โทรทัศน์กับการเล่นของเด็ก

author   January 28, 2013   Comments Off on โทรทัศน์กับการเล่นของเด็ก

เมื่อถามเด็กๆ ว่าชอบดูโทรทัศน์ไหม เด็กส่วนมากจะตอบว่าชอบ สมัยเริ่มแรกมีโทรทัศน์นั้นเครื่องรับโทรทัศน์เป็นที่ต้อนรับกันอย่างกว้างขวาง เพราะโทรทัศน์เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เมื่อมีผลิตผลใหม่ๆ คนก็มักจะตื่นเต้นพิศวงและชื่นชมกับสิ่งนั้น แต่ในปัจจุบันคนกลับไม่ไว้ใจโทรทัศน์เพราะต่างก็ได้เรียนรู้ว่าโทรทัทน์นั้นมิได้ให้แต่ความบันเทิงเท่านั้นทว่าโทรทัศน์เป็นครูผู้ทรงอิทธิพล ผู้ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารต่างๆ ถ่ายทอดทัศนคติและค่านิยมต่างๆ ออกมาสู่ผู้ชม จึงพากันสนใจต่อบทบาทของโทรทัศน์ที่มีต่อเด็ก และสาระของโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลต่อเด็กมากขึ้น

โทรทัศน์เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตภายในบ้านมากขึ้น อาจพอจะกล่าวได้ว่าโทรทัศน์ทำหน้าที่ ต่อไปนี้

1. เป็นพี่เลี้ยงแก้เหงาสำหรับเด็ก เพื่อผู้ใหญ่จะได้มีเวลาพักผ่อนหรือกระทำสิ่งอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่การดูแลเด็กในขณะนั้น

2. เป็นการศึกษาเสริมในส่วนที่เด็กน่าจะได้รับเพิ่มเติมจากการเรียนในโรงเรียน

3. เป็นการพยายามนำโรงเรียนมาสู่บ้านโดยการสอนความรู้และกิจกรรมต่างๆ ให้กับเด็ก

4. เป็นการลดช่องว่างระหว่างวัฒนธรรม

เมื่อโทรทัศน์เข้ามามีบทบาทในบ้าน การดูโทรทัศน์ก็ย่อมจะมีอิทธิพลต่อเด็กในการแสดงพฤติกรรมต่างๆ ทั้งทางดีและทางไม่ดี โทรทัศน์เป็นสิ่งเร้าที่ออกจะซับซ้อนสำหรับเด็กในหลายๆ ด้านเพราะเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์นั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เด็กต่างคนต่างก็สนใจเรื่องต่างกัน แม้ว่าจะดูรายการเดียวกันอยู่ก็ตามเด็กแต่ละคนอาจจะสนใจพิเศษในจุดที่ต่างกัน การดูโทรทัศน์มีผลอย่างไรต่อเด็กนั้น เราน่าจะพิจารณาถึงด้านต่างๆ คือ ด้านแรก ความสามารถทาง ความเข้าใจและความตั้งใจของเด็กเมื่อดูโทรทัศน์ ด้านที่สอง คือ รายการโทรทัศน์ที่เนื้อเรื่องประกอบด้วยความก้าวร้าวมีผลอย่างไรต่อเด็ก ด้านที่สาม คือ รายการโทรทัศน์ที่เนื้อเรื่องประกอบด้วยตัวอย่างที่ดีมีผลอย่างไรต่อเด็ก และด้านที่สี่ การดูโทรทัศน์กับการเล่นของเด็ก

ในด้านแรก ซึ่งพิจารณาถึงความสามารถทางความเข้าใจและความตั้งใจของเด็กเมื่อดูโทรทัศน์นั้น จากการวิจัยพบว่ายิ่งเด็กมีอายุมากขื้นก็ยิ่งมีความเข้าใจในการดูโทรทัศน์มากขึ้น ทั้งนี้สังเกตจากการที่เด็กใช้สายตาจับจ้องที่จอโทรทัศน์เป็นเกณฑ์ เด็กเล็กๆ อายุก่อนสองขวบมักจะดูโทรทัศน์ไปพลางเล่นไปพลาง นัยน์ตาจับจ้องที่จอโทรทัศน์ช่วงเวลาสั้นกว่าเด็กโต รายการโทรทัศน์บางรายการจะดึงดูดความสนใจจากเด็กได้มากกว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจได้ดี คือ ภาพ สตรี เด็ก การประสานสายตา หุ่น เสียงแปลกๆ ภาพสัตว์หรือสิ่งที่เลียนแบบสัตว์ การเคลื่อนไหว การแสดงดนตรี โคลงกลอน การแสดงซ้ำ และการเปลี่ยนแปลงเสียงในโทรทัศน์

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับความสามารถทางความเข้าใจของเด็กนั้น เด็กอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่ได้เห็นและได้ฟังทั้งหมด สำหรับเด็กเล็กขนาดชั้นอนุบาลและประถมตอนต้นนั้น หลังจากดูโทรทัศน์แล้วอาจจะจำเหตุการณ์และความต่อเนื่องของเนื้อเรื่องได้ แต่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลของการกระทำหรือเจตนาในการกระทำของตัวแสดงในเรื่องได้ดีนัก ส่วนเด็กในระดับชั้นประถมตอนปลาย และชั้นมัธยมตอนต้นนั้นจะจำรายละเอียดของเหตุการณ์ และความต่อเนื่องของเรื่องได้มากกว่า กับยิ่งเข้าใจถึงเจตนาหรือเหตุผลของการกระทำของตัวแสดงได้ดีกว่าเด็กเล็กอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากเด็กที่โตกว่านั้นเข้าใจถึงความคิดของคนอื่นๆ ได้มากกว่า สามารถรับรู้ได้ดีกว่า และมีความตั้งใจดูโทรทัศน์มากกว่าเด็กเล็กระดับสติปัญญาของเด็กก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เด็กเข้าใจเนื้อเรื่อง ของรายการ

ในด้านที่สอง ซึ่งเราพิจารณาถึงว่าเนื้อเรื่องที่ประกอบด้วยความก้าวร้าวในโทรทัศน์นั้น จะมีผลอย่างไรต่อเด็ก รายการโทรทัศน์นั้นมีทั้งภาพยนตร์แสดงและการ์ตูนที่เกี่ยวกับความก้าวร้าว นักจิตวิทยาได้พยายามหาคำตอบว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า ความก้าวร้าวจากรายการโทรทัศน์นั้นจะเป็นตัวอย่างให้เด็กจำเอาไว้ใช้เมื่อยามเด็กเกิดความคับข้องใจหรือไม่เมื่อยามโกรธ ข้อนี้มีคำตอบ อย่างชัดเจนซึ่งได้จากการทดลองกับเด็กว่าเด็กที่เคยเห็นตัวอย่างของความก้าวร้าวจะสามารถแสดงความก้าวร้าวได้มากกว่าเด็กที่ไม่เคยเห็นตัวอย่างมาก่อน การแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กจะมีมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับว่าถ้าตัวอย่างนั้นแสดงความก้าวร้าวแล้วได้ผลตอบแทนที่พอใจเด็กก็จะเลียนแบบบ้าง ถ้าตัวอย่างนั้นแสดงความก้าวร้าวแล้วถูกลงโทษให้เห็นเด็กจะไม่เลียนแบบ เด็กจะเลียนแบบจากตัวอย่างซึ่งเป็นคนเพศเดียวกันได้มากกว่า เกียวกับสถานการณ์ที่จะแสดงออกนั้น หากเป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับตัวอย่างที่เด็กเห็นเด็กก็จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ออกมาได้มากกว่า นอกจากนี้การวิจัยยังพบอีกว่าตัวอย่างในโทรทัศน์นั้นมีผลอย่างมากในการแนะพฤติกรรมของเด็ก ตัวอย่างนั้นอาจจะช่วยส่งเสริมให้เด็กรู้จักการอดกลั้นไม่แสดงอารมณ์รุนแรง รู้จักกระทำตามกฎระเบียบหรืออาจเป็นตัวอย่างในด้านตรงกันข้ามก็ได้

เกี่ยวกับเรื่องตัวอย่างความก้าวร้าวนี้มีคำถามอีกว่า ตัวอย่างที่เด็กได้เห็นนั้นจะช่วยลดความก้าวร้าวของเด็กลงได้หรือไม่ ในเรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะเป็นไปได้หรือไม่

อีกคำถามหนึ่งก็คือ ตัวอย่างของความก้าวร้าวนั้นจะช่วยกระตุ้นให้เด็กอยากจะแสดงความก้าวร้าวบ้างหรือไม่ เรื่องนี้พบว่าเด็กที่เคยดูตัวอย่างของความก้าวร้าวมักจะเลือกของเล่นที่มีลักษณะก้าวร้าวมากกว่าเด็กที่ไม่เคยเห็นตัวอย่าง อย่างไรก็ตามการแสดงพฤติกรรมของเด็กขึ้นอยู่กับโอกาส และขึ้นอยู่กับว่าเมื่อแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแล้วได้ผลดีเพียงไร ถ้าทำแล้วได้ผลดีในโอกาสต่อไป เด็กก็จะทำอีก

ในด้านที่สาม ซึ่งพิจารณาถึงผลของเนื้อเรื่องที่ดีทางสังคมนั้น พบว่าในรายการโทรทัศน์ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้เป็นรายการสำหรับเด็กและครอบครัวนั้นเป็นรายการที่เห็นได้ชัดว่ามีตัวอย่างที่ดีทางสังคม มีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของการแบ่งปัน ความอะลุ่มอะล่วย การพูดความจริง ความช่วยเหลือเอื้อเฟือกัน ความนบนอบเชื่อฟังพ่อแม่ รายการโทรทัศน์ที่มีตัวอย่างเหล่านี้พบว่า มีผลต่อเด็กคือ ประการแรก มีการนำรายการดังกล่าวมาเป็นตัวอย่างฝึกเด็กในโรงเรียนอนุบาล ทำให้เด็กมีการช่วยเหลือเอื้อเฟือกันดีขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนและระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ มีการควบคุมตัวเองดีขึ้น ประการที่สอง พบว่าเป็นตัวอย่างซึ่งช่วยให้เด็กเปลี่ยนค่านิยมและทัศนคติ กล่าวคือทำให้เด็กลดความรังเกียจเดียดฉันท์เรื่องผิวระหว่างกัน ทำให้เด็กๆ เข้ากันได้ และเล่นด้วยกันมากขึ้น ประการที่สาม พบว่าเด็กมีความกรุณาเมตตาต่อสัตว์มากขึ้น

ในด้านที่สี่ ซึ่งเกี่ยวกับโทรทัศน์และการเล่นของเด็ก จะเห็นได้ว่าในสมัยเมื่อยังไม่มีโทรทัศน์นั้นเด็กๆ จะใช้เวลาว่างในการเล่น แต่ในปัจจุบันส่วนหนึ่งของการใช้เวลาว่างของเด็กคือการดูโทรทัศน์จนโทรทัศน์กลายเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยกับเด็ก ในสหรัฐอเมริกาได้มีการสำรวจพบว่าเด็กในวัยอนุบาลและวัยประถมศึกษาใช้เวลาดูโทรทัศน์วันละประมาณ 4 ถึง 5 ชั่วโมงต่อวัน สำหรับเด็กที่เรียนชั้นประถมศึกษานั้นตามปกติจะใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนวันละราวๆ 7 ชั่วโมง เมื่อพิจารณาตามจำนวนชั่วโมงที่เด็กใช้ดูโทรทัศน์แล้ว น่าจะคิดได้ว่าเด็กหลายคนคงจะใช้เวลาดูโทรทัศน์มากกว่าใช้เพื่อกิจกรรมการเล่น

ลักษณะของการเล่นของเด็กกับลักษณะของการทำรายการโทรทัศน์มีส่านคล้ายคลึงกันอยู่บางประการ คือ

1. เมื่อเวลาเด็กเล่นนั้น เด็กจะสนใจและตั้งใจเล่นมากจนกระทั่งเมื่อผู้ใหญ่ร้องเรียกแทบจะไม่ได้ยิน ส่วนโทรทัศน์นั้นส่งภาพออกมาปรากฏ ซึ่งก็สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กให้ดูภาพ บนจอโทรทัศน์ได้เช่นกัน

2. การเล่นของเด็กประกอบด้วยเสียงและการกระทำ ส่วนโทรทัศน์ก็เช่นกันประกอบด้วยเสียงและการเคลื่อนไหว

3. ขณะที่เด็กเล่นเด็กจะไม่จำกัดขอบเขตของจินตนาการ เดี๋ยวนี้เขาอาจจะเป็นอย่างหนึ่ง อีกสักครู่หนึ่งเขาอาจจะมีบทบาทอย่างอื่นก็ได้ ด้านโทรทัศน์นั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทและ รายการได้รวดเร็วเช่นกัน

4. เมื่อเด็กเล่นนั้นเขาอาจจะสมมุติบทบาทเป็นสัตว์ยักษ์ ขณะต่อมาเขาอาจสมมุติว่าเขาตกเป็นเหยื่อ เมื่อไรที่รู้สึกหวาดเสียวหรือน่ากลัวเกินไปเด็กสามารถหยุดเล่นบทบาทสมมุติได้เมื่อเขาต้องการ ดังนั้นเขาจึงยังได้รับความมั่นใจและความปลอดภัยทางใจอยู่ว่าเขาสามารถเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ได้ ส่วนโทรทัศน์ก็คล้ายกันคือ รายการที่ปรากฏอยู่ในโทรทัศน์อาจดูเหมือนเรื่องจริง แต่ก็ไม่ใช่ชีวิตจริง ยังคงมีความแตกต่างระหว่างภาพในโทรทัศน์กับตัวเด็กและชีวิตจริงของเด็กอยู่

เราเห็นได้ว่ามีลักษณะหลายประการของการเล่นสะท้อนอยู่ในเทคนิคของการจัดทำรายการโทรทัศน์ ดังนั้นจึงอาจจะเป็นได้ว่าทำไมเด็กจึงยอมรับโทรทัศน์ได้ง่าย อย่างไรก็ตามเราไม่ควรเข้าใจผิดว่าประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากการดูโทรทัศน์นั้นจะเทียบได้กับประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากการเล่น โทรทัศน์จะเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความคิดในการเล่นแต่ไม่ใช่เข้ามาแทนการเล่น การเล่นของเด็กนั้นเป็นทางแรกที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ถึงแม้ว่าโทรทัศน์จะเป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลต่างๆ แต่ก็ยังไม่อาจทดแทนประสบการณ์ตรงที่เด็กได้จากการค้นคว้าและทดลองกับสิ่งต่างๆ จริงๆ ด้วยตนเอง เพื่อเป็นพื้นฐานของความคิด ความเข้าใจ และความรู้ เด็กต้องการจับ ต้องหรือสัมผัสสิ่งของครั้งแล้วครั้งเล่าจนแน่ใจและเข้าใจในสิ่งนั้นๆ ในด้านสังคมแม้ว่ารายการโทรทัศน์จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ ก็ตาม แต่การดูผู้อื่นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันนั้นไม่ได้ช่วยให้เด็กเกิดความสนิทสนมกับคนจริงๆ ได้นอกเสียจากว่าจะได้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เนื่องด้วยโทรทัศน์สามารถแนะความคิดใหม่ให้เด็ก โทรทัศน์ให้ข้อมูลและความบันเทิงต่างๆ โทรทัศน์แสดงถึงมนุษยสัมพันธ์และการแสดงอารมณ์ของบุคคลต่างๆ โทรทัศน์จึงเป็นสิ่งแวดล้อมส่วนหนึ่งในชีวิตของเด็กในปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องตระหนักถึงความจริงว่าโทรทัศน์นั้นไม่อาจแทนกิจกรรมจริงในชีวิตจริงไปได้ การใช้โทรทัศน์มากเกินไปและใช้แทนการเรียนหรือแทนการกระทำจากประสบการณ์ตรงของเด็กมากเกินไป จะเป็นการให้โทษมากกว่าให้คุณ

การดูโทรทัศน์มีผลอย่างไรต่อเด็กนั้น อาจสรุปได้ว่าขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจ ความนึกคิดความชอบของเด็กและลักษณะของสิ่งแวดล้อมใกล้ชิดตัวเด็ก ตัวเด็กชอบไปทางคิดสร้างจินตนาการต่างๆ สาระจากโทรทัศน์จะช่วยขยายจินตนาการของเด็กให้สูงขึ้น สติปัญญาของเด็กและระดับของความคิดความเข้าใจของเด็กจะเป็นตัวกำหนดว่าเด็กสามารถเข้าใจเนื้อหาของรายการโทรทัศน์เพียงไร แรงจูงใจบางประการในตัวเด็กเองอาจทำให้เด็กสนใจบางรายการเป็นพิเศษ เช่น เด็กที่พ่อต้องเดินทางไกลไม่ค่อยอยู่กับบ้านอาจจะให้ความสนใจบางรายการเป็นพิเศษกับรายการที่เกี่ยวกับครอบครัวซึ่งขาดพ่อ โทรทัศน์ช่วยแนะแนวทางให้เด็กรู้จักแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้เด็กนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง และเสนอแนวทางการดำรงชีวิตแบบต่างๆ

โครงสร้างของสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อผลของการดูโทรทัศน์เช่นกัน  ถ้าเด็กดูรายการที่มีตัวอย่างของความก้าวร้าวเสร็จหยกๆ และเผอิญมีความขัดแย้งกับพ่อแม่ตัวอย่างของความก้าวร้าวที่เพิ่งได้เห็นจะถูกนำเอามาใช้โดยตรงทันที หากรายการโทรทัศน์นั้นเกี่ยวกับเรื่องของครอบครัว การทำงานในบ้านหรืออื่นๆ ในทำนองนี้ พฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกเพื่อขัดแย้งกับพ่อแม่จะไม่ก้าวร้าวเท่ากับดูรายการที่มีความก้าวร้าว เราอาจจะสงสัยว่าพฤติกรรมที่เด็กเลียนแบบมาจากโทรทัศน์ดังกล่าวนี้จะคงยังมีการปฏิบัติต่อไปในบ้านต่อไปอีกสักเท่าไร ข้อนี้พบว่าหากเด็กได้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่เขาเลียนแบบจากโทรทัศน์นั้นใช้แล้วประสบความสำเร็จในชีวิตจริงๆ พฤติกรรมนั้นก็จะถูกนำมาใช้อีกในคราวต่อไป  หากเขาทดลองใช้แล้วไม่ประสบผลสำเร็จพฤติกรรมนั้นก็จะลดลง

ประโยชน์ของโทรทัศน์คือ ช่วยให้เด็กได้รู้จักกิจกรรมแปลกใหม่ วัฒนธรรม แนวทางการดำรงชีวิต ข่าวสารความรู้ต่างๆ ซึ่งเป็นบ่อเกิดสำหรับความรู้ ความเข้าใจของเด็ก โทษของโทรทัศน์คือ ให้ตัวอย่างของความเสียหาย ความก้าวร้าวรุนแรง ลักษณะของตัวแสดงซึ่งไม่เป็นความจริงหรือไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนาในทางคุณประโยชน์

ที่มา:นิรมล  ชยุตสาหกิจ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments