุกคนต้องตายทั้งนั้นเร็วหรือช้าต่างกัน หนูก็อาจจะตายได้สักวันหนึ่งเหมือนกับพ่อแม่ที่จะต้องตายเข้าสักวันเหมือนกัน” เด็กบางคนอาจจะกลัวตาย พ่อแม่ก็ควรช่วยปลอบโยนว่าไม่ควรกลัวมาก เพราะความตายไม่เจ็บปวด

อะไร

และในขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าลูกจะต้องเสียชีวิต แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรจะแสดงความหมดหวัง หรือทอดทิ้งเด็ก บางคนอาจตามใจเด็กเพราะคิดว่าจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน ซึ่งทำได้ แต่ก็ไม่ควรให้มากเกินไป เพราะอาจทำให้เด็กอารมณ์เสียถ้าไม่ได้ตามใจทุกครั้ง หรือเด็กอาจจะเป็นที่อิจฉาของพี่ ๆ น้อง ๆ ซึ่งจะนำความทุกข์มาสู่ตัวเด็กเอง

เด็กควรได้ทำกิจกรรมที่เขาชอบเท่าที่โรคจะอำนวยและแพทย์อนุญาต ควรไปโรงเรียนถ้ายังไปได้ ทั้งนี้มิได้หวังผลการเรียน แต่หวังผลจากการที่ไม่ให้เด็กต้องอยู่ว่างๆ (ยกเว้นในรายที่พ่อแม่ฐานะขัดสน

ลูกปวดหัวมาก ๆจะช่วยได้อย่างไร

อาการปวดหัวมักจะร่วมไปกับอาการไข้ (ไม่เสมอไป) โดยปกติยาแก้ไข้จะมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดหัวอยู่ด้วยแล้ว

ถ้าเด็กปวดหัวมาก อาจช่วยได้โดยใช้กระติกนํ้าแข็งหรือผ้าชุบนํ้าเย็นจัดวางทาบบนหน้าผากให้เป็นครั้งคราว

การใช้ยา

ยาที่ใช้กันบ่อย ๆ ในเด็ก ได้แก่ ยาแก้ไข้ ยากันชัก ยาแก้หวัด แก้ไอ และยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข้

ให้เฉพาะเมื่อเด็กมีไข้ ทุก 4-6 ชั่วโมง หรือตามที่แพทย์สั่งอย่าให้กินเกินขนาดที่สั่งเป็นอันขาดเพราะอาจเป็นอันตรายได้ง่าย และควรให้เด็กกินน้ำมาก ๆ ด้วย

การใช้ยาแก้ไข้ประเภทแอสไพริน ไม่ควรให้กินเมื่อเด็กท้องว่างมาก ๆ เพราะอาจทำให้ปวดท้องหรือมีเลือดออกในกระเพาะได้

ยากันชัก

แพทย์จะให้ยาประเภทนี้ในกรณีที่เด็กมีไข้สูง และมีความโน้มเอียงที่จะเกิดชักขึ้น เช่นเคยเป็นมาก่อน มีประวัติชักในครอบครัว และอยู่ในวัยที่พบบ่อย (ประมาณ 6 เดือน – 2 ขวบ)

ยากันชักนี้ (นอกจากในรายที่หมอสั่งให้กินตลอดเวลา) ควรให้กินเวลาที่เด็กตัวร้อนจัดร่วมกับยาแก้ไข้ เพราะยากันชักจะไม่มีฤทธิ์ลดไข้เลย โดยปกติเด็กมักจะชักเมื่อไข้ขึ้นสูงประมาณ 39° เซ็นติเกรด หรือ 102° ฟาเรนไฮท์ขึ้นไป (บางรายอาจตํ่ากว่านี้)

ยาประเภทนี้มักจะทำให้เด็กง่วง โดยเฉพาะถ้าให้ร่วมกับยาแก้หวัด แก้ไอบางอย่าง

ยาแก้หวัด แก้ไอ หรือขับเสมหะ

ควรให้ยาชนิดนี้เฉพาะในช่วงที่มีอาการหวัดหรือไอเท่านั้น ยาแก้หวัดแก้ไอมักจะทำให้เด็กรู้สึกง่วง ดังนั้นถ้าเด็กต้องไปโรงเรียนและกินยาแล้วง่วงมาก ก็อาจงดมื้อเช้าหรือกินให้น้อยลง

ยาประเภทนี้มักจะทำให้คอแห้งด้วย จึงควรให้ดื่มน้ำมาก ๆ

ยาฆ่าเชื้อ (ปฏิชีวนะ) หรือบางคนเรียกยาแก้อักเสบ

ยาประเภทนี้แต่ละชนิดจะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียแตกต่างกัน แต่จะไม่ฆ่าเชื้อไวรัส

พิษของยาเหล่านี้มีมากพอ ๆ กับประโยชน์ของมัน ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อกินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

อันตรายจากยาปฏิชีวนะบางอย่าง

คลอแรมเฟนนิคอล

มีชื่อทางการค้าหลายอย่าง ยาพวกนี้มีอันตรายต่อไขกระดูกโดยอาจกดการสร้างของเม็ดเลือด ซึ่งมีความร้ายแรงมาก

เตตราซัยคลิน

หรือที่เรียกว่าออริโอมัยชิน เทอรามัยซิน และใช้ชื่อทางการค้าต่าง ๆ กัน ยาประเภทนี้ถ้าเก็บไว้นานจนเสีย (สังเกตสีของยานํ้าหรือผงในแคปซูลที่เปลี่ยน จากเหลืองเป็นน้ำตาล) จะมีอันตรายทำให้เกิดอาการผิดปกติทางไตได้

ยานี้ไม่ควรใช้อย่างยิ่งกับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 8 ขวบ เพราะการใช้ยานี้บ่อย ๆ จะทำให้ยาไปเกาะที่กระดูกและฟัน ทำให้เปลี่ยนสีและผุง่าย

ข้อสังเกตในการใช้ยาปฏิชีวนะ

1.  ส่วนใหญ่จะเสื่อมคุณภาพลงเร็วเมื่อถูกความร้อนและแสงสว่าง สำหรับยาชนิดนํ้าจึงควรเก็บในตู้เย็นหรือกระติกนํ้าแข็ง

2.  ต้องให้กินให้ครบจำนวนวันที่แพทย์สั่ง เพื่อให้โรคหายขาด เช่น 7 วัน 10 วัน หรือสองอาทิตย์แล้วแต่ชนิดของโรค ถึงแม้คุณจะรู้สึกว่าเด็กสบายดีแล้วก็ตาม

3.  ตวงขนาดให้ถูกต้อง ช้อนชาที่ใช้ตามบ้านมักจะเล็กกว่ามาตรฐาน จึงทำให้เด็กได้รับยาไม่ใคร่พอ โรคจึงไม่หาย เนื่องจากแพทย์คิดคำนวณขนาดยาตามอายุและนํ้าหนักตัวของเด็กมาแล้ว ดังนั้นถ้าเป็นไปได้จึงควรขอช้อนยาจากสถานที่จ่ายยามาด้วย หรือตวงด้วยแก้วยาจะถูกต้องกว่า แล้วจึงเทใส่ช้อนเพื่อป้อนได้ง่ายขึ้น

4.  เมื่อแพทย์แนะนำว่าให้กินยาทุก 6 ชั่วโมง ก็หมายความว่าต้องปลุกให้เด็กกินยาในเวลากลางคืนด้วย เพราะยาประเภทนี้ส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ได้เพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น ถ้าทิ้งช่วงเวลาให้นานเกินไปจึงมักจะไม่ได้ผลในการฆ่าเชื้อโรค

เด็กกินยายากจะผสมยากับน้ำหวานหรือนมได้หรือไม่ ?

ได้ แต่ไม่ควรใส่ยาลงในขวดนม เพราะถ้ากินนมไม่หมดก็จะได้ยาไม่ครบจำนวนที่ต้องการ นอกจากนั้นยาบางอย่างเมื่อผสมกับนมแล้วอาจจะทำให้ออกฤทธิ์น้อยลงได้

จะเอายาหลาย ๆ อย่างผสมกันได้หรือไม่ ?

ได้ ถ้าผสมแล้วไม่ทำให้ตกตะกอน

ทางทีดีควรถามแพทย์ที่สั่งยาให้เพื่อความแน่ใจ

เด็กอาเจียนหลังกินยา

ถ้าเด็กอาเจียนหลังกินยาทันที ยาจะออกมาเกือบหมด จึงควรให้ซ้ำใหม่ แต่ถ้า เกิน 1-2 ชั่วโมงไปแล้วอาจไม่จำเป็น ทั้งนี้ควรสงเกตดูด้วยว่ามียาออกมาในอาเจียนหรือไม่

ถ้าเด็กกินยาไม่ได้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ อ่านฉลากยาให้ถูกต้องทุกครั้งก่อนให้ยาเด็ก

ขนาดชั่งตวงต่าง ๆ

บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกลำบากใจ เพราะไม่เข้าใจขนาดตวงที่แพทย์สั่ง จึงขอคุยกับคุณไว้ตรงนี้ว่าเราจะหาของใช้ในบ้านมาใช้ตวงได้อย่างไรบ้าง

1 ซีซี หรือมิลลิลิตร เท่ากับ 15-20 หยด แล้วแต่หยดเล็กหยดใหญ่

1 ช้อนชา = 4-5 ชีชี (ช้อนชาที่ใช้ตามบ้านในเมืองไทยจุประมาณ 3 ชีซี)

1 ช้อนโต๊ะ = 15 ซีซี หรือประมาณ 3 ช้อนชา (ช้อนโต๊ะคนไทยจุประมาณ10ชีซี)

1 ออนซ์ = 30 ซีซี หรือ 2 ช้อนโต๊ะมาตรฐาน (3 ช้อนโต๊ะไทย)

1 ลิตร =1000 ซีซี หรือประมาณ 1 1/3   ขวดแม่โขงชนิดกลม

เมื่อลูกปากแห้งและลิ้นเป็นฝ้า

ในเด็กที่เป็นไข้อยู่หลาย ๆ วันและกินน้ำไม่พอ เด็กจะมีอาการปากแห้งริมฝีปากแตก และลิ้นเป็นฝ้าหนา เด็กรู้สึกปากขมและไม่อยากกินอาหาร

คุณจะช่วยได้โดยชักชวนให้เด็กดื่มน้ำหรือน้ำหวานให้มากขึ้น ใช้กลีเชอรีนทาริมฝีปาก และใช้แปรงสีฟันอ่อน ๆ ขูดลิ้นเบา ๆ หรือใช้ผ้าก๊อซพันปลายนิ้วเช็ดออก (ไม่ควรทำกับเด็กเล็ก ๆ หรือทารก)

อาหารเครื่องดื่มและของแสลง

โดยทั่ว ๆ ไปไม่ควรจะจำกัดอาหารเมื่อเด็กป่วยนอกจากในรายที่แพทย์แนะนำ หรือที่จะกล่าวต่อไปนี้ เพราะในขณะที่เด็กป่วยร่างกายจะยิ่งต้องการอาหารที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

เพราะฉะนั้นถ้าให้กินแต่ข้าวต้มกับปลาเค็มทุกวันๆ ร่างกายจะเอากำลังที่ไหนไปต่อสู้กับโรค

น้ำและเครื่องดื่ม ควรให้ดื่มให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถกำจัดของเสีย และยา ที่กิน ๆ เข้าไปและไม่ใช้แล้วออกมาทางปัสสาวะ (ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจจะจำกัดจำนวนน้ำดื่ม เช่นในผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจบางอย่างเป็นต้น)

อาหารแสลงมีอะไรบ้าง

อาหารสำหรับโรคท้องเดิน

ในระยะแรกๆ เช่น 12-24 ชั่วโมง (แล้วแต่ความรุนแรงของโรค) ควรพยายามให้ท้องว่าง ให้อาหารประเภทของเหลว หรือที่มีกากน้อย ย่อยง่าย รสอ่อน และไม่มีไขมันมาก เช่น น้ำแกงจืด โจ๊ก ข้าวต้มค่อนข้างใส และน้ำอัดลมที่ไม่ใช่น้ำผลไม้ เป็นต้น แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มอาหารเมื่ออาการของโรคดีขึ้น

ในทารกที่ยังกินนม ควรงดน้ำผลไม้ ข้าว และอาหารอื่น และชงนมให้ใสกว่าปกติ หรืองดนมแต่ให้น้ำกลูโคสแทนถ้าถ่ายเหลวมากและบ่อยครั้ง

ถ้าเด็กอาเจียนด้วย การใส่เกลือลงไปในอาหารหรือเครื่องดื่มบ้างเล็กน้อย ประมาณ 1ช้อนชาจะช่วยทดแทนเกลือที่เสียไปทั้งทางอาเจียนและอุจจาระ

อาหารแสลงสำหรับโรคไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์)

โรคนี้จะมีแผลอักเสบที่ลำไส้ และโรคแทรกที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือการแตกทะลุ หรือมีเลือดออกที่แผลนั้น

ดังนั้นในระยะ 2-3 อาทิตย์แรกจึงควรให้อาหารที่มีกากน้อย รสอ่อน และย่อยง่าย งดอาหารประเภทผักและผลไม้ซึ่งส่วนใหญ่มักมีกากมาก

อาหารแสลงสำหรับโรคตับอักเสบ

พยายามให้อาหารประเภท ข้าว น้ำตาล และแป้งให้มากกว่าอย่างอื่น ให้อาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิดได้ตามปกติ แต่งดอาหารที่มีไขมันหรือนํ้ามันมาก ๆ

เด็กไอ ห้ามอาหารอะไรหรือไม่

โดยทั่วไปไม่ห้ามอะไร แต่สังเกตว่าอาหารที่มีน้ำมันมาก ๆ เช่น ประเภททอด หรืออาหารที่เย็นจัดอาจทำให้ไอมากขึ้น ในเวลาที่เด็กไอเราอยากให้เด็กกินน้ำหรือเครื่องดื่มมาก ๆ เพื่อไม่ให้เสมหะเหนียว จึงมักมีปัญหา เพราะเครื่องดื่มที่ไม่เย็นใครจะไปอยากดื่ม (นอกจากจะร้อนไปเลย) ดังนั้นจึงควรพิจารณาอะลุ่มอล่วยเป็นราย ๆ ไปด้วย แพทย์บางคนนิยมให้จิบนํ้าผึ้งผสมนํ้ามะนาวซึ่งอาจช่วยให้ทุเลาความรู้สึกระคายคอลงได้บ้าง

อาการที่มักเกิดขึ้นเมื่อลูกไม่สบาย

อุจจาระ ปัสสาวะ

เมื่อเด็กไม่สบาย มักจะกินอาหารไม่ใคร่ได้ และทั้งนี้กินนํ้าน้อย หรือเสียนํ้าออกจากร่างกายเป็นเหงื่อ และระเหยไปกับความร้อนที่ขึ้นสูง (ไข้) หรืออาเจียน เด็กจึงมักจะมีอาการท้องผูก (นอกจากในรายที่ลำไส้ผิดปกติและมีท้องเดิน ซึ่งยิ่งทำให้เสียน้ำมากขึ้น) ปัสสาวะก็จะ

น้อยตามไปด้วยและบางครั้งมีสีเหลืองเข้มข้น (ถ้ามีดีซ่าน ปัสสาวะก็จะมีสีเหลืองเข้มเช่นกันแต่เมื่อเขย่าดู ฟองปัสสาวะจะมีสีเหลืองด้วย)

คุณจึงควรให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ นอกจากในรายที่แพทย์ห้าม เช่นเด็กที่ป่วยเป็นโรคไต หรือโรคหัวใจบางอย่างและมีอาการบวม

การให้ยาระบาย หรือสวนอุจจาระเมื่อท้องผูก ควรปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจว่าจะไม่มีอันตรายเสียก่อนจึงค่อยทำ

ถ้าเด็กถ่ายอุจจาระปัสสาวะผิดปกติในเรื่องจำนวนครั้ง ปริมาณ สี กลิ่น และลักษณะ ควรแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลทราบ หรือเก็บตัวอย่างไว้ให้ดูด้วยยิ่งดี

อาเจียน

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นขณะที่เด็กอาเจียน โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก ๆ ก็คือการสำลักอาหาร จึงไม่ควรยกเด็กขึ้นนั่งหรือยืน เพราะเศษอาหารและเสมหะอาจตกลงไปอุดหลอดลมได้ แต่ให้จับเด็กนอนควํ่าหรือนอนตะแคง และทางที่ดีควรจะมีลูกยางเล็ก ๆ เป็นรูปกลมมีปลายเรียวยาวไว้สัก 1 อัน (หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป) เพื่อใช้ดูดเสมหะ และเศษอาหารออกจากจมูกถ้าเด็กสำลักและใช้ดูดนํ้ามูกเวลาเป็นหวัดได้ด้วย

ในรายที่อาเจียนรุนแรง กินอาหารไม่ได้ หลังจากที่แพทย์ให้ยาแก้อาเจียนแล้ว ประมาณ 15-30 นาทีต่อมา (ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่งห้ามอาหารและนํ้า) อาจให้ดื่มเครื่องดื่มใสๆ เช่น น้ำกลูโคส โคล่า สไปรท์ หรือเซเว่นอัพ ทีละน้อย ๆ ก่อน อย่าเพิ่งให้นมเพราะจะเป็นตะกอนเมือกและอาจอาเจียนออกมาอีก รอจนอาการดีขึ้นแล้วจึงค่อยเริ่มอาหารอื่นต่อไป

การที่เด็กอาเจียนมาก ๆ อาจเกิดจากโรคบางอย่างที่ร้ายแรง เช่นมีการอุดตันของทางเดินอาหาร จึงควรปรึกษาแพทย์ทันที และสังเกตลักษณะและสีของสิ่งที่เด็กอาเจียนออกมาด้วย ถ้าเป็นสีน้ำตาลแดง หรือดำ ควรนำไปให้แพทย์ดู เพราะอาจเกิดจากการมีเลือดออกในกระเพาะก็ได้

ลูกเป็นไข้จะทำสิ่งต่อไปนี้ได้หรือไม่

นอนเปิดพัดลม หรือนอนในห้องปรับอากาศ

ได้ แต่ไม่ควรให้เย็นมาก และถ้าเปิดพัดลมก็ไม่ควรเปิดให้ตรงตัวเด็กแต่ควรให้เครื่องส่ายไปมาไม่ควรปกคลุมร่างกายด้วยเสื้อผ้าหรือห่มผ้าให้หนาเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเด็กมีไข้ เพราะจะยิ่งทำให้ไข้ขึ้นสูง (นอกจากว่าเด็กจะหนาว)

อาบนํ้าสระผม

ถ้าไม่ได้ทำมาหลายวันจนเหม็นสาบเต็มทน และถ้าหมอไม่ห้ามลุกจากเตียงก็ควรเลือกอาบในเวลาที่อากาศค่อนข้างร้อน เช่นเวลากลางวัน หรือบ่าย ๆ และใช้น้ำอุ่น อย่าขัดสีฉวีวรรณหรือให้เด็กแช่น้ำนานนัก เพราะร่างกายยังไม่แข็งแรงดี และโดยเฉพาะถ้ากำลังเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจอยู่ เช่น หวัดหรือปอดบวม ก็อาจจะทำให้คัดจมูกหรือไอมากขึ้น

ถ้าจะไม่อาบ แต่ใช้วิธีเช็ดตัว คุณก็อาจทำความสะอาดได้เช่นกัน โดยเช็ดตัวด้วยผ้า ซับน้ำฟอกสบู่แล้วเช็ดด้วยนํ้าธรรมดาให้หมดสบู่อีกทีหนึ่ง ควรทำทีละส่วนของร่างกายแล้ว ใช้ผ้าแห้งเช็ดให้เสร็จเป็นตอน ๆ ไป

ถ้ายังไม่อยากสระผม จะใช้วิธีสระแห้งก็สะอาดดีพอสมควร