การเล่นและกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กก่อนวัยเรียน

author   January 25, 2013   Comments Off on การเล่นและกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กก่อนวัยเรียน

การเล่นของเด็ก และการจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของเด็กก่อนวัยเรียนนั้น ก็คงจะกำหนดเอาตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 10 ปี เมื่อกล่าวเช่นนี้ท่านคงจะประหลาดใจว่าเด็กอายุแรกเกิด เดือนสองเดือนนั้นเขาจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างไร

เรื่องวัยของเด็กนั้น นักการศึกษาได้จัดวัยของเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี เป็นวัยก่อนวัยเรียน โดยกำหนดเอาว่าในการสังเกตเด็กวัยเหล่านี้นั้นเขามีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง

วัยเด็กแรกเกิดถึง 2 ปีนั้นเขาจัดว่าเป็นวัยที่เด็กใช้ปฏิกิริยาสนองตอบ คือเมื่อเด็กเกิดมานั้น พอมาปะทะกับโลกภายนอก เขาจะเปล่งเสียงร้องแว้ออกมา

พอมาอยู่ในอู่ได้หน่อยหนึ่งก็จะเริ่มรู้จักดูดนม ดูดนิ้วมือ มือยกไปยกมาแกว่งไปแกว่งมา

โตเข้าก็พอรู้ภาษา จะมีการสนองตอบต่อสิ่งที่มากระตุ้น เช่น รู้จักยิ้มเมื่อพอใจ ร้องไห้เมื่อไม่พอใจ หรืออยากจะตบมือแปะกับพื้นกระดานก็จะทำด้วยความพอใจ หรืออยากจะโยกตัวไปมาตามจังหวะเพลงก็จะทำเท่าที่เขาพอใจ

สิ่งเหล่านี้เป็นปฏิกริยาสนองตอบต่อสิ่งที่มาเร้าเด็ก กิจกรรมเหล่านี้นั้นเขาถือว่าเป็นการเล่นของเด็ก เด็กวัยนี้นักจิตวิทยาเด็กนั้นก็บอกว่าเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น เป็นวัยใช้การสัมผัสกล้ามเนื้อ เพราะฉะนั้นเด็กที่อยากรู้อยากดูก็จะจับต้องสัมผัส ลูบคลำ บางทีก็ขยี้ ขยำ กำ ดึง ทึ้ง บางทีเราจะเห็นอยู่บ่อยๆ ที่เด็กขว้างปาอะไรต่อมิอะไรซึ่งนักการศึกษาเรื่องเด็กเล็กนั้นอนุโลมเอาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมการเล่นของเด็กทั้งนั้น

ความหมายของการเล่น บางทีผู้ใหญ่ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องการศึกษาของเด็กวัยก่อนเรียน หรือวัยอนุบาล หรือวัยก่อนชั้นประถมศึกษานั้นก็อาจจะคิดว่าการเล่นนั้นเป็นของไร้สาระ ไร้ค่า ไม่อยากจะสนับสนุนให้เด็กเล่น ผู้ปกครองบางท่านที่ไม่เข้าใจอาจจะดุว่ากล่าวไม่ให้เด็กเล่น หาว่าเด็กซน ช่างรื้อ ค้น วางขว้างของเกะกะไม่เป็นที่เป็นทาง ซึ่งแทนที่ผู้ใหญ่จะเอื้ออำนวยเวลา ให้เด็กเล่นบ้าง หรือจัดที่จัดทางให้แก่เด็กเล่น ดูแลว่าสิ่งที่เด็กเล่นนั้นปลอดภัยไหม ใกล้ถนนไหม หรือว่าเล่นอยู่ตรงไหนถึงจะปลอดภัย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเอื้อให้เด็กเล่นอย่างมีความสุขสบายนั้น อาจเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่บางท่านไม่สู้จะเข้าใจนัก หรือผู้ใหญ่คิดว่าของเล่นนั้นไม่จำเป็นสำหรับเด็ก ไม่หาให้เด็กเล่น หรือบางทีบางท่านก็เข้าใจว่าเด็กนั้นต้องการของเล่นเหมือนกัน แต่ของที่จะเล่นนั้นต้องไปซื้อมาราคาแพงๆ อาจจะคิดว่าของเล่นเด็กนั้นอาจจะต้องเป็นของเล่นที่เป็นเครื่องยนต์ กลไกต่างๆ เท่านั้นจึงจะเป็นของเล่นที่มีค่าและจัดหามาให้เด็กเล่น ซึ่งความจริงไม่ใช่ท่านผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่ท่านใดคิดว่าการจะหาของเล่นให้เด็กก็คือการไปหาซื้อของที่มีราคามาให้เด็กเล่นละก็ เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ทำให้นึกคิดว่าต้องพ่อแม่มีสตางส์เท่านั้นจึงจะหาของเล่นให้ลูกเล่นได้ ผู้ปกครองที่ฐานะไม่สู้ดีมองดูว่าของเล่นนั้นไร้ค่าราคาแพง ก็จะไม่ซื้อให้ลูกเล่น เด็กเลยหมดโอกาสที่จะได้ของเล่นเสียเลย

เด็กแรกเกิดถึง 2 ปี เป็นวัยที่เด็กเรียนรู้จากผัสสะหรือจากการสัมผัสที่เกิดจากการเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อของมือจากนัยน์ตาที่มองเห็น ของเล่นเด็กวัยนี้โดยมากเป็นของเล่นที่เด็กจับได้เช่นพวกตุ๊กตาให้เด็กกอดได้ หรือของเล่นที่ผลักเคลื่อนไหวไปมาได้ หรือลากจูงได้ ของเล่นเหล่านี้เป็นของเล่นที่เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมือได้คล่องแคล่วขึ้น การจับของนิ้วมือก็จะได้กระฉับกระเฉงแน่นแฟ้นขั้น การประสานสายตาของกล้ามเนื้อนิ้วมือก็จะคล่องแคล่วขึ้น หรือบางครั้งของเล่นนั้นอาจจะเป็นเสียงก๊อกแก๊กที่จะเรียกความรู้สึกของเด็ก หรือบางทีก็เป็นของที่ให้เด็กหยอด เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านการใช้กล้ามเนื้อ มือ และสายตาอันเหมาะกับวัยของเด็ก ทั้งสิ้น แต่เมื่อเด็กโตขึ้นมาอีกสักเล็กน้อย พอจะรู้ความ หรือว่าได้ภาษาพูดจากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดในระยะ 2 ขวบ หรือ 2 ปี นั้นการเล่นที่จะสนับสนุนให้เด็กมีการพัฒนาทางการใช้ภาษานั้น ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่เด็กได้ฟังนิทาน หรือดูหนังสือ หรือว่ามีหุ่น มีตุ๊กตา เด็กอาจจะเอาหุ่นและตุ๊กตานั้นมากอด จับ หรือพูดกับตุ๊กตา หรือเริ่มมีจินตนาการ เริ่มใช้ภาษาเป็นสื่อ บางทีเด็กอาจจะพูดคนเดียว ความจริงพูดกับตุ๊กตานั่นเอง เด็กเริ่มจะมีจินตนาการ เริ่มรู้จักสังเกตและอยากจะทำ บางครั้งอยากจะแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ตามสติปัญญาของเขาในกิจกรรมที่เขาจะเล่นเครื่องเล่นที่เขามีอยู่ อุปกรณ์เครื่องเล่นที่ควรจะสนับสนุนให้เด็กเกิดจินตนาการและพัฒนาทางด้านต่างๆ จากความรู้สึกนึกคิดจากสติปัญญาของเด็ก ในระยะนี้นั้นนอกจากที่กล่าวมาแล้วจะเป็นหนังสือ หรือนิทานก็ดี จะเป็นภาพก็ดี หรือจะเป็นหุ่นก็ดี จะมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งทีเดียว ผู้ที่มีอิทธิพล ต่อเด็กก็คือพ่อแม่กับผู้ปกครองถ้ามีความเอาใจใส่หรือความสัมพันธ์กับเด็ก ช่วยอ่านให้เด็กพังบ้าง ก็จะทำให้เด็กได้พัฒนาทางด้านภาษามากยิ่งขึ้น

เด็กเมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย 2-6 ปีนั้น วัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีพัฒนาการในเรื่องการเรียนรู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อยากจะทำอะไรด้วยตัวเอง อยากจะลองทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งสิ้น อาจจะเป็นเรื่องของการรับประทานอาหาร ก็อยากจะรับประทานอาหารด้วยตนเอง ใช้ช้อน ช้อนส้อม ดื่มนํ้า ใช้แก้วด้วยตนเอง คือทำอะไรก็จะทำด้วยตนเองทั้งนั้น สาเหตุเช่นนี้ผู้ใหญ่ควรจะเข้าใจว่า การเล่นของเด็กนั้นมีการเล่นสื่อหรืออุปกรณ์ อะไรทีนำมาให้เด็กเล่น โดยที่เด็กได้ลงมือกระทำ นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะช่วยให้พัฒนาความรู้สึกนึกคิดของเด็ก ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ให้เด็กยิ่งขึ้น เด็กวัยนี้นั้นพ่อแม่ผู้ปกครองจะไปสถานพัฒนาเด็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือในบางแห่งก็อาจจะส่งไปโรงเรียนอนุบาล ซึ่งมีจัดรวมกันอยู่ บางแห่งตั้งแต่ 2 ขวบ ถึง 6 ขวบ เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กของกรมพัฒนาชุมชนเป็นต้น หรือถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนก็อาจจะมีเด็กเล็ก หรืออนุบาล หรือบางทีอาจจะเป็นชั้นเด็กทารก คือเล็กกว่าอนุบาลก็ได้ ฉะนั้นกิจกรรมต่างๆ นั้น ครูจะต้องเข้าใจว่าจะนำการเล่นของเด็กนั้นไปสู่ประสบการณ์ที่จะสร้างเสริมความรู้ ความรู้สึก นึกคิด และพัฒนาในเรื่องสติปัญญาของเด็กอย่างไร

การจัดการศึกษาเด็กก่อนวัยเรียนนั้นคือ การนำวิธีการเล่นที่นำไปสู่การเรียนรู้ของเด็ก วิธีสอนเด็กวัยนี้ก็คือให้เด็กเล่นปนเรียน แต่การเล่นนั้นจะต้องเป็นการเล่นที่นำไปสู่การพัฒนาทางด้านสติปัญญา ทางด้านความเจริญเติบโตทางร่างกาย อารมณ์หรือสังคม ตลอดจนกระทั่งอบรมในเรื่องทางด้านจริยธรรมหรือสุขนิสัยต่างๆ

ท่านคงจะเห็นภาพการเรียนการสอนในสถานพัฒนาเด็กต่างๆ ได้ว่า การเรียนของเด็กนั้น เขาจัดออกเป็นหลายๆ ลักษณะ บางครั้งเราอาจจะเรียกว่าการจัดกิจกรรมการเล่นนอกห้องเรียน ซึ่งเด็กได้ลงมาเล่นที่สนามมีเครื่องเล่นประเภทบันไดโค้งไต่ ราวไต่ ไม้กระดก ชิงช้า ม้าหมุน หรือเป็นรถลาก หรือมีขบวนรถไฟใหญ่ให้เด็กนั่งเล่นโยกไปโยกมาอย่างสนุกสนาน กิจกรรมเหล่านี้ เป็นการให้เด็กเล่น และช่วยพัฒนาทางด้านกล้ามเนื้อดังได้กล่าวมาแล้วตอนต้น แต่มีการเล่นบางอย่างที่จัดในห้องเรียน ในโรงเรียนที่เป็นสถานพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนนั้น เขาก็พัฒนาการเล่นของเด็กมาสู่ระบบการเรียนรู้ในด้านต่างๆ เพื่อจะเตรียมให้เด็กพร้อมที่จะเรียนหนังสือ เพราะฉะนั้น ในห้องของเด็กเล็กนั้นก็จะมีมุมต่างๆ ที่จัดไว้ให้เด็กให้เลือกทำกิจกรรมตามความสนใจของเด็กที่อยากจะทำ ก็จะมีวัสดุต่างๆ ที่หาได้ง่ายๆ วัสดุเหลือใช้ต่างๆ ที่เราโยนทิ้งตะกร้านั่นแหละเป็นของที่มีค่าทั้งสิ้นที่จะนำมาให้เด็กเล่นด้วย เป็นต้นว่า ภาพสีต่างๆ กระดาษสีต่างๆ เช่นกระดาษห่อของขวัญ ริบบิ้น โพ่มที่โยนทิ้งหรือจะเป็นโพ่มหล่อด้าย หรือจะเป็นกล่องขนาดต่างๆ มีเข็ม

มีภู่กัน กระดาษที่ใช้ไปแล้วแต่อีกด้านหนึ่งยังมีที่ว่าง นามบัตรต่างๆ ที่เราได้รับเชิญนั้นถ้าเรารู้จักเก็บและเก็บให้เป็นที่เป็นทางเสียแล้วเราก็ให้โอกาสเด็กได้เล่นของนั้นๆ จะทำให้เขาได้พัฒนาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เขาจะได้สร้างตามที่เขาอยากจะเล่น เป็นต้นว่าเด็กมีหลอดด้ายสักพวง เขาอาจจะลากเล่นและบอกกับเราว่ารถไฟกำลังวิ่ง ในขณะที่วิ่งนั้นเขาอาจจะจูงไปทำเสียงฉึกฉัก ปู้นๆ อะไรทำนองนี้ หรือในขณะเดียวกันถ้าเขาเบื่อที่จะเล่นรถไฟแล้ว อาจจะเอาแกนหลอดด้ายลากจูงไปให้โค้งไปโค้งมา เขาก็บอกว่างูเลื้อย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาคิดยังไงเขาก็จะต้องพูดอย่างนั้น หรือกล่องต่างๆ ที่ท่านเก็บไว้ขนาดเล็กขนาดใหญ่นั้น ถ้าเผื่อว่าเด็กเอามาก่อสร้างเป็นบ้าน เป็นตึกเป็นโรงรถ เป็นสพานอะไรเหล่านี้เป็นของเล่นที่ทำให้เกิดความคิด จินตนาการแล้วก็สร้างสรรค์และได้ฝึกสติปัญญาของเขาไปด้วย เพราะฉะนั้น เศษวัสดุต่างๆ ที่เราคิดว่าไม่มี ประโยชน์นั้น มันมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเด็กวัยนี้ ถ้าเด็กเก็บสิ่งเหล่านี้มาเล่นนั้นไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลย จะมีคุณค่าอย่างยิ่งถ้าเผื่อว่าเก็บไปให้ลูกของท่านเล่นที่โรงเรียนอนุบาล คุณครูที่อยู่โรงเรียนอนุบาล หรือผู้ดูแลเด็กอนุบาลก็คงจะยินดีด้วยที่ช่วยหาวัสดุให้แก่วัยนี้ในโรงเรียนของเขา สำหรับบ้านเมืองเราความเข้าใจเรื่องเด็กนี่เป็นปัญหาใหญ่ ผลงานวิจัยของนิสิตปริญญาโท หรือศิลปศึกษาหลายชิ้น ได้ชี้ให้เห็นว่าเด็กไทยนั้นมีความต้องการที่จะให้ผู้ใหญ่เข้าใจเด็กขึ้นอีกโดย เฉพาะเรื่องการจัดการศึกษาวัยเล็กขนาดนี้ คือวัยก่อนเรียน อายุตั้งแต่ 2-6 ปี ผลงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นผลงานของนักการศึกษาก็ตาม นักจิตวิทยาเด็กก็ตาม ได้ชี้ให้เห็นว่าการเอาใจใส่ของพ่อแม่ ที่ปล่อยให้เด็กเล่นหรือแนะนำส่งเสริมให้เด็กเล่น ฝึกให้เด็กได้พัฒนาสติปัญญาของเขาก่อนที่ จะเข้าไปเรียนหนังสือนั้นจะทำให้เด็กฉลาด

ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ยอมรับว่าการเล่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็ก ปัญหาที่น่าคิด ก็คือว่าเด็กเล็กวัย 2, 3 หรือ 4 ขวบ จะเล่นได้ที่ไหน และเมื่อเขาเล่นแล้วเขายังต้องการให้ผู้ใหญ่เอาใจใส่ด้วย เด็กนั้นจะเล่นที่ใดก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้สายตาของผู้ใหญ่ คอยดูว่าให้เขาเล่นอย่างปลอดภัยและเล่นอย่างอบอุ่นไม่ใช่กลัวว่าเล่นแล้วผู้ใหญ่จะดุ ปัญหาเรื่องอื่นๆ ก็คือถ้าผู้ใหญ่จะซื้อของเล่นให้เด็กนั้นก็อย่าคิดว่าของเล่นที่มีราคาแพงเท่านั้น ของเล่นอะไรที่ถูกจะเกิดคุณค่าอันนั้นก็ควรจะสนับสนุน นอกจากนั้นคือทัศนคติต่างๆ หรือการจัดเวลาว่างให้เด็กบ้าง การเล่านิทาน การเล่นหุ้น การพูดคุย หรือการชี้ชวนให้เด็กดูภาพ เอาหนังสือมาอ่านให้เด็กฟัง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนั้นเรื่องการเลือกซื้ออุปกรณ์ขณะนี้เราจะเห็นว่าอุปกรณ์ของเล่นเด็กนั้นมีขายมากมาย เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ของเหล่านั้นเป็นพิษเป็นภัยหรือไม่ เพราะว่าเราไม่มีการตรวจตรากัน ตัวตุ๊กตาที่ทำด้วยปลาสติก ไอ้มดแดงก็ตาม มนุษย์ประหลาดก็ตาม สีที่อยู่ในของเหล่านั้น บางทีเด็กเอาวัสดุเหล่านั้นมาอม มันเป็นพิษเป็นภัย เขาอาจจะใช้สีที่เข้าปากไม่ได้และอาจจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ท่านจะซื้อตุ๊กตาเหล่านี้ให้ดูว่าสีนั้นเป็นพิษเป็นภัยกับเด็กหรือไม่ ถ้าผู้ปกครอง คิดว่าการเล่นสำคัญนั้นบางครั้งเราก็ต้องลงทุนบ้าง สตางค์ที่เราซื้อขนม ชื้อเสื้อผ้า ซื้ออย่างอื่นของเราแล้ว เราควรจะเจียดไว้ซื้ออะไรที่เป็นอาหารเบาสมองให้กับลูกเรา หรือให้กับเด็กๆ ของเรา เพราะว่าเราต้องไม่ลืมว่าเด็กวัยนี้การเล่นคือการเรียน และการเล่นนั้นจะสะสมประสบการณ์ให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้นๆ แล้วเขาก็พร้อมที่จะเรียนหนังสือได้ในเวลาที่เขาเรียนในชั้นประถมศึกษา

ที่มา:ฉวีวรรณ  จึงเจริญ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments