เมื่อลูกกลับไปเป็นเด็กขี้อ้อน

เด็กบางคนหันกลับไปมีพฤติกรรมขี้อ้อนแบบเด็กทารก หรือไม่รู้จักโต หลังจากได้รับความกดดันบางอย่าง เช่น มีน้องคนใหม่ ญาติเสียชีวิต ย้ายบ้าน หรือพ่อแม่หย่าร้างกัน เป็นต้น พฤติกรรมขี้อ้อนนี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ

เด็กบางคนกลับกลายเป็นเด็กขี้อ้อน  ทำตัวเหมือนทารกเล็กๆ หรือบางครั้งก็หันกลับไปดูดนมอีกหลังจากที่หย่านมแล้ว หรือเด็กที่รู้จักใช้ห้องส้วมเป็นแล้วแต่กลับปัสสาวะหรืออุจจาระเลอะเสื้อผ้า หรือฉี่รดที่นอนบ่อยขึ้น บางคนอาจหันไปใช้คำพูดแบบทารก หรือออดอ้อนร้องไห้งอแงเป็นประจำ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม  การที่เด็กหันกลับไปใช้พฤติกรรมแบบเด็กเป็นบางครั้งนั้น เป็นเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ  ส่วนมากมักจะเป็นไปในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ  ถ้าพ่อแม่เข้าใจเขา เด็กก็จะสามารถเลิกนิสัยนี้ไปได้เอง

อย่างเช่น ปัญหาที่เกิดจากการมีน้องคนใหม่ ลูกคนโตอาจหันกลับไปมีพฤติกรรมแบบเด็กทารก เพื่อเรียกร้องความสนใจเหมือนกับน้อง  แต่หลังจากที่เขาปรับตัวใหม่ ยอมรับการมีน้องได้แล้ว และรู้ว่าตัวเองยังได้รับความรักความเอาใจใส่เหมือนเดิม  เขาก็จะเลิกกระทำตัวแบบเด็กทารก กลับไปมีพฤติกรรมตามธรรมชาติของเขาอีกครั้ง

ถ้าคุณใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากๆ ตามลำพัง ในระหว่างที่เขาไม่ได้เรียกร้องความสนใจ ก็จะทำให้เขาเลิกทำตัวขี้อ้อนได้  ทำให้เขารู้ว่าเขายังมีค่าต่อคุณ คุณยังรักเขา แม้เขาจะไม่ใช่ลูกคนใหม่ก็ตาม

วิธีจัดการกับการใช้คำหยาบของลูก

พ่อแม่บางคนไม่เคยพูดคำหยาบคายให้ลูกได้ยินแม้แต่คำเดียว บางคนเป็นครูบาอาจารย์ มีการศึกษาสูง มีอาชีพที่สังคมยกย่อง แต่อยู่ๆ ลูกก็ด่าคำหยาบๆ ออกมา ฟังแล้วสะดุ้งวาบ หน้าหงายไปเลย

พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่มีทางควบคุมคำพูดของลูกได้ตลอดเวลา  เพราะไม่ได้อยู่กับเขาตลอดทั้งวันทั้งคืน  แต่ก็สามารถสร้างแบบอย่างที่ดีในการใช้คำพูดให้กับลูกได้ด้วยการไม่พูดคำหยาบเมื่ออยู่กับเขา หรือเมื่อมีเขาอยู่ด้วย  กระนั้น เด็กก็อาจจำคำหยาบมาจากทีวี หรือภาพยนตร์ที่เขาดู หรือไม่ก็จดจำมาจากเพื่อนในกลุ่มหรือผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ฯลฯ

เราไม่ควรถือว่าเด็กเข้าใจความหมายของคำพูดที่เขาใช้ทุกคำเสมอไป เด็กอาจพูดตามผู้ใหญ่โดยไม่รู้ความหมายของคำนั้นๆ ต้องการเพียงแสดงว่าตัวเขาก็สามารถพูดได้  โดยมากเด็กมักจะใช้คำหยาบ ต่อหน้าผู้ใหญ่ เพื่อทำให้ผู้ใหญ่ตกใจ หรือเป็นการเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่มากกว่า

ถ้าคุณเข้มงวดกวดขันเรื่องการใช้คำพูดของเขามากเกินไป หรือไม่สนใจเขาเลย คุณก็อาจทำให้เด็กใช้คำหยาบมากขึ้น  เพื่อต่อต้านหรือเพื่อเรียกร้องความสนใจ  คุณกำลังทำให้ลูกเห็นว่า คำหยาบมีความสำคัญมากกว่มี่มันเป็นจริง

เพราะทุกครั้งที่เขาพูดคำหยาบ ดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ทันที  จึงกลายเป็นทางออกในการแก้ปัญหาของเด็ก

วิธีจัดการกับการใช้คำหยาบของลูก คุณอาจบอกเขาอย่างจริงจัวว่า ถ้าเขาขืนใช้คำหยาบต่อไปอีก คุณจะเลิกคุยกับเขา รวมทั้งคนที่คุณรู้จักและนับถือก็จะไม่พูดกับเขาด้วยเช่นกัน

ถ้าคุณเองใช้คำหยาบเป็นครั้งคราว คุณก็ควรบอกลูกว่า การใช้คำเหล่านั้นไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก  บางครั้งคุณอาจยอมให้ลูกสบถสบานในบ้านได้  แต่อย่าให้ไปทำที่อื่นหรือนอกบ้าน หรือให้คนอื่นได้ยิน

พ่อแม่บางคนไม่พอใจลูกที่พูดคำหยาบ ถึงกับประกาศว่าจะไม่ยอมให้ลูกพูดคำหยาบภายในบ้านเลย  ไม่ต้องการให้ลูกพูดให้พ่อแม่ได้ยิน  แต่ลูกอาจนำไปพูดนอกบ้านก็ได้

การยอมให้ลูกใช้คำหยาบภายในบ้านได้ แต่ไม่ให้ใช้ในสถานที่อื่นนอกบ้าน น่าจะเป็นสิ่งที่มีเหตุผลมากกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวพ่อแม่ว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อการที่ลูกของตัวเองพูดคำหยาบ คุณเองพูดคำหยาบด้วยหรือเปล่า คุณมีความรู้สึกอย่างไรในเรื่องนี้

ทางที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลูกพูดคำหยาบกับคนอื่น  เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของสุภาพชนแน่ๆ

ลูกพูดติดอ่างแก้อย่างไร

การพูดติดอ่าง น่าจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางด้านจิตใจ เช่น ความกดดันทางอารมณ์ หรือความประหม่า ปัจจุบันสามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก

เป็นที่ยอมรับกันว่า เด็กที่ได้รับความกดดัน ความเครียดบีบคั้น ความกลัว หรือความประหม่า อาจทำให้เกิดอาการพูดติดอ่างได้  แต่ความกดดันมักจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อเด็กถูกบีบคั้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือประสบกับเหตุการณ์น่ากลัวจนฝังใจไม่หาย  เด็กอาจพูดติดอ่างได้ เด็กหลายคนอาจเริ่มติดอ่างเมื่อเข้าโรงเรียน  เพราะช่วงเวลานั้นอาจมีเหตุการณ์ที่กดดันเขามากมายหลายอย่าง

ในปัจจุบัน มีวิธีการใหม่ๆ หลายวิธีที่มีคนคิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษาการพูดติดอ่างให้หายได้ เด็กที่พูดติดอ่างร้อยละ 80 สามารถหายจากการติดอ่างได้เมื่อพ้นวัยรุ่น  ทั้งคนที่ได้รับการบำบัดรักษา และคนที่หายได้ด้วยตัวเอง

เวลาพูดติดอ่างนั้น เด็กจะอึดอัดใจและโมโหตัวเองมาก เพราะเมื่อคนเราอยากจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง  แล้วพูดไม่ได้เร็วดังใจนั้น ย่อมเกิดอารมณ์หงุดหงิดหัวเสียเป็นธรรมดา

ถ้าผู้ฟังแสดงออกด้วยอาการทนไม่ได้ หรือทำท่าวิตกกังวล สีหน้าบ่งบอกให้เห็นความอึดอัดใจแทน หรือแสดงความเจ็บปวดเสียใจที่เห็นลูกพูดติดอ่าง พยายามจะให้เขารีบพูดออกมาเร็วๆ หรือเอาใจช่วยให้เขาพูดออกมาให้ได้ หรือพูดเสริมแทนเขาเสียเลยด้วยความรำคาญ เพราะทนเห็นเขาพูดตะกุกตะกักไม่ไหว สิ่งเหล่านี้จะยิ่งทำให้ปัญหาเลวร้ายลงไปกว่าเดิม เด็กจะยิ่งพูดติดอ่างมากขึ้น

ไม่มีวิธีใดที่จะบังคับให้เด็กเลิกพูดติดอ่างในทันทีทันใด การลงโทษหรือการล้อเลียนให้ได้อาย มีแต่จะยิ่งทำให้เขาติดอ่างมากขึ้น

ถ้าลูกคุณพูดติดอ่าง ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ต้องอดทน ตัวคุณเองต้องไม่แสดงอาการหัวเสียหรือหงุดหงิด  ควรพยายามหาทางขจัดสถานการณ์ที่มีความกดดันให้หมดไป เพื่อให้เขารู้สึกสบายใจ  เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความรู้สึกของเขาออกมาให้มากที่สุด แม้ว่าจะเป็นความรู้สึกในด้านลบก็ตาม  ขณะเดียวกันคุณก็ต้องให้ความมั่นใจกับเด็ก  ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม คุณก็ยังรักเขาเหมือนลูกคนอื่นๆ

ถ้าเด็กพูดติดอ่างติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อาจจำเป็นต้องหาทางช่วยเขาค้นหาสาเหตุที่ทำให้เขามีปัญหาทางด้านจิตใจและอารมณ์  ซึ่งอาจซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ โดยทั่วไปแล้ว การที่เด็กไม่สามารถสื่อความหมายออกมาได้เป็นปกติ แสดงให้เห็นว่า เขากลัวว่าหากพูดอะไรบางอย่างออกไป อาจไม่เป็นที่สบอารมณ์ของพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ปฏิเสธเขา หรือถ้าเด็กเก็บกดความรู้สึกที่ก้าวร้าวไว้ ไม่กล้าแสดงออกผลก็อาจทำให้เกิดอาการพูดติดอ่างได้เช่นกัน เพราะไม่มั่นใจในตัวเอง

ถ้าคุณพยายามช่วยเหลือทุกอย่างทุกวิถีทางแล้ว  แต่ลูกคุณยังพูดติออ่างอยู่เหมือนเดิม คุณควรพาเขาไปปรึกษากุมารแพทย์ก่อน จากนั้นกุมารแพทย์อาจแนะนำให้คุณพาเขาไปหาผู้เชี่ยวชาญในการบำบัดรักษาการพูดติดอ่างโดยเฉพาะก็ได้

เมื่อลูกทำห้องรกรุงรังสกปรก

เด็กที่มีอายุเกินหกขวบแล้ว พ่อแม่ไม่ควรต้องคอยตามเก็บข้าวของให้เขาอีก  เพราะเด็กสามารถรับผิดชอบเอาเสื้อผ้าที่ใช้แล้วใส่ตะกร้า สามารถจัดที่นอนเองได้  แต่เด็กบางคนปล่อยให้ห้องของตัวเองรกรุงรังหรือสกปรก เพราะถือว่ามันเป็นห้องของเขา เขามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้

ปัญหาเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยในห้องของลูก เป็นเรื่องหนักใจของพ่อแม่ทุกยุคทุกสมัย เป็นความขัดแย้งที่ยังหาทางออกไม่ได้

ฝ่ายพ่อแม่ก็อยากให้ลูกมีระเบียบ จัดการเก็บข้าวของให้เป็นที่ รักความสะอาด ไม่ทิ้งเสื้อผ้าเกลื่อนกลาดตามพื้น ไม่เป็นที่ ส่วนลูกก็อ้างว่ามันเป็นสิทธิ์ส่วนตัวของเขา ทำให้เขามีอิสระที่จะพัฒนาความคิด  พ่อแม่ไม่ควรมาเข้มงวดกับเขามากเกินไป

ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ต้องพยายามใช้สติ หลีกเลี่ยงการประจันหน้ากันด้วยความรุนแรง  เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องเสียหน้าหรืออับอายขายหน้า

ค่อยๆ พูดกัน แนะนำสั่งสอนให้รักระเบียบวินัย เพื่อประโยชน์ของเด็กเอง

เด็กวัยรุ่นชอบปล่อยให้ห้องรกรุงรัง  ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาอยากแสดงความเป็นอิสระ  ไม่ยอมทำตามคำสั่งของคุณ ที่จ้ำจี้จ้ำไชให้เขาทำความสะอาดห้องตลอดเวลา  คุณไม่ควรตำหนิติเตียนเขาอย่างรุนแรง  เพราะจะยิ่งทำให้เขาตั้งใจทำให้ห้องรกรุงรังมากขึ้นไปอีก  และคุณเองก็จะยิ่งหงุดหงิดหัวเสีย

ถ้าลูกคุณไม่ยอมทำความสะอาดห้องของเขา และปฏิเสธหัวชนฝาด้วยความดื้อรั้น  คุณก็ไม่ควรไปบังคับเขาในตอนนั้น  รอให้ทุกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้นพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาเสียก่อน  เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมก็จงอย่าลังเลที่จะแสดงความไม่พอใจของคุณออกมา บอกให้ลูกรู้ ขอให้เขาช่วยหาทางแก้ปัญหาด้วยกัน  เวลาคนเราอารมณ์ดีทุกอย่างย่อมง่ายขึ้น

พ่อแม่บางคนนั้น “เจ้าระเบียบ”เกินไป อะไรๆ ก็ต้องเนี๊ยบไปหมด  ผิดหูผิดตาแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้  เลยเอาหลักการที่เข้มงวดมาใช้กับลูกทุกอย่าง   เพราะส่วนใหญ่คนที่มีนิสัยเจ้าระเบียบ มักจะคิดหรือทำทุกอย่างอยู่ในกรอบ ที่กำหนดไว้  ทำให้เด็กไม่มีความคิดสร้างสรรค์  หากต้องอยู่กับพ่อแม่ที่เข้มงวดจนน่าอึดอัด  เด็กมักจะไม่กล้าทำอะไร หรือไม่ก็เก็บกดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้  คนเจ้าระเบียบอย่างไร้เหตุผลมักจะทนเด็กไม่ได้  เพราะเด็กมักหาเรื่องให้เกิดสภาพรกรุงรังอยู่ตลอดเวลา จึงอยู่ด้วยกันลำบาก

เขาจึงว่ากันว่า พี่เลี้ยงเด็กที่มีหน้าที่ดูแลเด็ก หากไม่ใช่พ่อแม่เองแล้ว ควรจะเป็นคนละคนกับแม่บ้านที่มีหน้าที่ดูแลบ้าน เพราะงานบ้านกับงานดูแลเด็กแทบจะต้องแยกออกจากกัน  คนเดียวทำทั้งสองอย่างออกจะเป็นเรื่องหนักหนา เพราะคนดูแลบ้านก็อยากให้บ้านสะอาดเรียบร้อย ก็เลยเข้มงวดกับเด็กตลอดเวลา จนบางทีมีการบังคับมากเกินไป ทำให้เด็กไม่สามารถรื้อค้นสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวตามวิสัยธรรมชาติของเขาได้ จะเล่นอะไรหรือใช้ความคิดในทางสร้างสรรค์ก็มักถูกห้ามปรามทำให้การพัฒนาทางด้านสติปัญญาชะงักงัน  เพื่อแลกกับความเป็นระเบียบของบ้านเท่านั้นเอง

นิสัยทิ้งของเรี่ยราดของเด็ก

เด็กเล็กๆ เมื่อนั่งอยู่ในเก้าอี้เด็ก เริ่มรู้จักหยิบของขึ้นมาและปล่อยออก ของก็จะร่วงหล่นลงไปที่พื้น เด็กก็รู้ว่าเมื่อปล่อยของหลุดจากมือ มันจะหล่นลงข้างล่างทุกครั้ง และคุณต้องรีบเก็บขึ้นมาให้เขาเสมอ สนุกจัง

เด็กที่ค้นพบความสนุกกับการทิ้งของลงไปบนพื้นนี้ จะชอบใจและอยากทำบ่อยๆ เขาจะเริ่มเรียนรู้ว่าตัวเขาสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ สามารถเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ เด็กจะรู้สึกทั้งแปลกใจและพอใจ

ในขณะที่คุณอาจคิดว่าลูกพยายามหาเรื่องให้คุณเดือดร้อน ด้วยการทำของเล่นร่วงหล่นเป็นประจำ เพื่อดูว่าคุณจะเก็บมันขึ้นมาหรือเปล่า  แต่สำหรับเด็กแล้วเขากำลังสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ว่ามันเป็นอย่างไร เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อม่ของตัวเองได้ และจะเกิดความรู้สึกมั่นคงกับสิ่งที่อยู่รอบตัวมากขึ้น

เด็กจะทำของเล่นหล่นลงพื้นต่อไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะเชื่อแน่แล้วว่า ทุกครั้งที่เขาโยนของลงบนพื้น จะต้องเกิดเหตุการณ์ตามมาตามที่เขาคาดหวังไว้เสมอ

หลังจากที่เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของแรงดึงดูดของโลกจนพอใจแล้ว และรู้ว่าของทุกสิ่งมีแต่จะหล่นลงสู่เบื้องล่าง ไม่มีการลอยขึ้นมา นั่นเท่ากับความอยากรู้อยากเห็นของเขาได้รับการตอบสนองไป

บ้างบางส่วน

พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้ว่า ของบางอย่างอาจทำหล่นลงบนพื้นได้ แต่บางอย่างก็ไม่ควรเอามาโยนเล่น หรือทิ้งลงบนพื้นให้รก หรือของบางอย่างถ้าหล่นลงไปก็อาจแตกหักเสียหาย ฯลฯ

ถ้าคุณบอกเขาว่า การทำของหล่นหรือโยนลงบนพื้นบ่อยๆ เช่นนี้ ทำให้คุณไม่พอใจ ลูกก็จะเข้าใจเมื่อคุณทำท่าโกรธ ถ้าเด็กพยายามจะทำนมหก คุณก็ต้องห้ามอย่างเฉียบขาด ควรยกแก้วนมออกไปให้พ้นจากมือเขา แล้วเอาของเล่นหรือกระดาษขยำเป็นลูกกลมๆ เพื่อให้ลูกโยนเล่นแทน

คุณอาจแสดงให้เขารู้ว่า เมื่อไรคุณเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเขา เมื่อคุณเห็นด้วยกับเขา คุณก็ยิ้ม และเมื่อไม่พอใจหรือไม่เห็นด้วยคุณก็ต้องแสดงอาการไม่พอใจ ห้ามเขาว่า “อย่าทำนะ” พร้อมกับทำตาดุใส่ด้วยเด็กจะรู้และเข้าใจทันที

สาเหตุเด็กร้องไห้ไม่ยอมหยุด

นิสัยร้องไห้งอแงด้วยสาเหตุเพียงเล็กน้อย และร้องต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ มีมูลเหตุมาจากพ่อแม่นั่นแหละที่เป็นคนส่งเสริมนิสัยนี้

เวลาเด็กร้องไห้งอแงเป็นสิ่งที่น่ารำคาญที่สุด พ่อแม่เลยหัวเสียหงุดหงิดใหญ่ นี่แหละยิ่งกลับทำให้เด็กได้ใจ เด็กที่ชอบร้องไห้ไม่หยุด มักจะติดนิสัยต้องอาศัยการร้องงอแงเพื่อเรียกร้องความสนใจ เขาจะร้องไปเรื่อยๆ จนกว่าพ่อแม่จะหันมาสนใจ

ส่วนมากเป็นเพราะพ่อแม่ไม่ได้สนใจเสียงร้องไห้ของลูกในตอนแรกหรือไม่ยอมทำอะไรเลยเมื่อได้ยินเขาร้องไห้ จนกระทั่งเด็กร้องลั่นและนานเข้า จึงค่อยหันมาสนใจ เด็กก็เลยติดนิสัยร้องไห้นานๆ

พ่อแม่บางคนอาจคิดมากเกินเหตุไปว่า ถ้าหากให้ความสนใจลูกทันทีที่เขาร้องไห้ จะทำให้ลูกเสียนิสัย ก็เลยรอให้เขาร้องไห้ไปสักพักหนึ่งก่อน จนเริ่มงอแงหรือร้องไม่หยุดนั่นแหละ ถึงได้สนใจ การที่เด็กร้องไห้ไม่หยุดจึงเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เขาได้รับความสนใจ เพราะฉะนั้นอย่าไปโทษลูก

หากลูกร้องไห้งอแง คุณควรบอกเขาอย่างหนักแน่นเด็ดขาดว่า เวลาที่เขาร้องไห้เสียงดัง คุณไม่มีทางเข้าใจเลยว่า เขาจะเอาอะไร หรือต้องการอะไร หรือจะให้พ่อแม่ทำอย่างไร เพราะฟังไม่รู้เรื่อง ขอให้เขาหยุดร้องไห้ และพูดออกมาให้ชัดเจนดีกว่า  หากทำเช่นนี้ ก็เท่ากับคุณตอบสนองลูกและความต้องการของลูกแล้วและขณะเดียวกันคุณยังขัดขวางห้ามปรามเลิกนิสัยร้องไห้ไม่หยุดนี้ด้วย

การขับถ่าย:ถ่ายเลอะเทอะฉับพลันสัญญาณปัญหาด้านจิตใจซ่อนเร้น

ปกติแล้ว เด็กจะรู้จักขับถ่ายในห้องส้วมตั้งแต่อายุสามขวบและทำความสะอาดเองได้  แต่บางครั้งแม้อายุเกินสามขวบแล้วก็ยังใช้ส้วมไม่เป็น บางคนถ่ายเรี่ยราด เลอะเสื้อผ้าเหมือนเด็กเล็ก อาจเป็นเพราะมีปัญหากดดันทางจิตใจหรือปัญหาทางร่างกายก็ได้เช่นกัน

เด็กที่ได้รับการฝึกให้รู้จักการใช้ส้วมมาแล้ว แต่จู่ๆ หันกลับไปใช้นิสัยเดิมเหมือนตอนเป็นเด็กเล็ก นั่นอาจเนื่องมาจากความกดดันบางอย่าง เช่น การมีน้องคนใหม่ เป็นต้น

ถ้าเด็กมีอายุเกินสามสี่ขวบแล้ว ยังถ่ายอุจจาระเลอะเสื้อผ้าบ่อยๆ หรือเป็นประจำ พ่อแม่ควรพาไปให้หมอตรวจ เพื่อให้แน่ใจว่าเขามีปัญหาทางร่างกายหรือไม่

แต่ส่วนใหญ่แล้ว การเริ่มถ่ายอุจจาระเลอะเทอะเสื้อผ้าอย่างฉับพลันมักเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า เด็กมีปัญหาทางอารมณ์หรือจิตใจซ่อนเร้นอยู่ อาการเช่นนี้บางทีก็เกิดขึ้นกับเด็กที่มีจิตใจเป็นปกติได้เหมือนกัน

มีเด็กบางคนเข้าโรงพยาบาลเพื่อให้หมอรักษาอาการขับถ่ายเลอะเทอะเสื้อผ้า หมอตรวจดูแล้ว ก็ไม่พบสาเหตุทางร่างกายที่ทำให้เขามีอาการเช่นนี้ จากนั้นหมดจึงค้นหาสาเหตุอื่น ด้วยการสังเกตพฤติกรรมการขับถ่ายเลอะเสื้อผ้าของเด็กคนนี้ เพื่อจับรูปแบบที่แน่นอน ปรากฎว่าเด็กคนนี้ถ่ายอุจจาระเลอะกางเกงเฉพาะตอนที่อยู่โรงเรียน ไม่เคยถ่ายเลอะเทอะเวลาที่อยู่ในบ้านเลย ครูคนที่เขาไม่ชอบคนหนึ่งทำให้เขาต้องเรียนซ้ำชั้น นั่นคือสิ่งที่ค้นพบในเวลาต่อมา การถ่ายเลอะเทอะกางเกงของเขาเริ่มต้นตอนนี้เอง

เรือ่งนี้แสดงให้เห็นว่า เด็กคนนี้ไม่รู้จะระบายความไม่พอใจใส่ครูของเขาอย่างไร  จึงกดเก็บไประบายออกมาด้วยการขับถ่ายเลอะเทอะกางเกง  ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่เขาแสดงความโกรธออกมาได้ เป็นการแก้แค้นหรือประท้วง แต่นั่นกลับกลายเป็นปัญหาสำหรับตัวเขาเอง มากกว่าจะทำอะไรครูคนนั้นได้ เพื่อนๆ ก็ไม่ชอบ คนที่เขาติดต่อเกี่ยวข้องด้วยก็แสดงความไม่พอใจ หมอจึงแนะนำและย้ำอย่างหนักแน่นให้เขาเลิกขับถ่ายเลอะเทอะกางเกงเสียดีกว่า  ปรากฎว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างฉับพลัน เด็กคนนี้เลิกถ่ายเลอะเทอะทันที เมื่อเข้าใจดีแล้วว่าอะไรเป็นอะไรเขาเข้าใจได้ว่าไม่มีประโยชน์เลยที่จะระบายความโกรธต่อครูคนนั้นด้วยการถ่ายเลอะเทอะ เพราะยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก ก็เท่านั้นเอง

ปัญหาลูกฉี่รดที่นอน

ทำอย่างไรเมื่อเด็กฉี่รดที่นอน เด็กมีปัญหาหรือเปล่า เด็กโตบางคนก็ยังติดนิสัยชอบฉี่ใส่ที่นอน มีวิธีแก้ไขหรือไม่

สาเหตุที่เด็กปัสสาวะรดที่นอนนั้น บางครั้งเป็นเพราะไม่สามารถตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำได้ เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็มแล้วโดยไม่รู้สึกตัว

เด็กที่ไม่ลุกขึ้นตื่นและฉี่ใส่ที่นอนนั้น อาจเป็นเพราะมีข้อจำกัดทางด้านร่างกายที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรือเป็นไปตามกรรมพันธุ์ เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ในบางครอบครัว สมาชิกเกือบทุกคนฉี่รดที่นอนตลอดวัยเด็ก และค่อยๆ หายไปเองเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เด็กที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะของตัวเองไม่ได้ มักเป็นเด็กที่มีความตึงเครียด มีความกดดันทางอารมณ์และจิตใจ เช่น มีน้องคนใหม่ การเข้าโรงเรียน พ่อแม่หย่าร้างกัน หรือการย้ายบ้านย้ายที่อยู่ ฯลฯ

หากเป็นเช่นนี้ พ่อแม่ควรให้กำลังใจ ให้ความอบอุ่น ช่วยลดความกดดันของเขาให้น้อยลง อาการนี้จะหายไปได้ แต่ถ้ายังไม่หาย ก็ควรพาลูกไปปรึกษาหมอเด็ก หรือนักจิตวิทยาก็ได้

เด็กที่ถูกฝึกให้ใช้ส้วมตั้งแต่ยังเล็กมากๆ ก่อนสองขวบ อาจยังควบคุมกระเพาะปัสสาวะของเขาได้ยาก แม้ว่าสามารถควบคุมการถ่ายอุจจาระได้แล้วก็ตาม

ส่วนใหญ่แล้ว การฉี่รดที่นอนมักมีสาเหตุมาจากระบบอวัยวะต่างๆ พ่อแม่ควรปรึกษาหมอเด็กเพื่อให้ตรวจหาสาเหตุทางร่างกาย หมออาจให้ยาเพื่อป้องกันการถ่ายปัสสาวะในเวลากลางคืนได้

พ่อแม่อาจช่วยลูกให้เลิกนิสัยฉี่รดที่นอนด้วยการหา นาฬิกาปลุก มาตั้งไว้ใกล้ที่นอนของลูก ก่อนนอนก็ให้ตั้งเวลาปลุกหลังจากหลับไปแล้วสามชั่วโมง เพื่อให้เขาลุกขึ้นมาปัสสาวะ เมื่อกลับมานอนต่อ ก็ตั้งเวลาให้ปลุกอีกสามชั่วโมงจะได้ลุกขึ้นมาถ่ายอีก วันต่อๆ มาก็ตั้งเวลาให้นานขึ้นเป็นสี่หรือห้าชั่วโมงตามลำดับ ให้ช่วงเวลาที่ต้องเข้าห้องน้ำในเวลากลางคืนยาวนานขึ้น  จนกระทั่งลูกคุณสามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้ในที่สุด

ลูกจะรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองสามารถแก้ปัญหาฉี่รดที่นอนของเขาได้เอง คุณไม่ควรทำให้ลูกรู้สึกอับอายขายหน้าเป็นอันขาด

เด็กบางคนฉี่รดที่นอน ก็เพื่อแสดงความโกรธต่อพ่อแม่ เขาอาจไม่กล้าแสดงความโกรธออกมาตรงๆ  ยิ่งคุณถือว่าการฉี่รดที่นอนของเขาเป็นเรื่องที่คุณรู้สึกเดือดร้อน ไม่สบายใจหรือยุ่งยากลำบากมากมายแล้ว ลูกจะยิ่งเห็นว่า การฉี่ใส่ที่นอนนั้น เป็นวิธีที่น่าพอใจ จะติดเป็นนิสัยแล้วใช้เป็นการระบายอารมณ์ของตัวเอง ทางที่ดีคุณควรให้ลูกรู้จักเปลี่ยนผ้าปูที่นอนด้วยตัวเอง ถ้าเขาโตพอ แต่ถ้ายังเล็กอยู่คุณก็ต้องช่วยเปลี่ยน และค่อยๆ หาวิธีช่วยให้เขาเลิกฉี่รดที่นอนในที่สุด

ฝึกลูกให้รู้จักใช้ส้วม

เด็กยังไม่พร้อมให้คุณฝึกการใช้ส้วมหรือขับถ่ายอย่างถูกต้องจนกว่าเขาจะมีอายุราว 18 เดือน หรือขวบครึ่ง คุณต้องคิดว่า การฝึกให้ลูกรู้จักใช้ส้วมเองเป็นโอกาสให้เขาฝึกฝนควบคุมร่างกายและพฤติกรรมของเขาด้วย

การฝึกให้ลูกรู้จักใช้ส้วมอย่างถูกต้อง ถือว่าเป็นโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การบังคับควบคุมร่างกายและความประพฤติของเขา

คุณต้องไม่ใช้อำนาจบังคับ ข่มขู่ ลงโทษ หรืออารมณ์รุนแรงกับเขาในเรื่องนี้ เพราะนั่นมีแต่จะให้ผลเสียที่ร้ายแรงต่อเด็ก ที่สำคัญต้องรอให้เขาพร้อมเสียก่อน

โดยปกติเด็กจะพร้อมในการฝึกใช้ส้วมเมื่ออายุราวสิบแปดเดือน หรือหนึ่งขวบครึ่ง เพราะก่อนวัยนี้ ระบบประสาทของเขายังไม่พัฒนาให้ดีเพียงพอสำหรับเรื่องนี้

คุณควรฝึกลูกด้วยท่าทีใจเย็น แสดงความเข้าใจเขา และอดทนอย่างไม่มีขอบเขต คุณจะต้องอดทนกับลูกให้มากที่สุด ไม่ว่าเขาจะทำผิดพลาดแค่ไหน ปล่อยให้เขาฝึกตัวเองและควบคุมตัวเองต่อไป ให้กำลังใจเขาอย่างดีที่สุด

เด็กอาจเห็นว่าคุณแสดงความวิตกกังวลมากเกินไป หรือบางครั้งคุณดีใจอย่างออกนอกหน้าเมื่อเขาถ่ายออกมาได้  เด็กก็จะคิดไปว่าสิ่งที่เขาถ่ายออกมานั้นเป็นสิ่งล้ำค่า สามารถใช้ควบคุมคุณได้ สามารถทำให้คุณพอใจ หรือประท้วงคุณเมื่อเขาไม่พอใจได้

เด็กบางคนอาจคิดว่า “มันต้องมีความสำคัญแน่ ไม่งั้นคุณพ่อคุณแม่จะวิตกมากมายไปทำไม” เด็กบางคนอาจกลั้นของเสียไว้ ไม่ยอมถ่ายออกมา เพราะคิดว่าคุณวิตกกังวลเพราะความรังเกียจ หรือเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ดี กลั้นบ่อยๆ เข้าก็อาจกลายเป็นนิสัย  หากเด็กไม่ถ่ายเลยติดต่อกันสองสามวัน ก็ควรพาไปให้หมอตรวจ

ปกติแล้ว หากคุณไม่แสดงความวิตกกังวลมากเกินไป หรือเน้นความสำคัญในเรื่องนี้อย่างเข้มงวดกับลูก ปัญหาการขับถ่ายของลูกจะไม่เกิดขึ้นเลย ที่ถูกต้องแล้วคุณควรแสดงความเอาใจใส่ในเรื่องการขับถ่ายตามปกติ ไม่ควรแสดงความกังวลหรือเป็นห่วงมากเกินไป จนเด็กเก็บไปคิดว่า ความห่วงใยของคุณในเรื่องนี้มีค่าเท่ากับความรัก หรือการสูญเสียความรัก

คุณควรเริ่มให้ลูกรู้จักใช้ห้องส้วม เมื่อเขามีอายุได้สองสามขวบ บอกให้เขารู้ว่าเขาควรเข้าส้วมเองได้แล้ว

พยายามใช้ท่าทีที่อดกลั้น อดทน พูดกับลูกอย่างตรงไปตรงมา ตามที่คุณอยากให้ลูกทำ แม้บางครั้งลูกฝึกได้ผลแล้ว ก็ยังอาจหวนกลับไปใช้นิสัยเดิมที่เคยทำมาก่อนก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาได้รับความกดดันหรือมีความเครียดบางอย่างในใจ

สาเหตุที่เขาหวนกลับไปใช้นิสัยเดิม เท่าที่พบบ่อยที่สุดเห็นจะได้แก่ เมื่อคุณมีน้องคนใหม่ หลังจากที่เขาใช้ส้วมเป็นได้ไม่นานนัก เขาจะรู้สึกอยากเป็นทารกเหมือนเดิมอีกครั้ง

เมื่อเขาเห็นน้องคนใหม่ได้รับการเอาใจใส่มากมาย  เขาก็อาจเรียกร้องความสนใจด้วยการขับถ่ายให้เลอะเทอะเหมือนน้อง พ่อแม่จึงต้องปวดหัวกับการต้องทำความสะอาดกับของเสียของลูกสองคนในเวลาเดียวกัน  เรื่องนี้อย่าไปโทษเด็ก คุณต้องใจเย็นๆ และค่อยๆ ฝึกฝนลูกใหม่ ปกติแล้ว เด็กอายุสองขวบมักมองโลกในแง่ร้ายและดื้อรั้นเป็นครั้งคราว คุณต้องใช้ความอดทนให้มากสักหน่อย

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าคุณฝึกลูกให้รู้จักใช้ส้วมในขณะที่เขายังเล็กเกินไป และใช้วิธีบังคับอย่างเข้มงวดจริงจังขนาดหนัก ลูกอาจรู้สึกไปว่า ความสะอาดเรียบร้อย ความเป็นระเบียบ เป็นสิ่งที่จะทำให้พ่อแม่รักเขาได้มากที่สุด ยิ่งคุณแสดงทีท่าว่าพอใจด้วย ลูกก็ยิ่งจะคิดว่าความสะอาดเรียบร้อยมีค่าเท่ากับการยอมรับและความรักจากพ่อแม่

ทั้งที่ความจริงไม่เป็นถึงขนาดนั้น และเด็กจะผิดหวังเมื่อพ่อแม่ไม่ได้แสดงความพอใจกับเขาในเรื่องนี้

บางครั้ง เด็กอาจกลัวส้วมชักโครก ไม่กล้านั่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เด็กเล็กๆ อาจจะกลัวว่าตัวเองอาจถูกดูดลงไปในโถส้วมด้วยจริง ๆก็ได้ คุณต้องเข้าใจและไม่ควรดึงชักโครกในขณะที่เขานั่งอยู่  รอให้เขาถ่ายเสร็จและลุกขึ้นมาแล้วหรือไม่ก็ปล่อยให้เขารู้จักดึงชักโครกเอง เด็กจะรู้สึกสนุกด้วยซ้ำเมื่อได้ทำอะไรด้วยตัวเอง

เด็กอายุสองสามขวบเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นไปหมด เมื่อเขาลอง จับ ของเสียที่เขาถ่ายออกมา เพื่อทดลองดูว่ามันจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะเขามองว่ามันเป็น ผลผลิตของเขาเอง  ไม่เห็นจะน่ารังเกียจหรือเลวร้ายตรงไหน จึงอยากสำรวจดู เมื่อความอยากรู้อยากเห็นได้รับการตอบสนอง การสำรวจก็จะพลอยยุติลงไปด้วย

แต่ถ้าคุณดุด่าลูก หรือห้ามไม่ให้เล่นสิ่งที่เขาถ่ายออกมาตั้งแต่แรก  เขาก็จะสับสนและพลอยรังเกียจการขับถ่ายของตัวเองไปด้วย หรือไม่ก็ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เลยเล่นให้เลอะเทอะมากขึ้นไปอีก คุณจะได้หัวเสีย หนักเข้าไปใหญ่

ปกติแล้ว เด็กจะเลิกเล่นของเสียได้เอง เพราะเขามองว่า ไม่เห็นสนุกตรงไหน

การที่คุณแสดงความรังเกียจ ผลผลิตของเขา หาว่าสกปรกนั้น  อาจทำให้เขาเชื่อว่าบริเวณอวัยวะเพศของเขานั้น เป็นสิ่งที่สกปรก น่ารังเกียจและอาจปิดกั้นพัฒนาการทางเพศตามปกติของเขาได้ด้วย

แต่ถ้าคุณสนับสนุนลูกมากเกินไป เด็กก็อาจพะวงอยู่กับของเสียของตัวเองจนเลยเถิดได้เหมือนกัน  เรื่องนี้คุณต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังพอสมควร

ให้ลูกของคุณเป็นเด็ก ขี้เล่น อย่างเดียวก็พอ อย่าถึงกับสลับคำสองคำนี้เลย

การเล่นคือการเรียนรู้ที่สำคัญของเด็ก

การเรียนรู้ของเด็กที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การเล่น ยิ่งเด็กมีโอกาสเล่นมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสรู้จักโลกมากขึ้นเท่านั้น  หากพยายามยัดเยียดให้เด็กเคร่งเครียดอยู่แต่กับการเรียนหนังสืออย่างเดียว ไม่ให้เขาได้เล่นนั้น เด็กย่อมมีสติปัญญาที่ไม่พัฒนาแน่

การเล่นคือส่วนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการเรียนรู้ของเด็ก

เมื่อเด็กเริ่มเคลื่อนไหว สามารถใช้กล้ามเนื้อของเขาได้แล้ว การเล่นจะช่วยให้เขามีโอกาสฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและสมองจินตนาการไปด้วย

การเล่น ก็คือ การทำงานของเด็กนั่นเอง

นับแต่แรกเกิด วัตถุที่อยู่รอบๆ ตัวของเล่นต่างๆ ที่เขาเห็น เป็นแรงจูงใจให้เขาอยากใช้กล้ามเนื้อและสมองมากขึ้น

ในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้นเร้ามากมาย เด็กทารกจะสามารถรับรู้และตอบสนองได้ดีและจะมีแรงจูงใจมากขึ้นเพื่อค้นให้พบว่าสิ่งต่างๆ ที่เห็นนั้นเป็นอย่างไร การที่จับต้องวัตถุนั้นๆ จะมีผลอย่างไร เขาจะลองผลัก ดึง ดัน เปิด ปิด เอาเข้า เอาออก ก่อขึ้นมาแล้วพังทลายลงไป เหล่านี้เป็นต้น

ในระยะต้นๆ ของวัยเด็กเล็ก เด็กจะสนุกกับการเล่น ขอให้ได้เล่นเท่านั้น แต่ต่อมาการเล่นจะมีเป้าหมายมากขึ้น เด็กจะมองหาเหตุและผลที่ตามมา เขาจะพยายามค้นหาให้ได้ว่า อะไรทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และเกิดอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ผลที่เกิดขึ้นขั้นสุดท้ายเป็นอย่างไร เขาสนุกกับการท้าทายที่ช่วยกระตุ้นให้เขาทำอะไรบางอย่างได้สำเร็จ  สนุกกับการแก้ปัญหา ฯลฯ เหล่านี้จะช่วยให้เขามีนิสัยเป็นนักแก้ปัญหาที่ดี ทำงานได้ถูกต้องในอนาคต ปฏิกิริยาจากผู้ใหญ่ที่เขารู้จักอย่างเช่น พ่อแม่ หรือครู ก็เป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะทำให้เขาอยากเรียนรู้มากขึ้นไปอีก เป็นการปูพื้นฐานให้พร้อมสำหรับการตั้งใจเรียนในโรงเรียนต่อไป

เด็กจำเป็นต้องมีของเล่นที่สามารถจับต้อง หรือทดลองได้ ในรูปแบบต่างๆ แต่ของเล่นเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงอย่างที่ขายทั่วไป ของใช้ในบ้านที่มีอยู่ก็เอามาใช้ได้ ทารกและเด็กเล็กชอบเล่นกับของจริงด้วยซ้ำ เช่น พวงกุญแจ ไฟฉาย หม้อ กระทะ ช้อน ถุงกระดาษ หมวก ฯลฯ ยิ่งถ้าเป็นของพ่อแม่ด้วยแล้ว เขายิ่งชอบใจใหญ่

เนื่องจากการเล่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก ของเล่นต่างๆ ทั้งที่เป็นของจริงหรือของเล่นที่ซื้อมา  จึงมีความสำคัญพอๆ กับอาหารและเสื้อผ้า เมื่อเป็นเช่นนี้ เราไม่ควรใช้ของเล่นเป็นเครื่องมือในการอบรมบ่มนิสัย หรือเป็นรางวัลโทษเด็ก เพราะเด็กจะรู้สึกเบื่อเมื่อไม่มีอะไรจะเล่น และการไม่มีอะไรจะเล่นนี้ มีผลปิดกั้นการเรียนรู้ของเขาได้

นอกจากการเล่นจะทำให้เด็กหายเบื่อ เซ็ง และเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้แล้ว ยังสอนให้เขารู้ด้วยว่า การกระทำของเขามีผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร เพราะเหตุใดเขาจึงต้องมีความอดกลั้นบ้าง อย่างเช่น ตอนแรกเด็กเล็กๆ ไม่รู้หรอกว่าเด็กคนอื่นก็เป็น คนเหมือนเขา  อาจจะคิดไปก้ได้ว่าเด็กอื่นๆ นั้นเป็นสิ่งของวัตถุ ซึ่งบางครั้งก็ให้ความสะดวกสบายดี บางครั้งก็น่ารำคาญชอบให้หัวเสีย แล้วในที่สุดเขาก็ได้รู้ความจริงว่าเด็กพวกนั้นก็เป็นคนเหมือนเขา  เพราะรู้สึกเจ็บเมื่อถูกตี(เด็กพวกนั้นร้องไห้) และอาจจะตีตอบกลับมาก็ได้ (เพราะฉะนั้นเขาไม่ควรไปยั่วโทสะเด็กพวกนั้น)