การปล่อยให้ลูกเป็นตัวของเขาเอง

บางครั้งคุณพ่อคุณแม่คาดหวังในตัวลูกมากเกินไป เพราะต้องการให้ลูกทำในสิ่งที่ตัวพ่อแม่เองทำไม่ได้ในอดีต เพื่อเติมเต็มความต้องการของพ่อแม่เอง ซึ่งทำให้ลูกต้องแบกรับความคาดหวังที่สูงมาก ๆ ของพ่อแม่เอาไว้จนเค้าไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ สิ่งนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงนะคะ เพราะลูกก็มีชีวิตของเค้าเอง คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ให้ชีวิต ไม่ใช่เจ้าของชีวิตนะคะ

ให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง อย่าไปคาดหวังในสิ่งที่เราทำไม่ได้ แล้วเค้าต้องทำได้

 

child

“พ่อไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลูกไม่ได้รับเลือกเข้าทีม” คุณพ่อปรารภ “ลูกตัวโตออก เล่นก็ดี แข็งแรงด้วย พ่อว่าพ่อไปคุยกับโค้ชของลูกดีกว่า”
คุณเข้าใจได้ว่าคุณพ่อคนนี้กำลังผิดหวัง แต่คุณอาจจะไม่สู้เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อถึงผิดหวังนักหนามากกว่าที่ควรจะเป็น ปัญหานี้ลึกซึ้งเกินกว่าเรื่องที่ว่าลูกชายไม่ได้ถูกคัดเลือกเข้าทีมฟุตบอล กล่าวคือตัวคุณพ่อเองต่างหากที่อยากเข้าทีมฟุตบอล แต่ไม่สามารถทำได้ “แต่อย่างน้อยลูกแนก็ต้องเข้าได้” นี่คือคำปลอบใจตนเองของคุณพ่อ
แต่บัดนี้ลูกชายของเขาไม่สามารถเข้าได้เสียแล้ว
คุณพ่อประสบกับการขาดความภาคภูมิใจในตนเองมาแล้ว เขามีความรู้สึกว่ามีช่องว่างมหึมาในชีวิตของเขา แต่ลูกอาจเป็นผู้ที่จะปกปิดหรืออุดช่องว่างนี้ได้ ซึ่งจะทำให้คุณพ่อรู้สึกดีขึ้น
แต่แล้วตัวลูกล่ะ เขาก็มีชีวิตของเขาเอง เขาอาจจะไม่เหมาะกับเป้าที่คุณพ่อวางไว้ให้ก็ได้
ดังนั้นอย่าพยายามใช้ลูกเป็นเครื่องมืออุดช่องว่างในชีวิตของคุณ อย่าใช้ลูกเป็นสิ่งชดเชยกับความภาคภูมิในตนเองที่คุณขาดไป ปล่อยให้ลูกเป็นตัวของเขาเอง
เรื่องนี้บางครั้งเป็นเรื่องยากมากสำหรับพ่อแม่ซึ่งคิดว่าตนเองไม่ใช่บุคค
ที่มีคุณค่าอะไรนัก
ถ้าพ่อแม่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ ลูกย่อมต้องมีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำเช่นกัน
พ่อแม่ที่รู้สึกว่าตนอยู่ในวงวัฏจักรของความไม่มีอะไรดีเลยควรจะพยายามสร้างภาพของตนเองขึ้นมาโดยการพยายามมองหาด้านดีในตัวเอง ซึ่งในที่สุดแล้วเขาไม่จำเป็นต้องอาศัยลูกเป็นสิ่งชดเชยอีกต่อไปและมีแต่พ่อแม่จะเป็นฝ่ายให้ในสิ่งที่ลูกขาด
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

ชื่ออะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงการประทับตราที่ไม่ดีกับลูก

คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะเผลอที่คำอื่น ๆ ที่แทนชื่อลูกตัวเอง บางคนเรียกว่า ลูกรัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่พ่อแม่บางคนที่เรียกชื่อลูกด้วยคำไม่ดีต่าง ๆ ซึ่งจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกแย่กับตัวเอง แม้จะเรียกเพื่อความสนุก แต่มันคือความทุกข์ของลูกนะคะ

การเรียกชื่อที่ควรหลีกเลี่ยงกับลูก

 

child
คุณอาจจะเรียกลูกว่า ลูกรัก หวานใจของแม่ คนเก่ง คนดี หรืออะไรอีกก็แล้วแต่ที่สะท้อนแต่ด้านดีที่คุณพึงคิดได้ แต่อย่าเรียกลูกโดยใช้ป้ายประทับตราที่ไม่ดีกับลูกเป็นอันขาด
ป้ายประทับตราที่สะท้องด้านไม่ดีจะเป็นการลดความภาคภูมิใจในตัวลูก และบ่อยครั้งลูกมักจะคล้อยไปตามที่พ่อแม่ขยันขนานนามตัวเขา
การขนานนามหรือประทับตราลูกจึงอาจเป็นการทำนายลักษณะของลูกไว้เลยก็ได้ เป็นต้นว่าถ้าคุณมักจะเรียกลูกว่า “เจ้าทึ่ม” บ่อยเข้าๆ ในไม่ช้าลูกก็จะเชื่อว่าเขาเป็นอย่างนั้นจริง และเขาก็จะเริ่มประพฤติตัวเป็น “เจ้าทึ่ม”
จงหลีกเลี่ยงตราประทับเหล่านี้
หลังยาว
อุ้ยอ้าย
หัวทึบ
งั่ง
วายร้าย
จอมยุ่ง
ปัญญาอ่อน
ไอ้ควาย
ไอ้เหม็น
เจ้าอ้วน
ขี้แย
ไอ้ตัวสกปรก
ทะลึ่ง
ตอแหล
หัวโต
กะเทย
ดัดจริต
แก่แดด
ไอ้ทึ่ม
ซุ่มซ่าม
ตัวแสบ
ปากเสีย
ไอ้บี้
หูกาง
ไอ้หลอ
ยายโย่ง
อืดอาด
ยายตุ่ม
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

หลีกเลี่ยงการดูแคลนลูก เพราะคำพูดของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์เสมอ

คำพูดของพ่อแม่มักศักดิ์สิทธิ์เสมอ เป็นความเชื่อที่เป็นจริงได้ เพราะพ่อแม่ดูแคลนลูก หรือดูถูกลูกในเรื่องที่เค้าทำไม่ได้ ก็มักจะมีแนวโน้มว่าลูกไม่สามารถทำในเรื่องนั้น ๆ ได้อีกต่อไป เพราะลูกจะเชื่อว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดเป็นเรื่องที่ถูก ดังนั้นพ่อแม่ไม่ควรจะดูแคลนลูก แต่ควรจะให้กำลังใจลูกในเรื่องที่เค้าไม่สามารถทำได้ ให้ทำได้ดีมากขึ้นในครั้งต่อไป

การพูดดูถูกดูแคลนลูก เป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยง

 

child
ไม่มีอะไรจะเลวร้ายสำหรับเด็กมากไปกว่าการที่พ่อแม่ดูหมิ่นดูแคลนเขา
“แกน่ะไม่มีวันทำอะไรถูกหรอก” คุณพ่อของโจกล่าว
“เราน่ะอย่าไปว่าน้องเลย เราน่ะไม่รู้อะไรหรอก” คุณแม่ของแพ็ทพูด
“ตัวตน” (อัตตา) เป็นสิ่งเปราะบางโดยเฉพาะ “ตัวตน” ของเด็กซึ่งมักจะผูกพันอย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่พ่อแม่พูดและทำ เมื่อพ่อแม่ดูแคลนลูกก็เท่ากับดูแคลน “ตัวตน” ของลูกด้วย
และอะไรคือ “ตัวตน” ส่วนสำคัญของ “ตัวตน” คือภาพของตนเองหรือภาพที่มองตนเอง
เมื่อพ่อแม่ดูแคลนเขา เด็กจะเกิดปฏิกิริยา ๒ ประการซึ่งล้วนแต่เป็นไปในทางทำลาย กล่าวคือ

ประการแรก เด็กที่มี “ตัวตน” สูงจะไม่ยอมเชื่อพ่อแม่ ซึ่งเป็นผลให้ช่องว่างระหว่างพ่อแม่กับลูกกว้างออกไป หรือ

ประการที่สอง สำหรับเด็กที่เชื่อพ่อแม่ เขาย่อมเชื่อในสิ่งที่พ่อแม่ดูแคลนเขา ซึ่งเท่ากับปฏิเสธความภาคภูมิใจในตนเองไปนั่นเอง
อย่าดูแคลนลูก จงยอมรับเชิดชูเขาขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยเชิดชูความภาคภูมิใจในตนเองของลูกด้วย
เริ่มจากสังเกตข้อดีต่างๆ ในตัวลูก แสดงความเห็นกับเขา ชมเชยเขาในสิ่งที่เขาทำได้ดีได้ถูกต้อง
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามอย่าดูแคลนในสิ่งที่เขาทำ เมื่อใดที่คุณดูแคลนสิ่งที่ผู้ใดทำในชีวิตของเขาก็เท่ากับว่าคุณกำลังดูแคลนความภาคภูมิใจในตนเองของเขาด้วย
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

การให้รางวัลลูก ให้อย่างไรให้ลูกอยากทำดี

พ่อแม่หลายคนกลัวการให้รางวัลกับลูก เพราะกลัวว่าลูกจะติดกับของรางวัลในการทำดีต่าง ๆ แต่การให้รางวัลของพ่อแม่นั้น เป็นการแสดงให้ลูกได้เห็นว่า พ่อแม่พอใจ และภูมิใจในตัวเค้ามากแค่ไหน ดังนั้นอย่าลังเลที่จะให้รางวัลแก่ลูก ๆ เลยค่ะ

วิธีการให้รางวัลแก่ลูก

 

Girls in wardrobe
สุนัขจะทราบดีว่ามันสัมพันธ์กับเจ้าของอย่างไร เมื่อมันได้รับการฝึกสิ่งใหม่ๆ เจ้าของก็จะมีวิธีการใหม่ ในการให้รางวัลด้วย เป็นต้นว่าเมื่อมันกำลังเรียนรู้วิธีกลิ้งตัวไปมา เจ้าของก็จะให้รางวัลทุกครั้งที่มันนอนลง และเมื่อหมุนตัวไปได้หนึ่งรอบก็จะได้รางวัลอีกครั้ง และเมื่อหมุนตัวไปมาจนครบรอบก็จะได้รับรางวัลชิ้นใหญ่
แน่นอนที่สุดเจ้าสุนัขนั้นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากเจ้าของขณะที่กำลังถูกฝึก สิ่งที่มันได้รับล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าพึงใจ เมื่อมันกลิ้งตัวไม่ได้ เจ้าของก็ไม่เคยตีก้นแล้วดุว่า “ไอ้โง่” เจ้าของมีแต่ใช้วิธีการที่น่าพึงใจทั้งสิ้น และเมื่อมันสามารถแสดงได้ครบถ้วนงดงาม เจ้าของก็จะตกรางวัลชิ้นใหญ่ในทันที
แน่ล่ะสำหรับเด็กแล้วย่อมละเอียดซับซ้อนมากกว่า ฉลาดกว่า และมีความสำคัญต่อเรามากกว่าสุนัข แต่พ่อแม่ก็สามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างจากการฝึกสุนัขดังกล่าวได้ หลักการสำคัญคือการให้รางวัลความดีในทันที
เด็กๆ เติบโตขึ้นด้วยความรักเอาใจใส่ และพวกเขามีความสุขที่จะทำให้พ่อแม่พอใจ แต่ยังมีเด็กอีกมากที่ไม่ทราบจะทำอย่างไรให้พ่อแม่พอใจได้ พวกเขารู้แต่วิธีการทำให้พ่อแม่หัวเสีย
ผลก็คือเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะเข้ากับโลกของพ่อแม่ได้ เขาทราบเพียงวิธีการที่ท่านไม่ชอบ แต่ไม่เคยรู้วิธีการที่ท่านถึงพอใจเลย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้จักฐานะของตนเองว่าอยู่ตรงไหน
เมื่อเราไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าได้กับบุคคลที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับเราแล้ว ย่อมหมายความว่าเกิดคำถามเกี่ยวกับคุณค่าของตัวเราขึ้นทันที ความสงสัยว่าตัวเรานี่จะมีอะไรดีไหมหนอจะวุ่นวายในจิตใจตลอดเวลา
คุณสามารถช่วยให้ลูกไม่ต้องสูญเสียความภาคภูมิใจในตนเองได้ด้วยการให้รางวัลในทันทีทุกครั้งที่เขาทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างดีและถูกต้อง ต้องระลึกไว้ว่ารางวัลนั้นต้องตอบแทนในทันที
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

มองข้อดีในสิ่งที่ลูกทำ เพื่อสร้างความภูมิใจในตัวเองให้กับลูก

ในบางครั้งลูกอาจจะทำอะไรผิดพลาด เราก็ควรมองหาสิ่งดี ๆ ที่เค้าได้ทำลงไปในข้อผิดพลาดนั้น เพื่อให้ลูกมีกำลังใจในการทำสิ่งดี ๆ ต่อไป พ่อแม่ที่ดีควรจะพูดในสิ่งดี ๆ กับลูก ไม่ใช่ดุด่าลูกเพียงอย่างเดียวเมื่อลูกผิดพลาดไป

มองสิ่งดี ๆ ในข้อผิดพลาดของลูก

child
เมลิซซ่าช่วยเก็บโต๊ะอาหาร ระหว่างนั้นแม่หนูทำเศษขนมปังหกเต็มพื้น ทำช้อนหล่นเข้าไปใต้ตู้เย็น และทำจานแตกหนึ่งใบ
คุณอาจจะมองว่าความช่วยเหลือของแม่หนูเมลิซซ่านี้ไม่ไหวเอาเสียเลย แต่สำหรับคุณแม่ของเธอซึ่งฉลาดพอทราบว่าไม่ควรจะดุว่าลูกในขณะที่เธอกำลังพยายามช่วยเหลือพ่อแม่ ไม่เช่นนั้นแล้วในครั้งต่อไปเธอจะไม่ยอมมาช่วยคุณอีกเลย
ทางออกที่ดีคือคุณแม่ควรมองหาข้อดีในสิ่งที่เมลิซซ่าได้ทำลงไป “เมลิซซ่า” คุณแม่พูดขึ้น “ลูกเช็ดโต๊ะได้สะอาดที่สุดเลยจ้ะ”
เมลิซซ่าก็จะสดชื่นขึ้นทันที “หนูขอโทษที่ทำข้าวของเสียหาย แต่หนูก็ทำได้ดีใช่ไหมคะ”
เด็กรู้ตัวดีเมื่อเขาทำความผิด ไม่มีความจำเป็นต้องไปตอกย้ำหรือสั่งสอนในเรื่องเหล่านั้น แต่สิ่งที่เขาไม่แน่ใจก็คือเมื่อเวลาที่เขาทำบางอย่างถูกต้อง เขาไม่แน่ใจว่าคุณพ่อคุณแม่จะมองเห็นความดีของเขาหรือไม่
ในการมองหาข้อดีในตัวเด็ก คุณกำลังช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับเขา คุณช่วยทำให้เขารู้สึกว่าตนเองนั้นมีค่า แม้ว่าเขาจะยังไม่สมบูรณ์ แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถทำบางสิ่งได้อย่างสมบูรณ์
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

สอนลูกในเรื่องศีลธรรมด้วย เพื่อให้รู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง

การสอนให้ลูกมีคุณธรรม จะช่วยส่งเสริมให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะได้ทำสิ่งดี ๆ ลงไป ดังนั้นการสอนเรื่องคุณธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเป็นตัวอย่าง และส่งเสริมลูกในเรื่องของคุณธรรม

เรื่องศีลธรรม ช่วยลูกเรื่องรู้จักคุณค่าของตัวเอง

 

child
ความเป็นผู้มีศีลธรรมอันดีช่วยให้มีความภาคภูมิใจในตนเองสูง ช่วยให้เราได้เข้าใจสถานะของตนเองในสังคมและความสัมพันธ์ต่อผู้อื่น  นอกจากนี้ยังเข้าใจถึงผลของการกระทำของเราที่มีต่อผู้อื่นซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับตนเองให้เข้ากับผู้อื่นได้ดี
เฮนรี่เก็บเงินได้ ๒๐ เหรียญ หน้าร้านขายของ พ่อหนูเอาไปให้เจ้าของร้านแล้วบอกว่า “ผมเอามาให้ลุงไว้เผื่อเจ้าของเขาจะตามมาเอาทีหลัง” การกระทำที่เต็มไปด้วยศีลธรรมอย่างง่ายๆ นี้จะทำให้เฮนรี่มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เขาจะรู้สึกว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีค่ายิ่ง
เจมส์ทำข้อสอบไม่ได้เพราะไม่ได้ดูหนังสือมา เขาคิดคำตอบไม่ออก ในที่สุดเขาก็ชะโงกไปลอกคำตอบจากเพื่อนหญิงข้างๆ เมื่อส่งกระดาษคำตอบให้ครูนั้น เขารู้ว่าจะต้องได้คะแนนดีแน่ๆ แต่เขาเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเองเลยในสิ่งที่เขาทำลงไป เขารู้สึกว่าในวันนี้ตนเองช่างเป็นคนด้อยค่าเสียเหลือเกิน
การสอนศีลธรรมง่ายๆ แก่ลูกจะช่วยให้ลูกพัฒนาความภาคภูมิใจในตนเอง เด็กที่มีศีลธรรมย่อมพึงพอใจในตนเองมากกว่าเด็กที่รู้สึกว่าตนนั้นไม่มีค่าใดๆ เลย
คุณจะสอนศีลธรรมให้แก่ลูกได้อย่างไร ในขั้นแรก คุณเองจะต้องมีศีลธรรมในชีวิตของคุณเองเสียก่อน ถ้าลูกสังเกตว่าคุณมีศีลธรรมอย่างสม่ำเสมอแล้วเขาย่อมเอียงเข้าหาคุณเอง
ถ้าคุณเป็นคนธรรมะธรรมโมสักหน่อย คุณจะรู้ว่าการพาเด็กไปวัดก็เป็นการสอนศีลธรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงควรหาโอกาสพาลูกไปวัดให้บ่อยครั้ง
ท้ายที่สุด คุณต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าศีลธรรมเป็นของมีค่าและสอนศีลธรรมโดยตรงแก่ลูกพร้อมทั้งช่วยเหลือให้ลูกได้มีศีลธรรมในการกระทำที่เป็นจริง เมื่อเขาเห็นชอบในศีลธรรมนั้นแล้ว
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

เรียนรู้พัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย เพื่อความเข้าใจที่ดีต่อกัน

child

การเข้าใจช่วงวัยของเด็ก จะทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเข้าใจลูกได้มากยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของเค้าได้มากขึ้นอีกด้วย ทั้งในเรื่องของความสามารถ และนิสัยใจคอ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย

เรียนรู้เด็กแต่ละช่วงวัย

child
วอเร็นและเอพริลเล่นด้วยกัน สักครู่วอเร็นก็ทุบเอพริลแล้วคว้าเอาตุ๊กตาของเธอเดินหนีไปขณะที่เอพริลร้องไห้จ้า
“ฉันต้องขอโทษจริงๆ” คุณแม่ของวอเร็นพูดกับคุณแม่ของเอพริล “วอเร็นกำลังเข้าสู่อีกวัยหนึ่ง”
ท่ามกลางพัฒนาการของเด็กจะมีช่วงวัยต่างๆ เราจะเข้าใจเด็กได้ดียิ่งขึ้นถ้าเข้าใจวัยต่างๆ ของเขาเหล่านี้ ถ้าเราเข้าใจว่าเด็กอยู่ในขั้นไหนของการพัฒนา เราย่อมเข้าใจว่าจะคาดหวังสิ่งใดจากเด็กในวัยนั้นๆ ได้บ้าง
การคาดหวังในตัวเด็กได้ถูกต้องเป็นทางหนึ่งในการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับเด็ก ถ้าพ่อแม่ตั้งความหวังไว้สูงเกินไป ลูกจะเกิดความรู้สึกไร้ความสามารถ ถ้าพ่อแม่หวังน้อยเกินไป ลูกจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ความรักเพียงพอ การตระหนักถึงช่วงวัยต่างๆ ในพัฒนาการของเด็กเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับเด็ก
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

พยายามรู้จักลูกของคุณให้มากที่สุด เพื่ออนาคตที่ดีของลูก

child

อาจจะดูตลกที่จะบอกให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักลูกของตัวเอง แต่การรู้จักในที่นี่คือ การเรียนรู้นิสัยเค้า มองลึกไปถึงจิตใจของเค้า เพื่อให้คุณสามารถเสริมสร้าง และสนับสนุนอนาคตของลูกให้ดีเท่าที่เค้าสามารถจะไปได้ ทั้งเพื่อความสุขของคุณเอง และของลูกอีกด้วย

การเรียนรู้ในตัวลูก เพื่ออนาคตที่ดีของลูก

 

child
ฟังดูก็เป็นเรื่องกระจ่างแจ้งอยู่เล้วเมื่อพูดว่า “พยายามรู้จักลูกของคุณ” อย่างไรก็ตามจำเป็นจะต้องมีข้อแนะนำในเรื่องนี้อยู่เนื่องจากพ่อแม่จำนวนมากไม่เคยเรียนรู้ว่าลูกของเขาเป็นอย่างไร บางทีอาจจะเป็นเพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำ เด็กๆ เปลี่ยนแปลงทุกๆ เดือน จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะติดตามอยู่ตลอดเวลาว่าลูกของคุณเป็นอย่างไรบ้างในแต่ละช่วงวัย
การรู้จักลูกของคุณเองเป็นเรื่องสำคัญถ้าคุณปรารถนาที่จะสร้างความภาคภูมิใจในตนเองของลูก เมื่อคุณรู้จักลูกของคุณดีแล้วนั่นแหละ คุณจึงจะทราบว่าจะตั้งความหวังในตัวเขาได้อย่างไร และเด็กจะมีความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองเมื่อเขาสามารถทำให้คุณสมความคาดหวังในตัวเขาได้
มีหลายต่อหลายวิธีที่จะรู้จักลูกของคุณเอง แต่วิธีที่สำคัญที่สุดคือ “การฟัง” และ “การเฝ้าสังเกต”
การฟัง เมื่อลูกมีเรื่องที่อยากจะคุยด้วย ให้เวลาในการฟังลูกให้มาก ถ้าคุณไม่อาจฟังเขาได้ในเวลานั้นจริงๆ ก็ให้บอกไปตรงๆ และนัดหมายทีหลัง เมื่อคุณกำลังฟังลูกพูดนั้นให้ฟังทุกคำและพยายามอ่านนัยที่ซ่อนอยู่ในข้อความเหล่านั้น พยายามถามตัวเองว่า “จริงๆ แล้วลูกตั้งใจจะบอกอะไรแก่เรา” “จริงๆ แล้วลูกต้องการให้เรารู้อะไร” “ลูกรู้สึกอย่างไรในขณะนี้” “เขาอยากจะรู้สึกอย่างไร”
การเฝ้าสังเกต ควรเป็นไปทั้งวัน แน่ล่ะคุณคงจะมีกิจกรรมหรือของที่เหมาะสมให้ลูกเล่น แต่จงใช้เวลาเฝ้าสังเกตเขาบ้างเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น เป็นต้นว่า ลูกเป็นอย่างไรเวลาทานข้าวหรือเวลานอนกลางวัน ลูกทำอย่างไรเวลาเล่นกับเด็กอื่นหรือเล่นคนเดียว ลูกแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้ดีหรือไม่ ลูกแก้ปัญหาเวลาอับจนได้อย่างไร
เมื่อคุณเรียนรู้เกี่ยวกับลูกได้มากแล้วคุณย่อมตั้งความหวังที่ถูกต้องเหมาะสำหรับเขาได้ และความหวังที่สอดคล้องนั้นทำให้ลูกสามารถสร้างสมประสบการณ์ที่เป็นผลสำเร็จในชีวิตเขามากขึ้นๆ ทุกวันอันเป็นบรรทัดฐานไปสู่ความภาคภูมิใจในตนเอง
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

การปล่อยให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างสร้างสรรค์ และมีพรสวรรค์

child

การสนับสนุนจากพ่อแม่ มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างพรสวรรค์ของลูกให้ดีมากยิ่งขึ้น พรสวรรค์ไม่จำเป็นต้องเป็นการร้องเพลงอย่างเดียว อาจจะเป็นพรสวรรค์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกใบนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรจะยินดีไปกับเค้าด้วย เมื่อเค้าเริ่มทำอะไรที่พิเศษ อย่าปิดกั้น และควรส่งเสริม

สร้างพรสวรรค์ให้ลูก ทำได้ด้วยมือของพ่อแม่

 

child
ทุกๆ คนมีพรสวรรค์แห่งการสร้างสรรค์แทรกอยู่ในตัวเอง คุณลองสังเกตรูปวาดของลูกจะพบว่าแสดงออกซึ่งความเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติราวกับงานปิคาสโซ่ทีเดียว ในบางครั้งแฝงด้วยความเร้าใจ นี่ไม่ใช่เนื่องจากปิคาสโซ่ไม่ได้เก่งจริง แต่เนื่องจากลูกของคุณมีพรสวรรค์แต่กำเนิด
บางทีพรสวรรค์ของลูกอาจจะไม่ใช่เรื่องวาดรูป แต่เป็นเรื่องการใช้ถ้อยคำในการเขียนหรือพูด หรือการต่อรูป หรือการเคลื่อนไหวร่างกาย
ไม่ว่าพรสวรรค์แห่งการสร้างสรรค์ในตัวลูกจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณสนับสนุนส่งเสริม คุณย่อมช่วยสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูก การสร้างสรรค์เป็นขอบเขตที่ลูกของคุณจะต้องรับผิดชอบเอง คุณเพียงแต่คอยสนับสนุนและตื่นเต้นยินดีไปกับเขาเท่านั้น เมื่อลูกสร้างสรรค์ เป็นต้นว่า วาดภาพที่ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ และคุณสนับสนุนเขา ก็เท่ากับว่าคุณกำลังบอกกับลูกว่าเขาเป็นบุคคลที่มีค่ายิ่ง
การสร้างสรรค์เป็นเรื่องสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความภาคภูมิใจในตนเอง การสนับสนุนการสร้างสรรค์ในตัวลูกจึงเท่ากับช่วยให้ลูกเกิดความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ถ้าคุณเยาะเย้ย เห็นขัน หรือเมินเฉยกับการสร้างสรรค์ของลูก คุณทำให้เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับ
คุณจะเชิดชูการสร้างสรรค์ของลูกได้อย่างไร
๑. ให้ความสนใจในสิ่งที่ลูกทำ ถามถึงกิจกรรมที่ลูกเลือกทำและตั้งใจฟังเขา
๒. แสดงความตื่นเต้นกับกิจกรรมที่ไม่ได้มีการตระเตรียมมาก่อนมากเท่ากับกิจกรรมที่วางแผนไว้แล้ว ลูกของคุณอาจจะแสดงการสร้างสรรค์ในการเล่นกะบะทรายที่เตรียมไว้แล้วได้ดีเท่ากับการเล่นขีดเขียนรูป ๓ มิติ ที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อนเลย
๓. สังเกตสิ่งที่ลูกของคุณจะแสดงออกซึ่งการสร้างสรรค์ตามธรรมชาติ เป็นต้นว่าถ้าเขามีการเคลื่อนไหวร่างกายที่คล่องแคล่ว เขาอาจจะมีการสร้างสรรค์ในเรื่องของกีฬาหรือเต้นรำ คุณควรจะส่งเสริมให้เขาได้มีส่วนร่วมหรือเข้าขั้นเรียนในด้านนั้นๆ
๔. บางครั้งเด็กแสดงออกซึ่งการสร้างสรรค์ในตัวเขาอย่างง่ายๆ โดยการพยายามเข้าใจชีวิต เขาอาจจะตั้งคำถามเป็นชุดโดยเฉพาะในเรื่องที่เขาสงสัยอย่างหน้าดำคร่ำเครียด คุณควรมีความอดทนและตอบคำถามของเขา
๕. ประการสุดท้าย จงพยายามกระตุ้นให้เด็กได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ มากกว่าเอาแต่เฝ้าอยู่หน้าโทรทัศน์ แม้ว่าโทรทัศน์จะมีข้อดีมากมายแต่โทรทัศน์อาจจะบั่นทอนการสร้างสรรค์ของลูกได้ และถ้าลูกไม่แสดงออกอย่างสร้างสรรค์แล้ว คุณกำลังสูญเสียโอกาสที่จะสร้างภาพที่ดีของตนเองให้กับลูก
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่

วิธีการสนับสนุนจินตนาการของลูก

child

อย่างที่อัลเบิร์ต ไอส์ไตน์ได้กล่าวไว้ว่า จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้ การที่เต็มได้นึกฝันจินตนาการสิ่งต่าง ๆ จะช่วยพัฒนาสมองของเด็กให้ดีมากยิ่งขึ้น เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรกระทำ ไม่ใช่ห้ามปราม มาเรียนรู้เทคนิควิธีการเสริมสร้างจินตนาการของลูกกันค่ะ

การเสริมสร้าง และสนับสนุนจินตนาการของลูก

child

“คุณแม่ครับ ผมเห็นยักษ์ยืนอยู่ข้างนอก” ทิมพูด “มันตัวสูงกว่าบ้านเราอีก ฟันมันก็เป็นแบบฟันยักษ์ ผมคิดว่ามันจะกินผมแน่ ผมเลยวิ่งหนีไปซ่อน”
“เวลาผมโตขึ้นผมจะเป็นรอย โรเจอร์ส” จอห์นพูดขึ้น
“ผมจะขี่ม้าสีขาวตัวใหญ่แล้วก็สู้กับอินเดียนแดง”
คุณจะทำอย่างไรถ้าลูกของคุณพูดถึงสิ่งเหล่านี้ คุณจะห้ามปรามการใช้จินตนาการของลูกหรือไม่
เป็นต้นว่า
“ไม่มียักษ์แย็กอะไรหรอกน่ะ” แม่ของทิมตอบ “หยุดพูดเรื่องนี้เสียที”
“เราน่ะไม่มีทางเป็นรอย โรเจอร์สไปได้หรอก” พ่อของจอห์นตอบ “รอย โรเจอร์สน่ะมีคนเดียวในโลก นอกจากนี้พ่อไม่อยากให้ลูกพูดเรื่องสู้กับอินเดียนแดงอีก”
ทัศนะของเด็กเกี่ยวกับตนเองนั้นโอนเอียงไปข้างจินตนาการอยู่มาก ความคิดบ๊องๆ เกิดกับเด็กเช่นเดียวกับที่เกิดกับผู้ใหญ่ แต่ความแตกต่างอยู่ที่เขาขาดประสบการณ์ ภาพแห่งจินตนาการจึงเป็นจริงสำหรับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และเขาไม่ลังเลที่จะบอกกล่าวเล่าถึงจินตนาการที่แสนเฟื่องของเขา
เมื่อพ่อแม่มีแต่ “เงียบ” แทนคำตอบ ก็เสมือนบอกลูกเป็นนัยๆ ว่า จินตนาการของเขาไม่มีคุณค่า และเขาก็จะเริ่มรู้สึกว่าคุณกำลังต่อต้านเขาและคุณค่าในตัวเขา
เป็นการสมควรที่จะปล่อยให้จินตนาการของลูกเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป ซึ่งมันจะช่วยให้ลูกของคุณมีความกระตือรือร้น คุณอาจจะเสริมสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในตัวลูกคุณได้โดยมีอารมณ์เข้าร่วม และกระตุ้นให้เขาใช้จินตนาการต่อไป โดยการตอบว่า “โอ้โฮ ยักษ์หรือ ตัวมันสีอะไรล่ะ”
ที่มา:นายแพทย์ อัลวิน เอช. ไพรซ์ และ เจย์ เอ. แพร์รี่