เด็กวัยอยากรู้อยากเห็น

author   December 16, 2011   Comments Off on เด็กวัยอยากรู้อยากเห็น

“นั่นเรียกว่าอะไรครับ”

“ทำไมกลางวันมีดวงอาทิตย์ แล้วกลางคืนมันหายไปไหนฮะ”  ฯลฯ

คำถามอะไรต่อมิอะไรเรียงแถวออกจากปากของเจ้าตัวเล็ก จนคุณตอบทันบ้างไม่ทันบ้าง หรือบางทีจนปัญญาไปเลยก็มี เจ้าตัวเล็กนี่ดูท่าจะอยากรู้อยากเห็นไปเสียหมด…

นับตั้งแต่นาทีแรกที่คลอดออกมา เด็กทารกก็อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเสียแล้ว พออายุสองสามวันก็ตื่นตาตื่นใจกับแสงสว่าง วัตถุสีสัน ต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวหรือรูปภาพที่แขวนอยู่ตามฝาผนัง พออายุได้ราวสามเดือน ก็จะเริ่มจับต้องสิ่งของต่าง ๆ เริ่มรู้จักสภาพแวดล้อมของตัวเองมากขึ้น

พอโตถึงขั้นคลาน เริ่มตั้งไข่และเดินได้แล้ว พ่อแม่จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เด็กได้รับบาดเจ็บเพราะความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งชาวบ้านจะมองว่าเด็กซุกซนมากขึ้น พ่อแม่หลายคนจัดบ้านใหม่เพื่อป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดขึ้นกับเด็ก

ในวัยเด็กเล็ก ลูกคนที่มีสุขภาพแข็งแรง กระปรี่กระเปร่า ร่าเริง จะชอบ สำรวจสิ่งของต่างๆ ด้วยร่างกายของเขาเอง ส่วนบางคนก็ชอบสำรวจโลกในด้านจิตใจมากกว่า เช่น ด้วยการจินตนาการและคิดเพ้อฝันด้วยตัวเอง แต่สรุปแล้ว เด็กเรียนรู้ได้เร็วมาก

ปัญหาอย่างหนึ่งของเด็กเล็กก็คือ การหกล้ม การกระทบกระแทกเล็ก ๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ อันเนื่องเพราะความอยากรู้อยากเห็น บางคนทำโน่นทำนี่แตกหักเสียหายก็มาก หากพ่อแม่ไม่ระวังเก็บของที่เป็นอันตรายให้ห่างมือเด็ก อย่างเช่น แก้วนํ้า หรือของที่มีคมทั้งหลาย เด็กอาจได้รับอันตรายได้ง่าย

พ่อแม่ไม่ควรปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก หรือเห็นว่าแกไม่ควรสำรวจอะไรเลย ควรจะอยู่นิ่ง ๆ เพราะกลัวลูกจะเจ็บตัวมากเกินไป ทะนุถนอมเหมือนไข่ในหิน จนเด็กไม่มีโอกาสเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก ขณะที่พ่อแม่ปล่อยให้เด็กได้สำรวจเรียนรู้ด้วยตัวเองนั้น ก็ควรหาทางป้องกันไมให้เด็กได้รับอันตราย อย่างเช่น ไม่ใช่สนับสนุนถึงกับปล่อยให้ปีนหน้าต่างเล่น หรือปล่อยให้ตกบันไดไป เพื่อแกจะได้เข็ดไม่กล้าซน อย่างนี้ก็ไม่ไหว การเรียนรู้จะต้องควบคู่ไปกับความปลอดภัยด้วย ไม่เช่นนั้นเด็กอาจขยาดจนไม่กล้าเรียนรู้ ไปตลอดชีวิตก็ได้

การตักเตือนเด็กให้กลัวอันตรายเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างพร่ำเพรื่อตลอดเวลาจนเด็กเบื่อฟังนั้น ในที่สุด เด็กอาจไมเชื่อฟังคุณ เพราะเห็นว่าคุณกลัวไปเองซะมากกว่า หรือเด็กบางคนอาจระมัดระวังตัวมากเกินไป จนกลายเ็ป็นความขลาดกลัว ไม่กล้าสำรวจทดลองไปเลยก็มี

การตักเตือนถึงภัยอันตรายใด ๆ ต้องดูความเหมาะสม และมีเหตุผล ด้วยไม่ใช่เอะอะอะไรก็ “อย่านะ! อันตราย!” ทั้งที่พ่อแม่ “คิดมาก” หรือ “ระวังจนเกินเหตุ” หรือไม่ก็ไม่ไว้วางใจว่าลูกจะดูแลตัวเขาเองได้ อย่างนี้ก็ปิดกั้นพัฒนาการของเด็กได้เหมือนกัน

เด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียน มักจะซักถามพ่อแม่ทุกอย่างเท่าที่แกนึกขึ้นได้ โดยเฉพาะวิธีการทำสิ่งของต่าง ๆ หรือเหตุผลของปรากฎการณ์ต่าง ๆ บางครั้ง ดูเหมือนเป็นการ “ลองภูมิ” พ่อแม่ แต่ถ้าคุณพยายามตอบคำถามของลูกให้ดีที่สุด เท่าที่จะตอบได้ เด็กก็จะเรียนรู้ว่าแกสามารถพึ่งพาอาศัยคุณ ยึดคุณเป็นแนวทาง ช่วยชี้แนะคลายความสงสัยต่าง ๆ บอกความจริง และให้กำลังใจแกได้เสมอ

ปัญหาที่พ่อแม่บางคนอาจรำคาญอย่างหนึ่งก็คือ ลูกถามชอกแชกเช้าซี้ ตลอดเวลาจนน่าเบื่อหน่าย พ่อแม่ึรึมีงานต้องทำมากมาย ไม่เห็นใจกันบ้างเลย! คุณอาจเคยตัดปัญหาด้วยการดุว่า หรือไล่แกไปให้พ้น ๆ หากคุณทำเช่นนี้ เมื่อลูกถาม หรือไม่ตอบคำถามของแก เด็กก็จะไม่เรียนรู้อะไรเลย เพราะฉะนั้น ถึงแม้คุณจะมีงานยุ่งเพียงใด คุณก็ควรต้องให้ความเคารพต่อความอยากรู้อยากเห็นของลูก พยายามตอบคำถามของแก หากตอบไม่ได้ก็บอกตรง ๆ ว่าคุณไม่รู้ หรือยังไม่ว่างก็บอกแกให้เข้าใจ แล้วหาเวลาว่างให้ได้

ลูกของคุณจะเป็นคนฉลาดหรือโง่เขลานั้น ก็ขึ้นอยู่กับความอยากรู้อยากเห็นของเขานี่แหละ หากอยากรู้อยากเห็นแต่ไม’ได้รับการตอบสนอง ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้จากพ่อแม่ เมื่อโตขึ้นเด็กอาจเป็นคนไม่ค่อยฉลาดก็ได้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเราทรงภูมิความรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะในวัยใดก็ตาม นั้นมาจากความอยากรู้อยากเห็น หากคนเราไม่มีความอยากรู้ล่ะก้อ เราก็ไม่มี ทางได้รู้อะไรเลย และมนุษย์คงไม่พัฒนามาได้ถึงทุกวันนี้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments