หลีกเลี่ยงการดูแคลนลูก เพราะคำพูดของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์เสมอ

คำพูดของพ่อแม่มักศักดิ์สิทธิ์เสมอ เป็นความเชื่อที่เป็นจริงได้ เพราะพ่อแม่ดูแคลนลูก หรือดูถูกลูกในเรื่องที่เค้าทำไม่ได้ ก็มักจะมีแนวโน้มว่าลูกไม่สามารถทำในเรื่องนั้น ๆ ได้อีกต่อไป เพราะลูกจะเชื่อว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดเป็นเรื่องที่ถูก ดังนั้นพ่อแม่ไม่ควรจะดูแคลนลูก แต่ควรจะให้กำลังใจลูกในเรื่องที่เค้าไม่สามารถทำได้ ให้ทำได้ดีมากขึ้นในครั้งต่อไป

การพูดดูถูกดูแคลนลูก เป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยง

 

child
ไม่มีอะไรจะเลวร้ายสำหรับเด็กมากไปกว่าการที่พ่อแม่ดูหมิ่นดูแคลนเขา
“แกน่ะไม่มีวันทำอะไรถูกหรอก” คุณพ่อของโจกล่าว
“เราน่ะอย่าไปว่าน้องเลย เราน่ะไม่รู้อะไรหรอก” คุณแม่ของแพ็ทพูด
“ตัวตน” (อัตตา) เป็นสิ่งเปราะบางโดยเฉพาะ “ตัวตน” ของเด็กซึ่งมักจะผูกพันอย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่พ่อแม่พูดและทำ เมื่อพ่อแม่ดูแคลนลูกก็เท่ากับดูแคลน “ตัวตน” ของลูกด้วย
และอะไรคือ “ตัวตน” ส่วนสำคัญของ “ตัวตน” คือภาพของตนเองหรือภาพที่มองตนเอง
เมื่อพ่อแม่ดูแคลนเขา เด็กจะเกิดปฏิกิริยา ๒ ประการซึ่งล้วนแต่เป็นไปในทางทำลาย กล่าวคือ

ประการแรก เด็กที่มี “ตัวตน” สูงจะไม่ยอมเชื่อพ่อแม่ ซึ่งเป็นผลให้ช่องว่างระหว่างพ่อแม่กับลูกกว้างออกไป หรือ

ประการที่สอง สำหรับเด็กที่เชื่อพ่อแม่ เขาย่อมเชื่อในสิ่งที่พ่อแม่ดูแคลนเขา ซึ่งเท่ากับปฏิเสธความภาคภูมิใจในตนเองไปนั่นเอง
อย่าดูแคลนลูก จงยอมรับเชิดชูเขาขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยเชิดชูความภาคภูมิใจในตนเองของลูกด้วย
เริ่มจากสังเกตข้อดีต่างๆ ในตัวลูก แสดงความเห็นกับเขา ชมเชยเขาในสิ่งที่เขาทำได้ดีได้ถูกต้อง
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามอย่าดูแคลนในสิ่งที่เขาทำ เมื่อใดที่คุณดูแคลนสิ่งที่ผู้ใดทำในชีวิตของเขาก็เท่ากับว่าคุณกำลังดูแคลนความภาคภูมิใจในตนเองของเขาด้วย
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

การให้รางวัลลูก ให้อย่างไรให้ลูกอยากทำดี

พ่อแม่หลายคนกลัวการให้รางวัลกับลูก เพราะกลัวว่าลูกจะติดกับของรางวัลในการทำดีต่าง ๆ แต่การให้รางวัลของพ่อแม่นั้น เป็นการแสดงให้ลูกได้เห็นว่า พ่อแม่พอใจ และภูมิใจในตัวเค้ามากแค่ไหน ดังนั้นอย่าลังเลที่จะให้รางวัลแก่ลูก ๆ เลยค่ะ

วิธีการให้รางวัลแก่ลูก

 

Girls in wardrobe
สุนัขจะทราบดีว่ามันสัมพันธ์กับเจ้าของอย่างไร เมื่อมันได้รับการฝึกสิ่งใหม่ๆ เจ้าของก็จะมีวิธีการใหม่ ในการให้รางวัลด้วย เป็นต้นว่าเมื่อมันกำลังเรียนรู้วิธีกลิ้งตัวไปมา เจ้าของก็จะให้รางวัลทุกครั้งที่มันนอนลง และเมื่อหมุนตัวไปได้หนึ่งรอบก็จะได้รางวัลอีกครั้ง และเมื่อหมุนตัวไปมาจนครบรอบก็จะได้รับรางวัลชิ้นใหญ่
แน่นอนที่สุดเจ้าสุนัขนั้นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากเจ้าของขณะที่กำลังถูกฝึก สิ่งที่มันได้รับล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าพึงใจ เมื่อมันกลิ้งตัวไม่ได้ เจ้าของก็ไม่เคยตีก้นแล้วดุว่า “ไอ้โง่” เจ้าของมีแต่ใช้วิธีการที่น่าพึงใจทั้งสิ้น และเมื่อมันสามารถแสดงได้ครบถ้วนงดงาม เจ้าของก็จะตกรางวัลชิ้นใหญ่ในทันที
แน่ล่ะสำหรับเด็กแล้วย่อมละเอียดซับซ้อนมากกว่า ฉลาดกว่า และมีความสำคัญต่อเรามากกว่าสุนัข แต่พ่อแม่ก็สามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างจากการฝึกสุนัขดังกล่าวได้ หลักการสำคัญคือการให้รางวัลความดีในทันที
เด็กๆ เติบโตขึ้นด้วยความรักเอาใจใส่ และพวกเขามีความสุขที่จะทำให้พ่อแม่พอใจ แต่ยังมีเด็กอีกมากที่ไม่ทราบจะทำอย่างไรให้พ่อแม่พอใจได้ พวกเขารู้แต่วิธีการทำให้พ่อแม่หัวเสีย
ผลก็คือเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะเข้ากับโลกของพ่อแม่ได้ เขาทราบเพียงวิธีการที่ท่านไม่ชอบ แต่ไม่เคยรู้วิธีการที่ท่านถึงพอใจเลย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้จักฐานะของตนเองว่าอยู่ตรงไหน
เมื่อเราไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าได้กับบุคคลที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับเราแล้ว ย่อมหมายความว่าเกิดคำถามเกี่ยวกับคุณค่าของตัวเราขึ้นทันที ความสงสัยว่าตัวเรานี่จะมีอะไรดีไหมหนอจะวุ่นวายในจิตใจตลอดเวลา
คุณสามารถช่วยให้ลูกไม่ต้องสูญเสียความภาคภูมิใจในตนเองได้ด้วยการให้รางวัลในทันทีทุกครั้งที่เขาทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างดีและถูกต้อง ต้องระลึกไว้ว่ารางวัลนั้นต้องตอบแทนในทันที
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

มองข้อดีในสิ่งที่ลูกทำ เพื่อสร้างความภูมิใจในตัวเองให้กับลูก

ในบางครั้งลูกอาจจะทำอะไรผิดพลาด เราก็ควรมองหาสิ่งดี ๆ ที่เค้าได้ทำลงไปในข้อผิดพลาดนั้น เพื่อให้ลูกมีกำลังใจในการทำสิ่งดี ๆ ต่อไป พ่อแม่ที่ดีควรจะพูดในสิ่งดี ๆ กับลูก ไม่ใช่ดุด่าลูกเพียงอย่างเดียวเมื่อลูกผิดพลาดไป

มองสิ่งดี ๆ ในข้อผิดพลาดของลูก

child
เมลิซซ่าช่วยเก็บโต๊ะอาหาร ระหว่างนั้นแม่หนูทำเศษขนมปังหกเต็มพื้น ทำช้อนหล่นเข้าไปใต้ตู้เย็น และทำจานแตกหนึ่งใบ
คุณอาจจะมองว่าความช่วยเหลือของแม่หนูเมลิซซ่านี้ไม่ไหวเอาเสียเลย แต่สำหรับคุณแม่ของเธอซึ่งฉลาดพอทราบว่าไม่ควรจะดุว่าลูกในขณะที่เธอกำลังพยายามช่วยเหลือพ่อแม่ ไม่เช่นนั้นแล้วในครั้งต่อไปเธอจะไม่ยอมมาช่วยคุณอีกเลย
ทางออกที่ดีคือคุณแม่ควรมองหาข้อดีในสิ่งที่เมลิซซ่าได้ทำลงไป “เมลิซซ่า” คุณแม่พูดขึ้น “ลูกเช็ดโต๊ะได้สะอาดที่สุดเลยจ้ะ”
เมลิซซ่าก็จะสดชื่นขึ้นทันที “หนูขอโทษที่ทำข้าวของเสียหาย แต่หนูก็ทำได้ดีใช่ไหมคะ”
เด็กรู้ตัวดีเมื่อเขาทำความผิด ไม่มีความจำเป็นต้องไปตอกย้ำหรือสั่งสอนในเรื่องเหล่านั้น แต่สิ่งที่เขาไม่แน่ใจก็คือเมื่อเวลาที่เขาทำบางอย่างถูกต้อง เขาไม่แน่ใจว่าคุณพ่อคุณแม่จะมองเห็นความดีของเขาหรือไม่
ในการมองหาข้อดีในตัวเด็ก คุณกำลังช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับเขา คุณช่วยทำให้เขารู้สึกว่าตนเองนั้นมีค่า แม้ว่าเขาจะยังไม่สมบูรณ์ แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถทำบางสิ่งได้อย่างสมบูรณ์
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

สอนลูกในเรื่องศีลธรรมด้วย เพื่อให้รู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง

การสอนให้ลูกมีคุณธรรม จะช่วยส่งเสริมให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะได้ทำสิ่งดี ๆ ลงไป ดังนั้นการสอนเรื่องคุณธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเป็นตัวอย่าง และส่งเสริมลูกในเรื่องของคุณธรรม

เรื่องศีลธรรม ช่วยลูกเรื่องรู้จักคุณค่าของตัวเอง

 

child
ความเป็นผู้มีศีลธรรมอันดีช่วยให้มีความภาคภูมิใจในตนเองสูง ช่วยให้เราได้เข้าใจสถานะของตนเองในสังคมและความสัมพันธ์ต่อผู้อื่น  นอกจากนี้ยังเข้าใจถึงผลของการกระทำของเราที่มีต่อผู้อื่นซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับตนเองให้เข้ากับผู้อื่นได้ดี
เฮนรี่เก็บเงินได้ ๒๐ เหรียญ หน้าร้านขายของ พ่อหนูเอาไปให้เจ้าของร้านแล้วบอกว่า “ผมเอามาให้ลุงไว้เผื่อเจ้าของเขาจะตามมาเอาทีหลัง” การกระทำที่เต็มไปด้วยศีลธรรมอย่างง่ายๆ นี้จะทำให้เฮนรี่มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เขาจะรู้สึกว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีค่ายิ่ง
เจมส์ทำข้อสอบไม่ได้เพราะไม่ได้ดูหนังสือมา เขาคิดคำตอบไม่ออก ในที่สุดเขาก็ชะโงกไปลอกคำตอบจากเพื่อนหญิงข้างๆ เมื่อส่งกระดาษคำตอบให้ครูนั้น เขารู้ว่าจะต้องได้คะแนนดีแน่ๆ แต่เขาเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเองเลยในสิ่งที่เขาทำลงไป เขารู้สึกว่าในวันนี้ตนเองช่างเป็นคนด้อยค่าเสียเหลือเกิน
การสอนศีลธรรมง่ายๆ แก่ลูกจะช่วยให้ลูกพัฒนาความภาคภูมิใจในตนเอง เด็กที่มีศีลธรรมย่อมพึงพอใจในตนเองมากกว่าเด็กที่รู้สึกว่าตนนั้นไม่มีค่าใดๆ เลย
คุณจะสอนศีลธรรมให้แก่ลูกได้อย่างไร ในขั้นแรก คุณเองจะต้องมีศีลธรรมในชีวิตของคุณเองเสียก่อน ถ้าลูกสังเกตว่าคุณมีศีลธรรมอย่างสม่ำเสมอแล้วเขาย่อมเอียงเข้าหาคุณเอง
ถ้าคุณเป็นคนธรรมะธรรมโมสักหน่อย คุณจะรู้ว่าการพาเด็กไปวัดก็เป็นการสอนศีลธรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงควรหาโอกาสพาลูกไปวัดให้บ่อยครั้ง
ท้ายที่สุด คุณต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าศีลธรรมเป็นของมีค่าและสอนศีลธรรมโดยตรงแก่ลูกพร้อมทั้งช่วยเหลือให้ลูกได้มีศีลธรรมในการกระทำที่เป็นจริง เมื่อเขาเห็นชอบในศีลธรรมนั้นแล้ว
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

เรียนรู้พัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย เพื่อความเข้าใจที่ดีต่อกัน

child

การเข้าใจช่วงวัยของเด็ก จะทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเข้าใจลูกได้มากยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของเค้าได้มากขึ้นอีกด้วย ทั้งในเรื่องของความสามารถ และนิสัยใจคอ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย

เรียนรู้เด็กแต่ละช่วงวัย

child
วอเร็นและเอพริลเล่นด้วยกัน สักครู่วอเร็นก็ทุบเอพริลแล้วคว้าเอาตุ๊กตาของเธอเดินหนีไปขณะที่เอพริลร้องไห้จ้า
“ฉันต้องขอโทษจริงๆ” คุณแม่ของวอเร็นพูดกับคุณแม่ของเอพริล “วอเร็นกำลังเข้าสู่อีกวัยหนึ่ง”
ท่ามกลางพัฒนาการของเด็กจะมีช่วงวัยต่างๆ เราจะเข้าใจเด็กได้ดียิ่งขึ้นถ้าเข้าใจวัยต่างๆ ของเขาเหล่านี้ ถ้าเราเข้าใจว่าเด็กอยู่ในขั้นไหนของการพัฒนา เราย่อมเข้าใจว่าจะคาดหวังสิ่งใดจากเด็กในวัยนั้นๆ ได้บ้าง
การคาดหวังในตัวเด็กได้ถูกต้องเป็นทางหนึ่งในการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับเด็ก ถ้าพ่อแม่ตั้งความหวังไว้สูงเกินไป ลูกจะเกิดความรู้สึกไร้ความสามารถ ถ้าพ่อแม่หวังน้อยเกินไป ลูกจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ความรักเพียงพอ การตระหนักถึงช่วงวัยต่างๆ ในพัฒนาการของเด็กเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับเด็ก
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

พยายามรู้จักลูกของคุณให้มากที่สุด เพื่ออนาคตที่ดีของลูก

child

อาจจะดูตลกที่จะบอกให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักลูกของตัวเอง แต่การรู้จักในที่นี่คือ การเรียนรู้นิสัยเค้า มองลึกไปถึงจิตใจของเค้า เพื่อให้คุณสามารถเสริมสร้าง และสนับสนุนอนาคตของลูกให้ดีเท่าที่เค้าสามารถจะไปได้ ทั้งเพื่อความสุขของคุณเอง และของลูกอีกด้วย

การเรียนรู้ในตัวลูก เพื่ออนาคตที่ดีของลูก

 

child
ฟังดูก็เป็นเรื่องกระจ่างแจ้งอยู่เล้วเมื่อพูดว่า “พยายามรู้จักลูกของคุณ” อย่างไรก็ตามจำเป็นจะต้องมีข้อแนะนำในเรื่องนี้อยู่เนื่องจากพ่อแม่จำนวนมากไม่เคยเรียนรู้ว่าลูกของเขาเป็นอย่างไร บางทีอาจจะเป็นเพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำ เด็กๆ เปลี่ยนแปลงทุกๆ เดือน จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะติดตามอยู่ตลอดเวลาว่าลูกของคุณเป็นอย่างไรบ้างในแต่ละช่วงวัย
การรู้จักลูกของคุณเองเป็นเรื่องสำคัญถ้าคุณปรารถนาที่จะสร้างความภาคภูมิใจในตนเองของลูก เมื่อคุณรู้จักลูกของคุณดีแล้วนั่นแหละ คุณจึงจะทราบว่าจะตั้งความหวังในตัวเขาได้อย่างไร และเด็กจะมีความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองเมื่อเขาสามารถทำให้คุณสมความคาดหวังในตัวเขาได้
มีหลายต่อหลายวิธีที่จะรู้จักลูกของคุณเอง แต่วิธีที่สำคัญที่สุดคือ “การฟัง” และ “การเฝ้าสังเกต”
การฟัง เมื่อลูกมีเรื่องที่อยากจะคุยด้วย ให้เวลาในการฟังลูกให้มาก ถ้าคุณไม่อาจฟังเขาได้ในเวลานั้นจริงๆ ก็ให้บอกไปตรงๆ และนัดหมายทีหลัง เมื่อคุณกำลังฟังลูกพูดนั้นให้ฟังทุกคำและพยายามอ่านนัยที่ซ่อนอยู่ในข้อความเหล่านั้น พยายามถามตัวเองว่า “จริงๆ แล้วลูกตั้งใจจะบอกอะไรแก่เรา” “จริงๆ แล้วลูกต้องการให้เรารู้อะไร” “ลูกรู้สึกอย่างไรในขณะนี้” “เขาอยากจะรู้สึกอย่างไร”
การเฝ้าสังเกต ควรเป็นไปทั้งวัน แน่ล่ะคุณคงจะมีกิจกรรมหรือของที่เหมาะสมให้ลูกเล่น แต่จงใช้เวลาเฝ้าสังเกตเขาบ้างเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น เป็นต้นว่า ลูกเป็นอย่างไรเวลาทานข้าวหรือเวลานอนกลางวัน ลูกทำอย่างไรเวลาเล่นกับเด็กอื่นหรือเล่นคนเดียว ลูกแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้ดีหรือไม่ ลูกแก้ปัญหาเวลาอับจนได้อย่างไร
เมื่อคุณเรียนรู้เกี่ยวกับลูกได้มากแล้วคุณย่อมตั้งความหวังที่ถูกต้องเหมาะสำหรับเขาได้ และความหวังที่สอดคล้องนั้นทำให้ลูกสามารถสร้างสมประสบการณ์ที่เป็นผลสำเร็จในชีวิตเขามากขึ้นๆ ทุกวันอันเป็นบรรทัดฐานไปสู่ความภาคภูมิใจในตนเอง
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

การปล่อยให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างสร้างสรรค์ และมีพรสวรรค์

child

การสนับสนุนจากพ่อแม่ มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างพรสวรรค์ของลูกให้ดีมากยิ่งขึ้น พรสวรรค์ไม่จำเป็นต้องเป็นการร้องเพลงอย่างเดียว อาจจะเป็นพรสวรรค์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกใบนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรจะยินดีไปกับเค้าด้วย เมื่อเค้าเริ่มทำอะไรที่พิเศษ อย่าปิดกั้น และควรส่งเสริม

สร้างพรสวรรค์ให้ลูก ทำได้ด้วยมือของพ่อแม่

 

child
ทุกๆ คนมีพรสวรรค์แห่งการสร้างสรรค์แทรกอยู่ในตัวเอง คุณลองสังเกตรูปวาดของลูกจะพบว่าแสดงออกซึ่งความเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติราวกับงานปิคาสโซ่ทีเดียว ในบางครั้งแฝงด้วยความเร้าใจ นี่ไม่ใช่เนื่องจากปิคาสโซ่ไม่ได้เก่งจริง แต่เนื่องจากลูกของคุณมีพรสวรรค์แต่กำเนิด
บางทีพรสวรรค์ของลูกอาจจะไม่ใช่เรื่องวาดรูป แต่เป็นเรื่องการใช้ถ้อยคำในการเขียนหรือพูด หรือการต่อรูป หรือการเคลื่อนไหวร่างกาย
ไม่ว่าพรสวรรค์แห่งการสร้างสรรค์ในตัวลูกจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณสนับสนุนส่งเสริม คุณย่อมช่วยสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูก การสร้างสรรค์เป็นขอบเขตที่ลูกของคุณจะต้องรับผิดชอบเอง คุณเพียงแต่คอยสนับสนุนและตื่นเต้นยินดีไปกับเขาเท่านั้น เมื่อลูกสร้างสรรค์ เป็นต้นว่า วาดภาพที่ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ และคุณสนับสนุนเขา ก็เท่ากับว่าคุณกำลังบอกกับลูกว่าเขาเป็นบุคคลที่มีค่ายิ่ง
การสร้างสรรค์เป็นเรื่องสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความภาคภูมิใจในตนเอง การสนับสนุนการสร้างสรรค์ในตัวลูกจึงเท่ากับช่วยให้ลูกเกิดความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ถ้าคุณเยาะเย้ย เห็นขัน หรือเมินเฉยกับการสร้างสรรค์ของลูก คุณทำให้เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับ
คุณจะเชิดชูการสร้างสรรค์ของลูกได้อย่างไร
๑. ให้ความสนใจในสิ่งที่ลูกทำ ถามถึงกิจกรรมที่ลูกเลือกทำและตั้งใจฟังเขา
๒. แสดงความตื่นเต้นกับกิจกรรมที่ไม่ได้มีการตระเตรียมมาก่อนมากเท่ากับกิจกรรมที่วางแผนไว้แล้ว ลูกของคุณอาจจะแสดงการสร้างสรรค์ในการเล่นกะบะทรายที่เตรียมไว้แล้วได้ดีเท่ากับการเล่นขีดเขียนรูป ๓ มิติ ที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อนเลย
๓. สังเกตสิ่งที่ลูกของคุณจะแสดงออกซึ่งการสร้างสรรค์ตามธรรมชาติ เป็นต้นว่าถ้าเขามีการเคลื่อนไหวร่างกายที่คล่องแคล่ว เขาอาจจะมีการสร้างสรรค์ในเรื่องของกีฬาหรือเต้นรำ คุณควรจะส่งเสริมให้เขาได้มีส่วนร่วมหรือเข้าขั้นเรียนในด้านนั้นๆ
๔. บางครั้งเด็กแสดงออกซึ่งการสร้างสรรค์ในตัวเขาอย่างง่ายๆ โดยการพยายามเข้าใจชีวิต เขาอาจจะตั้งคำถามเป็นชุดโดยเฉพาะในเรื่องที่เขาสงสัยอย่างหน้าดำคร่ำเครียด คุณควรมีความอดทนและตอบคำถามของเขา
๕. ประการสุดท้าย จงพยายามกระตุ้นให้เด็กได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ มากกว่าเอาแต่เฝ้าอยู่หน้าโทรทัศน์ แม้ว่าโทรทัศน์จะมีข้อดีมากมายแต่โทรทัศน์อาจจะบั่นทอนการสร้างสรรค์ของลูกได้ และถ้าลูกไม่แสดงออกอย่างสร้างสรรค์แล้ว คุณกำลังสูญเสียโอกาสที่จะสร้างภาพที่ดีของตนเองให้กับลูก
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

วิธีการสนับสนุนจินตนาการของลูก

child

อย่างที่อัลเบิร์ต ไอส์ไตน์ได้กล่าวไว้ว่า จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้ การที่เต็มได้นึกฝันจินตนาการสิ่งต่าง ๆ จะช่วยพัฒนาสมองของเด็กให้ดีมากยิ่งขึ้น เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรกระทำ ไม่ใช่ห้ามปราม มาเรียนรู้เทคนิควิธีการเสริมสร้างจินตนาการของลูกกันค่ะ

การเสริมสร้าง และสนับสนุนจินตนาการของลูก

child

“คุณแม่ครับ ผมเห็นยักษ์ยืนอยู่ข้างนอก” ทิมพูด “มันตัวสูงกว่าบ้านเราอีก ฟันมันก็เป็นแบบฟันยักษ์ ผมคิดว่ามันจะกินผมแน่ ผมเลยวิ่งหนีไปซ่อน”
“เวลาผมโตขึ้นผมจะเป็นรอย โรเจอร์ส” จอห์นพูดขึ้น
“ผมจะขี่ม้าสีขาวตัวใหญ่แล้วก็สู้กับอินเดียนแดง”
คุณจะทำอย่างไรถ้าลูกของคุณพูดถึงสิ่งเหล่านี้ คุณจะห้ามปรามการใช้จินตนาการของลูกหรือไม่
เป็นต้นว่า
“ไม่มียักษ์แย็กอะไรหรอกน่ะ” แม่ของทิมตอบ “หยุดพูดเรื่องนี้เสียที”
“เราน่ะไม่มีทางเป็นรอย โรเจอร์สไปได้หรอก” พ่อของจอห์นตอบ “รอย โรเจอร์สน่ะมีคนเดียวในโลก นอกจากนี้พ่อไม่อยากให้ลูกพูดเรื่องสู้กับอินเดียนแดงอีก”
ทัศนะของเด็กเกี่ยวกับตนเองนั้นโอนเอียงไปข้างจินตนาการอยู่มาก ความคิดบ๊องๆ เกิดกับเด็กเช่นเดียวกับที่เกิดกับผู้ใหญ่ แต่ความแตกต่างอยู่ที่เขาขาดประสบการณ์ ภาพแห่งจินตนาการจึงเป็นจริงสำหรับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และเขาไม่ลังเลที่จะบอกกล่าวเล่าถึงจินตนาการที่แสนเฟื่องของเขา
เมื่อพ่อแม่มีแต่ “เงียบ” แทนคำตอบ ก็เสมือนบอกลูกเป็นนัยๆ ว่า จินตนาการของเขาไม่มีคุณค่า และเขาก็จะเริ่มรู้สึกว่าคุณกำลังต่อต้านเขาและคุณค่าในตัวเขา
เป็นการสมควรที่จะปล่อยให้จินตนาการของลูกเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป ซึ่งมันจะช่วยให้ลูกของคุณมีความกระตือรือร้น คุณอาจจะเสริมสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในตัวลูกคุณได้โดยมีอารมณ์เข้าร่วม และกระตุ้นให้เขาใช้จินตนาการต่อไป โดยการตอบว่า “โอ้โฮ ยักษ์หรือ ตัวมันสีอะไรล่ะ”
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

ยอมรับเมื่อคุณทำผิด ให้ลูกได้เรียนรู้ว่าคนเราทุกคนทำผิดได้

child

การเรียนรู้เรื่องการยอมเมื่อทำผิดของลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกได้เห็น เพราะไม่มีใครที่สามารถทำถูกได้ตลอดเวลา ดังนั้นการรู้จักรับผิดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เค้ารู้สึกเคารพตัวเองได้

ยอมรับเมื่อทำผิด สร้างเด็กที่มีภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง

child

ตอนเป็นเด็ก ผมเคยมีเพื่อนที่ทำถูกอยู่เสมอ นอกจากนี้คุณพ่อของเขาก็ยังถูกเสมอเช่นกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร  คุณพ่อของเขาถูกตลอดกาล
ดูเผินๆ อาจจะเข้าใจว่าเพื่อนคนนี้และพ่อของเขามีความภาคภูมิใจในตนเองสูง  แต่ความเป็นจริงแล้วนั้นตรงกันข้ามทั้งเด็กและพ่อต่างประสบปัญหามีปมด้อยและขาดความเชื่อมั่นด้วยเหตุนี้เขาจึงแสดงความเชื่อมั่นที่มากเกินไปเพื่อปกปิดความเป็นจริง
ถ้าเพื่อนคนนั้นได้เรียนรู้ว่าการทำความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา เขาคงสามารถสร้างความเคารพตนเองได้บนพื้นฐานที่มั่นคงกว่านี้  ปัญหาของเขาจึงสืบเนื่องจากเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือที่พอเพียงจากทางบ้าน
ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตน คุณกำลังเป็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องของลูก ทัศนะเช่นนั้นจะทำให้ลูกคุณเข้าใจชีวิตนี้อย่างไม่ถูกต้อง ลูกย่อมคิดว่าการทำผิดพลาดเป็นเรื่องเลวร้าย และเมื่อเขาทำความผิดครั้งใด เขาจะมีความรู้สึกว่าเขาเป็นคนไม่มีค่าทันที
คุณสามารถเสริมส่งความรู้สึกว่าตนเองมีค่าให้กับลูกได้ ถ้าคุณยอมรับเมื่อคุณทำผิดพลาด ซึ่งจะทำให้ลูกเห็นว่าการทำความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ยอมรับกันในชีวิตคนเรา และเมื่อเขาเกิดทำผิดขึ้นมา เขาก็จะไม่มีความรู้สึกหดหู่จนเกินไป
คุณไม่จำเป็นต้องแสดงตนเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความถูกต้องกับลูกของคุณ การแสดงว่าเป็นปุถุชนมีความผิดพลาดได้และยอมรับผิดเหล่านั้นเป็นการสอนให้ลูกรู้จักด้านที่สำคัญที่สุดของชีวิตคนเรา
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

เทคนิคการให้กำลังใจลูกเมื่อลูกเผชิญความล้มเหลว

child

ความล้มเหลวจะสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ดังนั้นเมื่อลูกล้มเหลว คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรซ้ำเติม แต่ควรจะให้กำลังใจแก่เค้า เพื่อให้เค้ามีความมั่นใจที่จะทำสิ่งนั้น ๆ ต่อไป

เมื่อลูกล้มเหลว คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไร

child
เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าความล้มเหลวและความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ผู้ที่ไม่เคยประสบกับความล้มเหลวหรือความผิดพลาดไม่มีวันเติบโตและเรียนรู้ซาบซึ้งในรสชาติของชัยชนะในชีวิตตนได้อย่างแท้จริง
ยินยอมให้ลูกมีความล้มเหลวได้ คุณย่อมสร้างเสริมความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูก วันหนึ่งลูกจะต้องประสบความล้มเหลวอย่างแน่นอนไม่ว่าคุณจะอยากให้เขาเป็นเช่นนั้นหรือไม่ แต่ขาจะเข้มแข็งพร้อมที่จะเผชิญกับมันหากคุณได้สอนให้เขารู้ว่าคุณจะสนับสนุนเขาตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเมื่อเขาได้รับชัยชนะหรือประสบความล้มเหลวก็ตาม
เป็นเรื่องง่ายที่คุณจะแสดงอาการสนับสนุนกับผู้ชนะ ทุกๆ คนล้วนชอบผู้ชนะทั้งสิ้น แต่ผู้แพ้ต่างหากที่ต้องการการสนับสนุน ลูกต้องการรู้ว่าคุณภูมิใจในตัวเขาเมื่อเขาทำได้ดีถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องการเห็นคุณยอมรับเขาเมื่อเขาล้มเหลวหรือผิดพลาด
เอลลี่เพิ่งหัดทำขนมเป็นครั้งแรก แม่หนูทำห้องครัวสกปรกไปหมด มิหนำซ้ำยังอบคุ้กกี้ไหม้เสียอีก
“ทำครัวสกปรกอย่างนี้แม่ทนไม่ได้หรอก” คุณแม่โมโห
“เอ้า จัดการเก็บกวาดให้สะอาดเดี๋ยวนี้นะ”
ลองดูอีกทีเถอะ ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทำไมคุณจึงทนไม่ได้ ความภาคภูมิใจในตนเองของลูกสำคัญกว่าความสกปรกใดๆ ที่เกิดจากความล้มเหลว
“ลูกทำคุ้กกี้เองใช่ไหมจ๊ะ” คุณแม่ถาม “ยอดจริงๆ ไหนให้แม่ชิมหน่อยซิ แข็งไปหน่อยนะ ลูกคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง แม่ว่ายอดไปเลยคราวหน้าลูกคงจะรู้สึกทำได้ง่ายขึ้น”
เอลลี่ทราบดีว่าความพยายามของเธอมิได้ประสบความสำเร็จ แต่คุณแม่ไม่จำเป็นต้องบอกเธอ สิ่งที่คุณแม่ได้สื่อสารกับเอลลี่คือ “แม่ยังรักหนู่อยู่แม้เมื่อหนูล้มเหลว แม่ยอมรับ แม้เมื่อหนูล้มเหลว หนูมีความสำคัญต่อแม่แม้เมื่อหนูล้มเหลว”
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่