เด็กเล่นอวัยวะเพศ

author   June 30, 2011   Comments Off on เด็กเล่นอวัยวะเพศ

พ.ญ.พยอม  อิงคตานุวัฒน์

ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อวัยวะเพศก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเหมือนกับแขน ขา หรือหู ตา จมูก แต่ทำหน้าที่แตกต่างกันเท่านั้น ทำไม่จึงไม่มีชื่อเรียกง่าย ๆ เหมือนกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น สะดือ ท้อง เอว ปากและลิ้น เป็นต้น และทำไมต้องกระดากและเขินเมื่อเรียกชื่อหรือพูดถึงอวัยวะเพศ ทั้ง ๆ ที่อวัยวะเพศก็ทำหน้าที่ของร่างกายอยู่ทุกวัน คำว่า “ลึงค์” หรือ “อัณฑะ” หรือ “เม็ดละมุด” ไม่ได้ติดปากเหมือนเมื่อกล่าวถึงส่วนอื่นของร่างกาย อีกทั้งถือว่าเป็นการไม่สุภาพถ้าพูดถึง

เมื่อลูกอายุประมาณ 15-24 เดือน พ่อแม่ส่วนใหญ่จะพยายามสอนให้รู้จักส่วนต่าง ๆ หรืออวัยวะของร่างกายด้วยการถาม แล้วให้เด็กชี้บนร่างกายของเด็กเอง หรือบนร่างกายของพ่อแม่ เช่น “ตาอยู่ไหน?” “ปากอยู่ไหน?” หรือ “ท้องอยู่ไหน?” เด็กก็จะชี้

เราแทบจะไม่เคยได้ยินพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงถามเพื่อให้ชี้ว่า “จู๋อยู่ไหน?” “จันทร์อยู่ไหน?” หรือ “ก้นอยู่ไหน?” ทั้งๆ ที่ก็ควรรู้จัก เพราะว่าเป็นส่วนของร่างกายเหมือนกัน และจะไม่เคยได้ยินเลยที่พ่อแม่จะถามว่า “ลึงค์อยู่ไหน?” หรือ “ลูกอัณฑะอยู่ไหน?” เพื่อให้ลูกชี้

อวัยวะเพศไม่เพียงแต่จะเป็นส่วนของร่างกายที่ไม่อยากจะเอ่ยถึงเท่านั้น ยังเป็นคำไทยที่เรียกยากและยาวเกินกว่าเด็กก่อนวัยเรียนจะเข้าใจได้

เมื่อเด็กพัฒนาไปตามวัย คำถามเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไป เช่น เด็กอายุ 3 ขวบ พ่อแม่ก็จะถามว่า “ปากมีไว้ทำอะไร?” “ตามีไว้ทำอะไร?” หรือ “หูมีไว้ทำอะไร?” ก็อีกเหมือนกันที่เด็กจะไม่เคยถูกถามว่า “จู๋มีไว้ทำอะไร?” หรือ “ก้นมีไว้ทำอะไร?” เป็นต้น

ตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการ เด็กอายุระหว่าง 1-4 ปี จะเริ่มสนใจส่วนต่าง ๆ ของร่างกายของตนเอง พ่อแม่อาจเห็นลูกชายดึงอวัยวะเพศเล่นหรือลูบคลำส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ไชสะดือของตนเองเอามือหรือนิ้วมือหลาย ๆ นิ้ว เข้าไปในปากบ่อย ๆ เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้อาจพบได้ในเด็กผู้ชาย ซึ่งเป็นสิ่งปกติของพัฒนาการเช่นกัน

พ่อแม่ไม่ควรแสดงความโกรธหรือไม่พอใจเมื่อเห็นลูกลูบคลำอวัยวะเพศหรือส่วนของร่างกาย พยายามเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่นด้วยการหาของให้เล่นหรือชวนให้มาช่วยพ่อแม่ด้วยวิธีการอื่น ๆ สุดแล้วแต่จังหวะและอายุของลูก ทั้งนี้เพื่อมิให้ติดเป็นนิสัย

เด็กหลังจากอายุ 18 เดือน ไม่เพียงแต่จะจับต้องอวัยวะเพศและส่วนของร่างกายเท่านั้น แต่ยังจะจับต้องของเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันหรือโตกว่า อาจจะชี้พร้อมกับถาม “นี่อะไร?” “นี่เหมือนของ…”

เด็กอาจจะถามบ่อย ๆ ภายหลังอายุ 3 ขวบแล้ว ทั้งนี้เป็นไปตามภาวะหรือพัฒนาการของสมอง

พ่อแม่ควรจะตอบสั้น ๆ ให้เหมือนกันทุกครั้ง ด้วยสีหน้าและท่าทางเหมือนตอบคำถามทั่ว ๆไป ของเด็ก

เด็กบางคนอาจจะถามพ่อแม่ว่า “พ่อมีเหมือนอย่างนี้ไหม?” พร้อมกับชี้ที่อวัยวะเพศของตัวเอง หรือในทำนองเดียวกัน ถามว่า “แม่มีเหมือนพ่อไหม?” และบางคนก็จะขอกับพ่อหรือแม่ว่า “ฉี่ให้ดูหน่อยซิพ่อ ว่าฉี่เหมือนกันไหม?” ทั้งนี้ทั้งนั้นมิใช่ว่าเด็กจะสัปดน แต่เป็นความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นเครื่องชี้บ่งถึงพัฒนาการของสมอง

พ่อแม่ไม่ควรตำหนิหรือทำโทษเด็ก เพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นรากฐานของการศึกษาค้นคว้าและวิจัยของมนุษย์ จึงควรส่งเสริมให้ถูกทางตั้งแต่เด็ก

นายแพทย์คาเมรอน กล่าวว่า การเล่นอวัยวะเพศในเด็กจะถือว่าผิดปกติหรือที่เรียกว่ามาสเตอร์เบชั่น (Masturbation) นั้นหมายถึง การทำให้เกิดความรู้สึกสบายด้วยการใช้มือถูไถบีบเล่นอวัยวะเพศโดยตรง หรือด้วยการถูไถกับวัตถุบางอย่าง เช่น ขอบโต๊ะ เก้าอี้ พื้นห้อง ด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้ววิธีใดวิธีหนึ่ง แล้วตามมาด้วยหน้าแดง มีเสียงร้องคราง ตาเชื่อมจ้องมองเฉย แต่เด็กบางคนไม่หลับอาจจะทำซ้ำใหม่จนเหนื่อยก็มีไม่น้อย

มาสเตอร์เบชั่นในทารกและเด็กควรแปลเป็นไทยว่า เป็นการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เช่น ในวัยรุ่นหรือในผู้ใหญ่ เพราะมีแรงจูงใจต่างกัน และมิได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โน จากต่อมเพศเหมือนวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ จึงไม่มีความมุ่งหมายในทางกามารมณ์

ถ้าเล่นทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้ง ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งดังกล่าวแล้ว จนไม่สนใจเล่นของเล่นอย่างอื่น หรือไม่สนใจเล่นกับเพื่อ หรือบางคนจะคอยจ้องจังหวะที่พ่อแม่ไม่เห็นก็จะเล่นอวัยวะเพศทันที ในลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป็นความผิดปกติของพัฒนาการควรแก้ไขก่อนที่จะติดเป็นนิสัย

จากการศึกษามาสเตอร์เบชั่นในเด็กไทย พบว่าเป็นได้ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย อายุที่พบได้น้อยที่สุดคือ อายุต่ำกว่า 6 เดือน และมีหลายรายเริ่มเล่นอวัยวะเพศอย่างผิดปกติตั้งแต่อายุก่อน 1 ปี อายุสูงสุดที่มีพฤติกรรมมาสเตอร์เบชั่นคือ 5-6 ปี วิธีการเล่นก็มีหลายแบบ ไม่จำเป็นต้องใช้มือสัมผัสโดยตรง นอกจากจะใช้วิธีการตามที่นายแพทย์คาเมรอนและคณะได้รายงานไว้แล้ว พบว่า…

ในเด็กชายไทยยังใช้สบู่ถูแรง ๆ เวลาอาบน้ำ หรือฟอกสบู่อวัยวะเพศแล้วก็ถูไถลูบคลำจนแข็งตามมาด้วย หน้าแดง มีเสียงร้องคราง ตาเชื่อมจ้องมองเฉย ต่อมาหน้าซีดเหงื่อออกแล้วหมดแรงดังกล่าวแล้ว

เด็กผู้หญิงบางคนจะใช้น้ำจากฝักบัวที่แรง ๆ พ่นตรงอวัยวะเพศแล้วไม่ยอมเลิก บางคนไม่ว่าจะอยู่ในท่าใดก็ตามจะหาโอกาสกระแทกขาอ่อนเข้าหากันเพื่อเสียดสีอวัยวะเพศ เพราะติดใจความรู้สึกสบายจากการเร้าตัวเอง

ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะติดเป็นนิสัยได้เช่นเดียวกันกับการดูดนิ้ว ดูดลิ้น แต่เนื่องจากอวัยวะเพศเป็นของหวงที่ทุกคนปกปิดอย่างดี  ถ้ามาแสดงออกอย่างประเจิดประเจ้อแม้จะเป็นเด็กก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ขาดความเหมาะสม ควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็รีบแก้ไขและเป็นสิ่งที่แก้ไขได้

อย่างไรก็ดีพ่อแม่พึงตระหนักว่าการจับต้องอวัยวะเพศของตนเองเป็นครั้งคราวหรือจับต้อง ชี้ของผู้อื่นหรือจับลูบคลำแล้วถามคำถามเกี่ยวข้องกับอวัยวะด้วยสุดแล้วแต่อายุของเด็กนั้นเป็นพัฒนาการที่ปกติ พ่อแม่ไม่ควรจะตกใจหรือโกรธเมื่อพบเห็น แต่ถ้าจับเล่นบ่อยแล้วเล่นจนมีพฤติกรรมเหมือนผู้ใหญ่ที่บรรลุสุดยอดทางเพศ (orgasm) ตามลักษณะที่ได้บรรยายมาแล้ว อีกทั้งยังเล่นเกือบตลอดเวลาจนไม่สนใจการเล่นของเล่นต่าง ๆ ที่เด็กควรชอบ จึงจัดว่าเป็นความผิดปกติของพัฒนาการสมควรได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะติดเป็นนิสัย ซึ่งยากมากกว่าการแก้ไขในระยะเริ่มเล่น

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments