เตรียมความพร้อมเมื่อลูกเข้าโรงเรียน

author   December 16, 2011   Comments Off on เตรียมความพร้อมเมื่อลูกเข้าโรงเรียน

วันแรกที่เจ้าตัวเล็กของคุณแต่งตัวสวย ๆ เพื่อไปโรงเรียน แกอาจตื่นเต้นดีใจที่ได้ไปโรงเรียนเหมือนพี่ ๆ หรือเด็กอึ๋นที่อยู่ข้างบ้าน แต่เมึ๋อไปถึงโรงเรียน เห็นเด็กร้องไห้กันเป็นแถว เลยพลอยกลัวและร้องไห้โฮตามไปด้วย แต่ถ้าคุณเตรียมแกให้พร้อม เด็กจะรู้สึกสนุก หรืออย่างน้อยเมึ๋อผ่านไปสักอาทิตย์หนึ่ง แกอาจรบเร้าให้คุณพาไปโรงเรียนเร็วขึ้นก็ได้ แต่เด็กบางคนอาจไม่พร้อมและปรับตัวได้ช้ากว่านั้น หรือ อาจ“กลัว’’โรงเรียนไปเลยก็มี…

เด็กส่วนมากพร้อมที่จะเข้าโรงเรียนเมื่ออายุได้ประมาณสามขวบ หรือ หลังจากที่หย่านมแล้ว ขับถ่ายด้วยตัวเองและรู้จักใช้ห้องนํ้าเป็น และรู้สึกเป็นอิสระพอที่จะอยู่ห่างจากพ่อแม่ได้ ซึ่งเด็กอายุสามขวบขึ้นไปน่าจะทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว

แต่การเอาเด็กที่มีอายุ ต่ำกว่าสามขวบเข้าโรงเรียน ยังไม่เหมาะสมนัก  เพราะปกติแล้วเด็กที่ยังเล็กไม่สามารถอยู่โนกลุ่มกับเด็กวัยเดียวกันได้เป็นอย่างดี ต่างคนก็จะต่างเล่นของตัว แม้จะอยู่โนที่ใกล้กันก็ตาม แต่แกไม่ชอบจะเล่นด้วยกันหรอก            I

เด็กวัยสามขวบที่เริ่มเข้าชั้นเตรียมอนุบาล และเด็กวัยห้าขวบที่เข้าชั้นอนุบาลนั้น ส่วนใหญ่กระตือรือร้นอยากไปโรงเรียนกันแทบทั้งนั้น คุณไม่จำเป็น ต้องคอยพูดกระตุ้นโห้เด็กสนใจมากเกินไป พอ ๆ กับที่ไมควรสร้างความวิตกกังวลขึ้นในใจเด็ก

เมื่อคุณเตรียมจะให้ถูกเข้าโรงเรียน จงพยายามยึดมั่นอยู่กับความเป็นจริง อธิบายให้ลูกรู้ว่า แกจะไปโรงเรียนเวลาไหน จะทำอะไรที่โรงเรียนบ้าง และคุณจะไปรับแกกลับบ้านเวลาใด การทำเช่นนี้จะช่วยให้เด็กมองเห็นภาพได้ชัดกว่าการที่คุณบอกว่า โรงเรียนสนุกมาก มีเด็กน่ารักเยอะแยะ ครูใจดี มีของเล่นมากมาย ฯลฯ เด็กอาจวาดภาพโรงเรียนสวยหรูเกินความเป็นจริงก็ได้

คุณอาจต้องบอกลูกด้วยว่า ตอนแรกเขาอาจรู้สึกเหงา อึดอัดใจ แต่ในที่สุดเขาก็จะคุ้นเคยกับโรงเรียน คุณอาจบอกเขาตรง ๆ ก็ได้ว่า เด็กบางคนอาจ ร้องไห้งอแง เมื่อแม่ของเขากลับออกมาและทิ้งให้อยู่ในโรงเรียน จนกว่าจะถึงเวลาไปรับกลับบ้าน

การทำให้เด็กเห็นภาพที่แท้จริง ย่อมดีกว่าการวาดภาพที่สวยงามเกินความเป็นจริง หากคุณพูดถึงแต่สิ่งที่สวยงามอย่างเดียว เมื่อลูกของคุณไปเจอกับอะไรที่ทำให้เขาไม่พอใจ หรือไม่สวยงามอย่างที่นึกฝันไว้ เขาก็จะผิดหวังและเลยพาลไม่อยากไปโรงเรียนอีกต่อไป

สาเหตุที่ทำให้เด็กมีความรู้สึกในทางลบต่อการไปโรงเรียน มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน อาทิเช่น แกเห็นน้องยังอยู่ที่บ้านไม่ต้องไปโรงเรียน คนเป็นพี่ก็จะรู้สึกเหมือนพ่อแม่ไล่แกออกจากบ้าน เกิดความรู้สึกน้อยใจ คิดว่าพ่อแม่ ไม่ต้องการแกแล้วหรือไง ครูที่โรงเรียนอาจดุ น่ากลัว หรือเข้มงวด ไม่ตอบสนองความต้องการของแกเหมือนอย่างคนที่อยู่ในบ้าน หรือไม่ก็นักเรียนคนอื่น ๆ อาจรังแกหรือข่มขู่ให้กลัวจนไมอยากไปโรงเรียน

หากคุณพบว่าลูกมืปฎิกิริยาในทางลบต่อโรงเรียนในระยะแรก ๆ คุณควรจะอยู่กับลูกสักครู่หนึ่งหรืออาจไปรับกลับจากโรงเรียนเร็วหน่อยในช่วงสองสามวันแรก เด็กบางคนต้องใช้เวลา ปรับตัว ให้คุ้นเคยกับโรงเรียนนานกว่าคนอื่นๆ บางคนไม่พร้อมที่จะแยกห่างจากพ่อแม่ รู้สึก“ติด” หรือพึ่งพาพ่อแม่เพื่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย แต่หลังจากชั่วระยะเวลาหนึ่ง เด็กจะเริ่มปรับตัวได้

สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กลังเล ไมอยากไปโรงเรียน ทั้งที่พ้นจากระยะเวลาของการปรับตัวแล้วก็ตาม นั้นคือ เด็ก เรียนไม่เก่ง จนถึงระดับที่พ่อแม่หรือครูคาดหมายเอา,ไว้ การรู้สึกว่าตัวเองไมมีความสามารถอย่างที่คนอื่นหวัง อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนล้มเหลว คุณไม่ควรด่วนตำหนิลูกเรื่องเรียนไม่เก่ง แกอาจขาดความสามารถในการเรียนรู้บางอย่าง หรือล้าลูกเรียนรู้ช้ากว่าเด็กอื่นมากอย่างผิดสังเกต สาเหตุอาจเกี่ยวเนื่องกับการทำงานไม่เป็นปกติของสมองและประสาท หรือมีความผิดปกติของต่อมต่าง ๆ ซึ่งปกติแล้ว ป็ญหาเหล่านี้จะเริ่มปรากฎให้เห็นชัดเจนก็เมื่ออยู่ชั้นประถมต้น คือ ป.๑ หรือ ป.๒ ขึ้นไป

เด็กบางคนอาจแกล้งทำเป็นเจ็บไข้ได้ป่วย เพื่อหลีกเลี่ยงโรงเรียน สิ่งสำคัญที่จะต้องทำก็คือ พยายามค้นหาสาเหตุที่เด็กไมอยากไปโรงเรียนให้พบแล้วแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

หากการเรียนของลูกไม่ดีเลย ตามเพื่อน ๆไม่ทัน คุณก็ควรปรึกษากับครู  อาจเป็นไปได้ว่าลูกของคุณอาจจำเป็นต้องเรียนพิเศษ หรือเรียนอยู่ในห้องเรียนที่เด็กคนอื่นๆ ขยันตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ ลูกคุณเลยรู้สึกว่าตามไม่ทัน ถูกเพื่อนทิ้งห่าง  เพื่อไม่ให้ลูกคุณเสียกำลังใจ ก็ขอให้ยืนยันกับแกว่า คุณภูมิใจในความพยายามของแก อธิบายชี้แจงให้เข้าใจว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด หรือดีที่สุดไปเสียทุกอย่าง แต่ที่คุณเห็นว่าสำคัญกว่านั้นก็คือ ทุกคนต้องพยายามอย่างสุดความสามารถ                ■บอกให้เขารู้ว่าคุณเข้าใจที่เขากำลังใช้ความพยายามอย่างหนัก อยู่แล้ว และคุณยกย่องเขาที่ได้ใช้ความพยายามเต็มที่ในการเรียน

เวลาที่ลูกเอาสมุดรายงานผลการเรียนมาให้ดูที่บ้าน คุณต้องไม่ตำหนิติเตียนแรงๆ

หรือดูหมิ่นเหยียดหยามลูกเป็นอันขาด

คุณไม่ควรดุด่าว่าเขารุนแรง ควรจะแสดงความอาทรเป็นห่วงใย สอบถามถึงปัญหาที่เขาเประสบ หรือแสดงความยินดีเต็มใจที่จะช่วยลูกทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม  เพื่อให้ลูกมีกำลังใจที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น จงจำไว้ว่าคำพูดที่มีแต่ตำหนิติเตียน จะยิ่งทำให้ลูกคุณรู้สึกว่าถูกปฏิเสธและไม่พอใจ

พ่อแม่ควรให้ความเอาใจใส่และสนใจติดตามการเรียนของลูกอย่างสมํ่าเสมอ จะได้รู้ป๋ญหาอย่างถ่องแท้ และควรสร้างบรรยากาศให้ลูกพร้อมที่ จะหันหน้ามาปรึกษาหารือกับคุณ ไม่ไช่ทำให้ลูกขยาดและไม่กล้าพูดปัญหาใด ๆ กับพ่อแม่เลย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments