เตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดีสำหรับลูกวัยแรกเริ่ม

author   July 15, 2011   Comments Off on เตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดีสำหรับลูกวัยแรกเริ่ม

ระยะตั้งแต่อยู่ในครรภ์ถึงอายุ 5 ปี เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการสร้างรากฐานชีวิตจิตใจของมนุษย์ เพราะร่างกายเติบโตเร็ว โดยเฉพาะสมองเจริญเติบโตสูงสุดในช่วงนี้เท่านั้น เด็กมีความรู้สึกรับรู้สัมผัสทั้งรูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส และยังเลียนแบบอย่างตั้งแต่แรกเกิด เด็กเล็ก ๆ เรียนรู้จากประสบการณ์การเลี้ยงดูและภาวะแวดล้อมได้เร็วและฝังลึกในจิตใจ การเลี้ยงดูเด็กวัยนี้จึงส่งผลทั้งที่เป็นคุณและโทษแก่ชีวิตได้ในระยะยาว

เด็กในวัยแรกเริ่มนี้จะมีชีวิตรอดและเติบโตได้ก็ด้วยการพึ่งพาพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่ช่วยเลี้ยงดูและปกป้องจากอันตราย หากผู้ใหญ่ให้ความรัก เอาใจใส่ ใกล้ชิด อบรมเลี้ยงดูโดยเข้าใจลูก พร้อมจะตอบสนองความต้องการพื้นฐานของลูกที่เปลี่ยนตามวัยได้อย่างเหมาะสมให้สมดุลกันทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญาและสังคมแล้ว ลูกก็จะเติบโตแข็งแรง แจ่มใส มีความมั่นคงทางใจ รู้ภาษา ใฝ่รู้และใฝ่ดี พร้อมที่จะพัฒนาตนเองในขั้นต่อไป ให้เป็นคนเก่ง คนดีอยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข และมีประโยชน์

เตรียมพร้อมก่อนมีลูก

มีความพร้อมทั้งกาย ใจและสังคม

“พร้อม” ในที่นี้หมายความว่า ผู้ที่จะเป็นพ่อแม่ จะต้องพร้อมทั้งทางด้านร่างกายจิตใจและสังคม

ความพร้อมทางร่างกายก็คือ จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ ไม่เป็นโรคที่ถ่ายทอดไปถึงลูก โดยช่วงอายุที่เหมาะสมของฝ่ายหญิงที่จะตั้งครรภ์ คือ 20-35 ปี ส่วนการวางแผนสำหรับการมีลูกคนต่อไปนั้น ควรจะเว้นห่างกันอย่างน้อย 2 ปี เพื่อสุขภาพของทั้งแม่และลูก พ่อแม่จะได้มีเวลาเลี้ยงดูลูกแต่ละคนอย่างเต็มที่

ส่วนความพร้อมทางจิตใจนั้น หมายถึง ความต้องการมีลูกจริง ๆ และตั้งใจจะเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก เอาใจใส่ อดทน และเสียสละ มีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กพอสมควร เพื่อที่จะเข้าใจธรรมชาติของเด็ก สามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานได้ และไม่เครียดกับการเลี้ยงลูกจนเกินไป

ความพร้อมทางสังคม หมายถึง ควรจะอยู่ในสถานภาพ มีเวลาและมีรายได้พอเพียงที่จะดูแลรับผิดชอบอีกชีวิตหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาในครอบครัว

ตรวจร่างกายและตรวจเลือด

การตรวจนี้จะทำให้รู้ว่าทั้งคู่หรือคนใดคนหนึ่งมีโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือโรคติดเชื้อที่จะส่งผลมาถึงลูกหรือไม่ เพื่อจะได้ป้องกันเสียก่อน เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย และโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส ตับอักเสบบี และเอดส์

เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกมีความพิการแก่กำเนิดจากโรคหัดเยอรมัน ถ้าฝ่ายหญิงไม่เคยเป็นหัดเยอรมัน หรือไม่ไคยได้รับวัคซีนมาก่อน ก็ควรไปรับวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน

จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

ควรจดทะเบียนสมรสก่อนที่จะมีลูก เพราะหากพ่อแม่ไม่จดทะเบียนสมรส ลูกที่เกิดมาจะเป็นเพียง “บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดา” แต่เป็น “บุตรนอกกฎหมายของบิดา” ซึ่งจะทำให้มีปัญหายุ่งยากทางกฎหมายตามมาในเวลาข้างหน้า รวมทั้งอาจทำให้เกิดปัญหาสังคมได้อีกด้วย

ดูแลในระยะตั้งครรภ์และให้นมลูก

การดูแลที่ดีตั้งแต่ตั้งครรภ์เป็นหน้าที่ของทั้งพ่อและแม่ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อความรู้สึกที่ดีและสัมพันธภาพระหว่างพ่อ-แม่-ลูก ที่จะเริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้

ฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ

พ่อควรจะรีบพาแม่ไปฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มรู้ว่าตั้งครรภ์ และพาไปรับการตรวจตามกำหนดนัดจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพราะจะได้รับการดูแลสุขภาพตั้งแต่แรก ถ้ามีอาการที่อาจจะเป็นปัญหา เป็นอันตราย หรือที่เรียกว่า “ภาวะเสี่ยง” จะได้ระวังป้องกันและให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ในกรณีที่พบความผิดปกติ ซึ่งจะเป็นการลดอันตรายจากการตั้งครรภ์และการคลอดได้

การไปตรวจสุขภาพของแม่ตั้งครรภ์นั้นจะได้รับบริการ ดังนี้

–         ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดันโลหิต

–         ตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจฟัน และตรวจเต้านม

–         ตรวจครรภ์เพื่อดูการเจริญเติบโตของเด็ก

–         ตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาโรคเบาหวานและโรคไต

–         ตรวจเลือดเพื่อหาภาวะโลหิตจาง และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

–         ตรวจสอบภาวะเสี่ยงอันตราย และอาการผิดปกติต่าง ๆ เพื่อการดูแลรักษาตั้งแต่แรก

–         รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก 2 ครั้ง

–         รับยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามิน

–         รับยาไอโอดีนเฉพาะในบางพื้นที่ที่ขาดธาตุไอโอดีน เช่น ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางแห่ง

กินอาหารครบคุณค่า

เพราะแม่มีลูกอยู่ในครรภ์อีกทั้งคน จึงต้องการอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อสุขภาพของแม่เอง และเพื่อการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์รวมทั้งเพื่อเตรียมสร้างน้ำนมให้เพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูลูกด้วย การกินอาหารให้ครบถ้วนนั้นจะต้องกินให้ครบ 5 หมู่ และน้ำหนักตัวของแม่ควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-12.5 กิโลกรัม ตลอดระยะการตั้งครรภ์

อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์และให้นมลูก

อาหาร                                                    ปริมาณอาหารต่อหนึ่งวัน

หญิงตั้งครรภ์                            หญิงให้นมลูก

นม                                                    2-3 แก้ว                                      2-3 แก้ว

ไข่                                                         1 ฟอง                                           1 ฟอง

เนื้อสัตว์ ปลา

หรือถั่วเมล็ดแห้ง                              10 ช้อนโต๊ะ                                 12 ช้อนโต๊ะ

ข้าวสวย                                               5 ถ้วย                                       5-6 ถ้วย

ผัก                                               1½-2 ถ้วย                                   1½-2 ถ้วย

ผลไม้                                       มื้อละ 1-2 ผลหรือ                      มื้อละ 1-2 ผลหรือ

1-2 ชิ้นของผลใหญ่                    1-2 ชิ้นของผลใหญ่

ไขมัน/น้ำมันพืช                             4 ช้อนชา                                     5 ช้อนชา

ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย

คลอดกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ในการคลอดแต่ละครั้ง แม่อาจจะมีความเสี่ยงต่ออันตรายบ้างไม่มากก็น้อย จึงจำเป็นต้องให้แพทย์ พยาบาล ผดุงครรภ์ หรือหมดตำแยที่ได้รับการอบรมแล้วเป็นผู้ทำคลอดให้อย่างถูกวิธี สะอาดและปลอดภัย พร้อมทั้งตรวจหาความผิดปกติและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น พ่อแม่ควรขอให้เจ้าหน้าที่บันทึกวิธีการคลอด น้ำหนักแรกเกิดของลูก และสิ่งที่ตรวจพบลงในสมุดสุขภาพของลูกจะได้เป็นประวัติสุขภาพต่อไป

แม่-ลูกใกล้ชิดกันเร็วที่สุด

แม่ควรจะได้เห็นหน้าลูกและใกล้ชิดกันตั้งแต่ในครึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด เพื่อสร้างความผูกพันและควรให้ลูกได้เริ่มดูดนมแม่โดยเร็วที่สุดเพื่อเป็นการกระตุ้นน้ำนมให้หลั่งออกมาตามปกติ และควรให้ลูกได้ดูดน้ำนมช่วงแรกซึ่งเป็นหัวน้ำนมสีเหลืองค่อนข้างใสด้วย เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูงและมีภูมิต้านทานโรคหลายชนิด

การได้รับสัมผัสโอบกอดจากแม่และดูดนมแม่ตั้งแต่ชั่วโมงแรกและบ่อย ๆ ต่อเนื่องกันตามที่เด็กต้องการ จะเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของเด็กและสนองตอบความตื่นตัวของระบบประสาทของเด็ก ซึ่งมีคุณค่ามากที่สุด

ส่วนพ่อก็ควรมีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่มโดยสนใจดูแลใกล้ชิดและให้กำลังใจแก่แม่ ช่วยดูแลให้แม่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนเพียงพอ ช่วยแบ่งเบาภาระอื่นของแม่ เพื่อให้แม่ได้พักฟื้นและมีเวลาเลี้ยงลูกได้อย่างเต็มที่

แจ้งเกิดลูกภายใน 15 วัน

เพราะเด็กทุกคนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของประเทศชาติ เด็กทุกคนมีสิทธิตามกฎหมายที่จะมีชื่อ นามสกุล และสัญชาติ พ่อแม่จึงต้องไปแจ้งการเกิดของลูกต่อนายทะเบียนท้องที ณ เขต หรืออำเภอที่เกิดหรือที่อื่นที่แจ้งได้ภายใน 15 วัน นับแต่ลูกเกิด ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดที่บ้านหรือที่โรงพยาบาลก็ตาม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments