เด็กที่ซุกชนมากเกินไป

author   December 24, 2011   Comments Off on เด็กที่ซุกชนมากเกินไป

เด็กอยู่นิ่งไม่เป็น เพราะนั่นเป็นธรรมชาติของเขา แต่ถ้าซุกซนเกินไป อยู่ไม่สุขตลอดเวลา ไม่มีสมาธิกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท ที่ไม่สามารถปิดกั้นสิ่งยั่วยุที่ไร้สาระออกไปได้

อาการอยู่ไม่สุขเกี่ยวพันกับเรื่องของระบบประสาท  ที่ไม่สามารถแยกสิ่งยั่วยุหรือรบเร้าที่ไม่มีความสำคัญออกไปจากสมองได้  การมีสมาธิหรือพุ่งความสนใจไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจึงทำได้ไม่เต็มที่เพราะมีสิ่งกระตุ้นอื่นๆ เข้ามารบกวนมากเกินไป

เหมือนคนที่กำลังอ่านหนังสือสักเล่ม สมองส่วนหนึ่งใช้ไปกับการมีสมาธิ  ซึ่งเป็นเพียง 5℅ ของสมองทั้งหมด ส่วนอีก 95 ℅นั้นถูกใช้ไปกับการพยายามปิดกั้นสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามารบกวนสมาธิ เช่น เสียงรถยนต์ สิ่งต่างๆที่เคลื่อนไหว กลิ่นขนม อาการรู้สึกปวดศีรษะ เป็นต้น ถ้าสมอง 95℅ดังกล่าวทำงานไม่ได้ผล  คนนั้นก็ไม่สามารถปิดกั้นสิ่งรบกวนภายนอกไว้ได้  เขาก็จะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง

เช่นเดียวกับเด็กที่อยู่ไม่สุข เขาจะรู้สึกวุ่นวายใจ เมื่อตั้งสมาธิอ่านหนังสือหรือตั้งใจว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาจะเปลี่ยนความสนใจได้ง่าย จิตใจวอกแวกเพียงรอยขาดของกระดาษหรือจุดด่างเล็กๆ บนหน้าหนังสือ ก็อาจทำให้เขาหมดความสนใจกับตัวหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ก็ได้

เด็กที่อยู่ไม่สุขจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อยู่นิ่งเฉยไม่เป็น เพราะไม่สามารถมีสมาธิใจจดจ่อกับอะไรได้นานๆ เขาจะจับโน่นจับนี่ มือไม้อยู่ไม่สุขวิ่งไปวิ่งมา จนดูเหมือนเด็กที่ซุกซนเกินไป บางทีก็ตั้งคำถามเรื่อยเปื่อยไม่ขาดระยะ ถามซอกแซกไปหมดจนบางทีน่ารำคาญเหมือนกัน

ส่วนใหญ่แล้ว พ่อแม่ที่มีลูกอยู่ไม่สุขเช่นนี้ มักอดไม่ได้ที่จะห้ามปรามเขาและต้องคอยห้ามปรามเป็นประจำเสียด้วย

การห้ามปรามตลอดเวลาทำให้เด็กเห็นคุณค่าของตัวเองน้อยลงทุกที อาการอยู่ไม่สุขนี้จะมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ ก็ต่อเมื่อเข้าโรงเรียน เพราะเมื่อเริ่มเรียนหนังสือ เขาจะไม่มีสมาธิที่ดี กลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการคบเพื่อนของเขา

ยิ่งถ้ามีการตามใจหรือปล่อยปละละเลยเกินไป ปัญหานี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก

โรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขความอยู่ไม่สุขของเด็กบางคนได้ กฎระเบียบวินัยที่เข้มงวด  การออกคำสั่งที่ชัดแจ้งและจริงจัง จะช่วยเด็กอยู่ไม่สุขได้มากทีเดียว  แต่ถ้าเป็นโรงเรียนที่หย่อนวินัย สอนไปวันๆ แบบเช้าชามเย็นชาม เด็กที่มีปัญหาในเรื่องสมาธิอยู่แล้ว ก็ยิ่งจะแย่ลงไปอีก

เด็กที่อยู่ไม่สุขมักจะถูกตำหนิ  หาว่าเป็นเด็กมีปัญหา ชอบก่อเรื่องวุ่นวายเป็นตัวก่อกวน  เป็นตัวตลกประจำห้อง หรือมีปัญหาทางความประพฤติในโรงเรียนที่ร้ายไปกว่านั้น  การตำหนิติเตียนอย่างรุนแรง การตั้งสมญานามในทางไม่ดี หรือตราหน้าเขาว่าเป็นเด็กมีปัญหา  มีแต่จะทำให้เด็กเห็นคุณค่าของตัวเองน้อยลงไป

ในบรรดาเด็กที่อยู่ไม่สุขจำนวนสอบสองคน จะมีระบบประสาททำงานผิดปกติเสียสิบเอ็ดคน  เด็กเหล่านี้ควรได้รับการบำบัดรักษาด้วยยา ได้รับการตรวจรักษาอย่างละเอียดรอบคอบ  การให้ยาจะช่วยให้เด็กเริ่มควบคุมตัวเองได้ เมื่อควบคุมตัวเองได้มากขึ้น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์และเพื่อนๆ ของเขา ก็จะเริ่มมีปฏิกิริยาต่อเขาในทางบวกมากขึ้น ตัวเขาเองก็จะเริ่มชอบตัวเองมากขึ้น เพราะเห็นว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้นนั่นเอง

กุมารแพทย์บางคนอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงอาหารบางอย่างอาจช่วยแก้ปัญหาความอยู่ไม่สุขของเด็กได้ พ่อแม่ควรปรึกษาหารือกับกุมารแพทย์บ่อยๆ เพื่อให้รู้ว่า อาหารประเภทใดบ้างที่เมื่อรักประทานเข้าไปมากๆ แล้วทำให้เด็กอยู่ไม่สุข หรือถ้าจะลดอาหารประเภทนั้นแล้วเพิ่มอาหารอย่างอื่น จะมีผลดีหรือไม่แพทย์จะให้คำตอบเหล่านี้ได้

เด็กที่อยู่ไม่สุขส่วนมากเป็นเด็กผู้ชาย  แม้จะไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไรกันแน่ แต่ก็เชื่อกันว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยทางฮอร์โมน  เพราะปรากฎว่าเมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาวแล้ว อาการอยู่ไม่สุขจะลดลงไปเองอย่างมากทีเดียว

ปฏิกิริยาของพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ที่มีต่อเด็กอยู่ไม่สุข อาจแตกต่างกันออกไป  บางคนบอกว่าเด็กผู้ชายก็เป็นอย่างนี้ ซนเป็นธรรมดา เมื่อโตแล้วก็จะหายไปเอง  บางคนก็วิตกกังวลว่า เด็กอยู่ไม่สุขก็เพราะมีปัญหาทางด้านจิตใจ เช่น ประสบกับเหตุการณ์สะเทือนใจ ได้เห็นการตายของปู่ย่าตายาย หรือรับรู้เรื่องที่พ่อแม่หย่าร้างกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีแล้วถ้าคุณเห็นว่าลูกของคุณซุกซนอยู่ไม่สุขเกินไป ก็ควรไปหาแพทย์ทางประสาท หรือนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญทางปัญหาเด็ก  เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับประวัติของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การคลอด และพฤติการรมของเด็กหลังจากคลอดแล้ว ประกอบกับการตรวจระบบประสาท การทดสอบทางจิตวิทยาเฉพาะตัว แพทย์ก็จะหาทางบำบัดรักษาลูกของคุณได้

การพาไปพบแพทย์นั้น ขั้นแรกควรพาไปหากุมารแพทย์  จากนั้นเขาจะแนะนำให้ไปหาแพทย์ทางประสาทหรือนักจิตวิทยาอีกทีหนึ่ง

บางครั้ง เด็กที่อยู่ไม่สุขไม่ได้มีสาเหตุเนื่องมาจากระบบประสาททำงานผิดปกติเสมอไป บางกรณีอาจเกิดจากความวิตกกังวล ความกระวนกระวายใจ อันเป็นสาเหตุทางอารมณ์มากกว่าทางด้านร่างกาย บางทีอาการหงุดหงิด ไม่มีสมาธิอาจสืบเนื่องมาจาก ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ก็ได้เหมือนกัน

ไม่ว่าเป็นเพราะอะไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่าเด็กอยู่ไม่สุขจนผิดปกติเกินไปก็ควรพาไปหาแพทย์เพื่อตรวจดูสาเหตุที่แท้จริง  เด็กจะได้อยู่อย่างมีความสุขเสียที

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments