เด็กกับการเล่นเพื่อเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา

author   January 25, 2013   Comments Off on เด็กกับการเล่นเพื่อเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา

พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะตระหนักถึงความสามารถทางสติปัญญาของเด็กในปกครองของตน และย่อมมีความต้องการที่จะทำให้สติปัญญาของเด็กพัฒนาไปเท่าที่จะเป็นไปได้ การที่จะเสริมสร้างสติปัญญาให้แก่เด็กนั้น ประการสำคัญคือ การสร้างเสริมในด้านความรู้สึกนึกคิด และการรับรู้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามที่เด็กสามารถจะเรียนรู้ได้ เด็กจะต้องมีการรับรู้และมีความรู้จักนึกคิดเพื่อการเรียนรู้นั้นๆ โดยทาง ตา หู จมูก ปาก และทางการสัมผัสอื่นๆด้วย ดังนั้น สติปัญญาจึงอาจสร้างเสริมได้ด้วยการใช้อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ใช้ตามองดู ใช้หูฟัง ใช้จมูกดมกลิ่น และใช้ลิ้นชิมรส

การเล่น นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงพฤติกรรมในการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ความสามารถในการเรียนรู้และการนึกคิด กิจกรรมการเล่นทำให้เด็กได้สร้างสะสมประสบการณ์และได้ฝึกความสามารถในการรับรู้ในทางการสร้างเสริมความคิดหลายๆ แง่

1. การรับรู้

นักการศึกษา นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ ให้คำนิยามของการรับรู้ว่า หมายถึง ความสามารถที่จะถ่ายทอดสิ่งเร้าไปยังสมองและแปลความหมายได้อย่างแม่นยำ การรับรู้ ได้แก่ การได้ยิน ได้เห็น ดมกลิ่น ชิมรสและความรู้สึกอื่นๆ แต่เนื่องจากการเห็นเป็นกุญแจที่นำไปสู่การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด ดังนั้น การรับรู้จึงมักจะหมายถึงความสามารถในการเห็นและเข้าใจสิ่งนั้น การที่จะเสริมสร้างความสามารถในการรับรู้ประการหนึ่ง ได้แก่ การเปิดโอกาสให้เด็กสำรวจคุณลักษณะของวัตถุ เด็กจะได้มีการพัฒนาการรับรู้ ขนาด รูปร่าง สี เนื้อวัตถุและนํ้าหนัก เป็นต้น

1.1 การร้บรู้เกี่ยวกับขนาด

การที่เด็กจะมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับขนาดของวัตถุ ประการสำคัญขึ้นอยู่กับการเห็นความสัมพันธ์ของขนาดของวัตถุสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นหรือชิ้นหนึ่งกับอีกชิ้นหนึ่ง

ของเล่นที่เด็กอายุ 18 เดือน ถึง 2 ขวบครึ่ง โปรดปรานมากอย่างหนึ่งคือ กล่องสี่เหลี่ยมหลายกล่องซึ่งนำมาซ้อนกันได้ เด็กวัยนี้มักจะชอบถือ เล่น และขว้างปา หรือวางซ้อนกันได้โดยบังเอิญ และมักจะวางซ้อนเหลื่อมลํ้ากัน เด็กอายุ 2 ขวบครึ่งส่วนใหญ่จะสามารถมองเห็นความแตกต่างของขนาดวัตถุ และสามารถเรียงกล่องหรือบล๊อกจากใหญ่ไปเล็กได้ถูกต้องและเป็นระเบียบ พ่อแม่อาจสอนเด็ก 2 ขวบให้รู้จักคำว่าเล็กกับใหญ่ได้ว่า บล็อกหนึ่งที่อยู่ข้างในเป็นบล็อก “เล็ก” และบล็อกข้างนอกเป็นบล็อก “ใหญ่” และเมื่อสอนแล้ว เด็กจะเรียนรู้ว่าบล็อกที่ใส่ในบล็อกอื่นได้หมดคือ บล็อกที่ “เล็กที่สุด” และบล็อกที่ไม่สามารถจะใส่ในบล็อกอื่นๆ ได้เลยเป็นบล็อกที่ “ใหญ่ที่สุด” จากการเล่นของเล่นดังกล่าว หรือการเล่นของอื่นๆ เช่น ภาชนะมีฝาปิด เด็กจะสามารถเรียนรู้ว่าวัตถุทั้งหลายต้องมีขนาด และเรียนรู้ว่าขนาดของวัตถุหมายถึงจำนวนเนื้อที่ ที่วัตถุครองอยู่ ซึ่งมีขนาดใหญ่เล็กต่างๆ กัน เด็กเล็กอาจจะรู้สึกสับสนเกี่ยวกับขนาดของวัตถุ ได้จนเด็กอายุถึง 5 ขวบ

เด็ก 2 ขวบ อาจจะเล่นบ้านหรือโรงเรียนจำลองที่มีเฟอร์นิเจอร์ สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้ และเล่นจนลืมตระหนักถึงขนาดของเฟอร์นิเจอร์เล็กๆ เช่น เก้าอี้ โดยพยายามที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ของเล่นนั้น เด็ก 3 ขวบบางคนเห็นจักรยานก็อยากขี่ แต่ไม่ได้นึกว่าตัวเองเล็กเกินไปที่จะขี่ เด็กมักจะคาดขนาดของตัวเองและขนาดของวัตถุผิด การที่เด็กเห็นวัตถุอย่างหนึ่งแล้วอยากจะลอง อยากจะเล่น พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ได้ลองได้เล่น เพื่อให้เด็กได้สำรวจว่าสิ่งที่ตัวคาดคิดว่าจะ เล่นได้นั้นเหมาะกับขนาดของตัวหรือไม่

1.2 การรับรู้เกี่ยวกับรูปร่าง

การจะตัดสินว่าวัตถุรูปร่างเป็นอย่างไร และรับรู้ว่าวัตถุรูปร่างเป็นเช่นนั้นๆ เช่นเดียว กับการรับรู้ขนาด คือจะต้องมีการเรียนรู้

เด็กอายุ 18 เดือน ยังไม่รู้จักการเล่นภาพตัดต่อ (Puzzles) แต่ถ้าลองให้เล่นก็พยายามที่จะวางชิ้นส่วนให้พอดีกับช่อง บางทีก็พยายามที่จะใส่ชิ้นส่วนที่เป็นสี่เหลี่ยมลงไปในช่องสามเหลี่ยม บางครั้งจะเอาชิ้นส่วนเล็ก โดยไม่คำนึงถึงรูปร่างอะไรใส่ลงในช่องเล็กหรือชิ้นส่วนใหญ่ ใส่ลงในช่องใหญ่ แต่ยังไม่รู้จักว่า ควรจะเอารูปร่างสี่เหลี่ยมใส่ลงในช่องสี่เหลี่ยม เป็นต้น เพราะเด็กในวัยนี้ยังสับสนเกี่ยวกับรูปร่าง

เด็ก 2 ขวบ ถึง 4 ขวบ พอจะรู้จักรูปร่างแบบง่ายๆ รูปร่างที่เด็กจะสามารถเรียนรู้แยกแยะง่ายๆ คือ สี่เหลี่ยม วงกลม และสามเหลี่ยม ต่อมาอาจเป็นรูป 6 เหลี่ยม กากบาท และรูปร่างที่ยุ่งยากขึ้น

เด็ก 2-3 ขวบ สามารถเล่นภาพตัดต่ออย่างง่ายๆ เช่น รูปสัตว์ได้ เด็ก 4-5 ขวบ เล่นภาพตัดต่อที่ยุ่งยากขึ้น เด็ก 6-7ขวบ ชอบเล่นภาพตัดต่อที่มีชิ้นส่วนประมาณ 10-12 ชิ้น เด็กอายุ 8-12ขวบ และมากกว่า ยังคงสนใจภาพตัดต่ออยู่ แต่ต้องให้ยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้นอีก

ความสามารถของเด็กที่จะใช้ตาและมือให้สัมพันธ์กัน เช่น ในการดูรูปวงกลมแล้ววาด ลากตามเส้นไข่ปลา เมื่ออายุ 4 ขวบ ดูรูปสี่เหลี่ยมแล้ววาดตามรูป เมื่ออายุได้ 5 ขวบ เด็กวัยนี้เป็นวัยที่สามารถฝึกทักษะพื้นฐานในการเขียนพยัญชนะ สระ และตัวเลข ซึ่งประกอบด้วยรูปร่างที่เป็นทั้งวงกลม เส้นตรง เหลี่ยมหักมุม และโค้ง

1.3 การรับรู้เกี่ยวกับสี

การเปิดโอกาสให้เด็กเล่นวัตถุที่เป็นสี มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสี เป็นการเรียนรู้อีกประ การหนึ่งในการพัฒนาการรับรู้ เพราะสีเป็นลักษณะพื้นฐานอย่างหนึ่งของวัตถุ เด็กมักจะชอบเล่นของเล่นที่มีสีสันสดใส เราจะสังเกตเห็นได้ว่า แม้แต่ทารกก็ชอบหรือเล่นของเล่นที่มีสี

เด็กจะยังไม่รู้จักชื่อของสี จนกระทั่งอายุ 3 ขวบขึ้นไป จึงจะเรียนรู้เกี่ยวกับสีอย่างง่ายๆ อย่างไรก็ตาม การรับรู้เกี่ยวกับสีก็ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคนที่จะมีการเรียนรู้เร็วหรือช้ากว่ากัน

1.4 การรับรู้เกี่ยวกับเนื้อวัตถุ

เด็กอายุ 1-3ขวบ มักจะชอบแตะต้องสิ่งของและมีความรู้สึกว่าน่าจะสำรวจสิ่งของไปเสียทุกอย่าง อยากจะลองจับดูว่ามันแข็งหรือนิ่ม หยาบหรือเรียบมีขนปุยๆ เป็นอย่างไร ขนเลี่ยนๆ เป็นอย่างไร เด็กอายุ 2-5ขวบ นอกจากจะให้มีโอกาสได้จับสิ่งของตามที่อยากรู้อยากเห็น ในเนื้อวัตถุแล้ว ก็อาจจะให้หาความเพลิดเพลินด้วยการเล่นไปด้วย เช่น หลอดด้ายเปล่า หรือดินนํ้ามันปั้นเป็นรูปต่างๆ

เด็กทุกวัยหรือแม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็อาจเพลิดเพลินกับการวาดรูปด้วยนิ้วมือ หรือละเลงสีด้วยมือบนกระดาษ ซึ่งอาจจะออกมาเป็นรูปต่างๆ แล้วใช้สีวาดตกแต่งอีกที

1.5 การรับรู้เกี่ยวกับน้ำหนักฃองวัตถุ

โดยปกติแล้ว สิ่งของเล็กมักจะเบา และสิ่งของใหญ่มักจะหนัก โดยเฉพาะเด็กวัยก่อนเข้าเรียน รวมทั้งเด็กประถมต้น มักจะคิดเช่นนี้เมื่อเห็นวัตถุเล็กๆ ก็เตรียมจะหยิบขึ้นมา คิดว่าคงไม่ต้องออกแรงมาก เมื่อเห็นวัตถุใหญ่ๆ ก็มักจะคิดก่อนว่าจะหนัก เด็กจะเรียนรู้ว่าของจะหนัก จะเบาได้ด้วยการหยิบยกของนั้นขึ้นมา และปล่อยให้ตกลงไป จะทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าวัตถุบางชนิดใหญ่ แต่มีนํ้าหนักเบา และย่อมไม่ต้องการการออกแรงมากเพื่อหยิบยกขึ้น

2. ความคิดรวบยอดหรือมโนทัศน์

ไม่ว่าพ่อแม่จะสอนเด็กหรือไม่ เด็กวัยก่อนเข้าเรียนมักจะมีความอยากรู้อยากเห็น มักจะพยายามเพื่อค้นพบอะไรบางสิ่งบางอย่าง พยายามรวบรวม ทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ในโลกรอบตัว

เด็กเอง บางครั้งเด็กจะทำผิดหรือสรุปสิ่งที่เขารับรู้มาอย่างไม่ถูกต้อง แต่ความคิดที่ผิดนั้น อาจไม่ใช่เกิดจากตัวเด็กเอง ความเข้าใจความคิดรวบยอดที่ถูกต้องในเด็กประการหนึ่งมาจากการที่เด็กได้รับคำชี้แจงและการสอนให้เกิดการเรียนรู้จากผู้ใหญ่

ถ้าพ่อแม่มีโอกาสจัดสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับชนิดของสัตว์ต่างๆ เช่น พาเด็กไปชมสัตว์ที่เขาดิน จัดหาตุ๊กตาสัตว์ให้เด็กเล่น นอกจากเด็กจะได้เรียนรู้ชื่อเรียกสัตว์ชนิดต่างๆ แล้ว ยังเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อเรียกอวัยวะต่างๆ ว่าอะไรอยู่ส่วนไหน เปรียบเทียบระหว่างสัตว์กันเอง และระหว่างสัตว์กับคน ได้แก่ อวัยวะตา หู จมูก ปาก หาง เช่น ช้างเป็นสัตว์มีงวง มีหูใหญ่ กวางมีเขา จิงโจ้มีกระเป๋าที่ท้อง ขณะที่สัตว์อื่นไม่มี สัตว์เดินต่างจากคน ฯลฯ

เด็กอายุ 4 ขวบคนหนึ่ฟังแม่พูดกับพี่ชายว่า “เวลานี้แม่มีเงินเพียง 1 บาทในกระเป๋าของแม่” เด็กยังไม่เข้าใจว่าทำไมแม่จึงพูดเช่นนั้น จึงถามขึ้นว่า “ทำไมแม่ไม่ไปที่ร้านขายของ แล้วเอาเงินมาล่ะ จะได้มีเงิน” เด็กพูดต่อไปว่า “ทุกครั้งที่หนูเห็นแม่ซื้อของ แม่ได้ให้เงินคนขาย และคนขายให้เงินกลับคืนมา” การสังเกตและบรรยายสิ่งที่เด็กเห็นนั้นถูกต้อง แต่เด็กไม่มีโอกาสเรียนรู้ว่า เงินอาจได้มาหลายทาง สำหรับเด็กที่มีปัญหาดังกล่าว การเล่นที่จะช่วยให้เด็กเข้าใจ สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งขึ้น อาจจะให้เล่นขายของ

เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจไม่เพียงแต่บทบาทของลูกค้า ผู้ผลิตอาหาร โรงงาน ผู้ขาย แต่เด็กยังจะเข้าใจเกี่ยวกับผลประโยชน์ ราคาของด้วย เกี่ยวกับค่าของเงิน การทอนเงิน ผู้ใหญ่อาจให้คำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสงสัย และให้ข้อแนะนำชี้แจงข้อคิดแก่เด็ก

การพาเด็กขึ้นรถโดยสารอาจจะทำให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับการโดยสารรถประจำทางยิ่งขึ้น พ่อแม่อาจอธิบายให้เด็กเข้าใจความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการคมนาคมสื่อสารด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กสำรวจพาหนะจริงหรือจำลองไว้ เพื่อช่วยให้เด็กได้มีความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับยานพาหนะ ในการคมนาคมทางเรือ ม้า รถยนต์ รถเมล์ รถไพ่ เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ รถจักรยาน ทางเท้า และแม้แต่จรวด อาจอธิบายว่า เมื่อไรจึงจะโดยสารด้วยยวดยานชนิดนั้นๆ จะโดยสารทางใด ถ้าต้องการเดินทางไกลและต้องการความรวดเร็ว โดยสารทางใดจะต้องเสียค่าโดยสารแพงที่สุด ถูกที่สุด เป็นต้น

ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับระยะเวลาก็น่าจะเป็นสิ่งที่เด็กวัยก่อนเข้าเรียนควรรู้ พ่อแม่อาจเล่นกับเด็ก ช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับระยะเวลา เช่น ด้วยการใช้เชือกยาวๆ ผูกเป็นปมทุกๆ ฟุต แสดงถึงเส้นแบ่งเวลา แต่ละฟุตหมายถึง ระยะเวลาช่วงวันเกิดของเด็กปีหนึ่งกับอีกปีหนึ่งถัดไป ช่วงหนึ่งคิดระยะเวลา 1 ปีของชีวิต อาจพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างปีนั้นๆ เช่น เมื่อช่วงปีที่ 1 และ 2 เป็นเวลาที่ลูกยังเล็ก ต้องดูดนมจากขวด เมื่อไรที่เขาสามารถเดินได้ เมื่อไรที่เขาสามารถเดินทางไกลไปไหนมาไหนได้ และอาจจะเล่าเหตุการณ์ในอดีตของพ่อแม่เอง เมื่อแม่ยังเล็กจนแต่งงานกับพ่อและมีลูก เป็นต้น หรือเล่าเหตุการณ์ในอดีตของบ้านเมือง

ความคิดรวบยอดอีกอย่างหนึ่งที่เด็กมักจะสนใจ แต่ไม่มีความคิดว่าลักษณะของมันเป็นอย่างไร คือ เรื่องเกี่ยวกับอาชีพ เด็กบางคนมีความเข้าใจผิดๆ อาชีพที่ใกล้ตัวเด็ก คือ อาชีพของพ่อแม่ เด็กบางคนอาจรู้แต่เพียงว่า พ่อไปทำงาน แม่ก็ไปทำงาน พ่อแม่อาจคุยให้ลูกัง อธิบายเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ ให้ลูกัง หรือทางที่ดีที่สุดจัดหาประสบการณ์จริงให้ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ไปที่ทำงานของพ่อแม่เพื่อการเรียนรู้เข้าใจ อาจให้ลูกนั่งโต๊ะทำงานและคอยเฝ้าดูการทำงานของพ่อแม่และของคนที่ทำงานที่เดียวกัน อาจเปรียบเทียบงานอาชีพของพ่อและแม่ อธิบายให้ฬงว่า อาชีพทั้งสองอย่างสำคัญต่อครอบครัวอย่างไร นอกจากอาชีพพ่อแม่แล้ว ยังมีอาชีพอื่นๆ อีก เมื่ออธิบายแล้วอาจแนะนำให้เด็กเล่นบทบาทเป็นอาชีพต่างๆ จัดของเล่น เครื่องมือของคน อาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ ตำรวจ คนดับเพลิง คนขายของ คนทำงานในโรงงาน นักดนตรี เป็นต้น

ในการเล่นระหว่างเด็กด้วยกันเอง พ่อแม่หรือครูอาจสังเกตดูความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก และอาจช่วยอธิบายให้เด็กพัง เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับความคิดรวบยอดต่างๆ ทั้งนี้เป็นการสอนและฝึกให้เด็กมีพฤติกรรมในสังคมอย่างถูกต้อง

พ่อแม่หรือครูอาจบอกเหตุผลหรือถามว่าควรจะแบ่งของเล่นให้เพื่อนด้วยกันเองหรือไม่ พ่อแม่อาจถามเด็กว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อไปเล่นที่บ้านคนอื่น ชี้ให้เด็กดูพฤติกรรมของเด็กกันเอง ถามเด็กว่า ถ้าเพื่อนคนอื่นประพฤติตัวไม่ดี ลูกจะช่วยเขาอย่างไร จึงจะทำให้เขามีความประพฤติดีขึ้น เมื่อเด็กได้เริ่มเข้าใจถึงความคิดรวบยอดต่างๆ พ่อแม่อาจสังเกตพฤติกรรมของเด็กอยู่ห่างๆ ฟังคำสนทนาและเฝ้าดูว่า เด็กจะเข้าใจความคิดรวบยอดที่เคยสอนไว้หรือไม่ มีความคิด รวบยอดใดที่เด็กเข้าใจผิด เพื่อเป็นแนวทางในการที่จะได้สอนแนะนำประสบการณ์ที่เด็กควรรู้ต่อไป

วัย4-6ขวบ จะเป็นวัยที่พอจะเรียนเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลขได้ พ่อแม่และครูอาจช่วยเด็กวัยก่อนเข้าเรียนนี้ให้เรียนรู้เกี่ยวกับความคิดรวบยอดทางคณิตคาสตร์ ด้วยการจัดประสบการณ์ เพื่อให้เด็กค้นพบด้วยตัวเอง การสอนอาจจัดหาอุปกรณ์การสอนต่างๆ และอาจสอนในรูปของการเล่นเกม ด้วยการใช้สิ่งของที่น่าสนใจ เช่น กระดุมสีสวยๆ ขนม เหรียญบล๊อกหรือฝาเบียร์ ที่เด็กจะสามารถนับหักลบหรือบวกเพิ่มด้วยการใช้นิ้วมือจับเลื่อนสิ่งเหล่านี้ นอกจากนั้นอาจสอนเด็กให้รู้ว่า เลขศูนย์ก็เป็นตัวเลขด้วย อาจถามเด็กขณะทำมือเปล่าว่า ในมือมีกระดุมกี่เม็ด และบอกเด็กว่า จำนวนของกระดุมในมือคือ 0 (ศูนย์) ไม่ควรบอกว่าไม่มีเลย จะทำให้เด็กสับสน ระหว่าง 0 (ศูนย์) กับไม่มี พ่อแม่อาจเขียนตัวเลขจาก 0-9 ลงในกระดาษแผ่นละตัวแล้วใส่ลงในถุง ให้เด็กหยิบจากถุงทีละแผ่น ถ้าหยิบได้เลข 5 ก็ให้เด็กหยิบของอะไรก็ได้ 5 ชิ้น

พ่อแม่หรือครูอาจสอนให้เด็กเข้าใจเลขคู่ เลขคี่ ด้วยการเขียนตัวเลข 1-9 ลงในกระดาษแข็งแผ่นเท่าฝ่ามือ และให้เด็กวางจำนวนสิ่งของ อาจเป็นกระดุมเป็นคู่ๆ ข้างหน้าแผ่นกระดาษ กำกับเลขแต่ละตัว เพื่อว่าเด็กจะสามารถเห็นและบอกได้ว่า ตัวเลขตัวใดที่มีกระดุมวางเป็นคู่ๆ ตัวเลขนั้นก็เป็นเลขคู่ ตัวเลขใดที่มีกระดุมวางเป็นคู่ๆ แล้วยังเหลืออยู่อีก 1 เม็ด ตัวเลขนั้นก็เป็นเลขคี่

หลังจากที่พ่อแม่ครูเล่านิทานให้ฟัง อาจสอนให้เด็กรู้จักสะกดคำที่เด็กได้ยินจากเรื่องที่แล้ว หรือจากบัตรคำที่มีภาพประกอบด้วยการใช้บล๊อกคำ ครูอาจสอนการอ่านตัวเลขด้วยการให้ดูบัตรคำที่มีทั้งรูปภาพเท่ากับจำนวนตัวเลข ครูอาจให้เด็กเล่นด้วยการวางตะปูให้เท่ากับตัวเลขที่กำกับบนแผ่นไม้ หรือวางเม็ดปลาสติกลงในไม้กลมยาวที่ปักบนแผ่นไม้ให้เท่ากับตัวเลขที่กำกับ หรืออาจทดสอบด้วยการให้โยงตัวเลขกับจำนวนรูปภาพ

ลูกเต๋าอาจใช้เป็นเครื่องเล่นชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเลข เด็ก 4-5 ขวบอาจเล่นได้ ด้วยวิธีการให้เด็กคนหนึ่งเขย่าลูกเต๋า แล้วโปรยลงพื้น และบอกจำนวนตัวเลขให้เด็กคนอื่นเขียนบนกระดานดำ แล้วบวกลบเลขจำนวนนั้น

เมื่อเด็กเรียนรู้เกี่ยวกับจำนวนตัวเลขแล้ว ก็ย่อมจะไม่เป็นการยากเกินไปที่จะสอนเด็กอ่านเวลา เช่น เด็กเรียนรู้เวลาเข้านอน คือ เวลา 20 นาฬิกา การหัดให้เด็กดูนาฬิกาเป็น และรู้ถึงเวลานอนแล้วนั้น ทำได้ง่าย โดยการให้นาฬิกานั้นเองเป็นเครื่องตัดสิน ไม่ใช่แล้วแต่พ่อแม่จะบอกให้เข้านอนเวลาใดๆ อีกต่อไป

การสอนเด็กให้รู้เกี่ยวกับเงินตรา อาจเริ่มต้นด้วยการให้เด็กเรียนรู้ว่าธนบัตรหรือเหรียญใดมีราคาเท่าใด อธิบายให้เด็กรู้ว่าเราใช้เงินเพื่อเอาไปแลกกับสิ่งของที่เราต้องการ และเรามีเงินราคาต่างๆ กัน เพื่อว่าเราจะได้ใช้เงินราคาต่างๆ แลกกับสิ่งของซึ่งมีราคาแตกต่างกัน โดยอาจเล่นเกมจับคู่ อาจแสดงให้เด็กเห็นว่า เหรียญสลึง 4 เหรียญ มีค่าเท่ากับเหรียญบาท 1 เหรียญ เป็นต้น เมื่อเด็กรู้ค่าของเงินต่างๆ กันแล้ว ผู้ปกครองก็พร้อมที่จะอนุญาตให้เงินเด็กไปซื้อสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ เองได้

3. การเสริมสร้างความนึกคิดและความคิดสร้างสรรค์

การเล่นเพื่อเสริมสร้างความนึกคิด เป็นกุญแจที่จะนำไปสู่การพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กเช่นกัน จากการที่เด็กใช้ความนึกคิด เด็กจะแสดงพฤติกรรมออกมา เด็กเล็กจะสร้างสัญญลักษณ์เพื่อแทนความนึกคิด และใช้สัญญลักษณ์ในการนึกคิด แต่ไม่อาจแสดงด้วยการเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่องกัน สำหรับเด็กเล็กพ่อแม่หรือครูอาจเล่านิทานให้เด็กเกิดความนึกคิด

เมื่อเด็กรู้ภาษาแล้ว และเรียนรู้ภาษามากขึ้น เด็กก็สามารถที่จะคิดด้วยการใช้คำแทนสัญญลักษณ์ที่นึกคิดในการเล่านิทาน ร้องเพลง เต้นรำ เล่นละคร โดยเล่นบทบาทต่างๆ ในการแสดง เด็กจะได้ใช้ภาษาเสริมสร้างความคิดในรูปของบทสนทนาหรือคำโคลงกลอน ตลอดจนแสดงอารมณ์และความนึกคิดโดยใช้ท่าทางต่างๆ

การแสดงความนึกคิดอาจจะออกในรูปของการแสดงความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งหมายถึงการแสดงที่เด็กสร้างขึ้นเอง เช่น การเล่นบทต่างๆ ซึ่งตนจินตนาการขึ้นหรือแสดงท่าทางเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุที่เด็กสร้างขึ้นในความคิด ลักษณะเช่นนี้เป็นการพัฒนาความคิดและความคิดสร้างสรรค์ที่น่าส่งเสริม

ความสามารถทางการสร้างสรรค์ถือเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง ความสามารถในทางการสร้างสรรค์สูง มีความสัมพันธ์กับการมีสติปัญญาสูง กล่าวคือ คนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงเป็นคนที่มีสติปัญญาสูง อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยพบว่า คนที่มี ไอ.คิว.สูง แต่มีความคิดสร้างสรรค์ตํ่าก็มีหลายคน

การพัฒนาทางสติปัญญาจะเพิ่มมากขึ้น ถ้าเด็กมีประสบการณ์จากการเล่นมากขึ้น พ่อแม่ ควรส่งเสริมหรือเร้าให้เด็กๆ ตั้งแต่วัยทารก ได้มอง ได้ยิน แตะต้อง สำรวจหรือเล่นสิ่งใดก็ตาม จะเป็นวัตถุ ของเล่น หรือการแสดงซึ่งเป็นการฝึกการใช้ความนึกคิดอิสระของเด็กที่เด็กอาจแสดงออกด้วยกิริยาหรือคำพูดหรือแสดงความนึกคิดออกทางวัตถุ เช่น การต่อบล๊อก เป็นต้น ตราบเท่าที่ไม่เป็นการทำลายสิ่งของหรือเกิดผลเสียต่อตัวเองและผู้อื่น ผู้ใหญ่ควรปล่อยให้เด็กเล่นอย่างอิสระ การที่ผู้ใหญ่แนะนำเด็กหรือตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ จำกัดเสรีภาพแก่เด็กนั้น อาจจะเป็นการจำกัดความนึกคิดสร้างสรรค์ที่ดีและการเลือกกระทำอย่างอิสระ การส่งเสริมให้เด็กมีอิสระที่จะคิดและแสดงความรู้สึกออกต่างๆ กันนั้น เพื่อว่าเด็กจะได้พัฒนาบุคลิกภาพของตัวเอง การเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตัวเอง (อัตมโนทัศน์) ดี จะช่วยเสริมสร้างสติปัญญา เพิ่มพูนความรู้ รวมทั้งภาษา  เข้าใจความคิดรวบยอด เกิดความเพลิดเพลิน อีกทั้งยังเป็นการขจัดปัญหาความอยากรู้อยากเห็นและฝึกความนึกคิดในการแก้ไขปัญหาด้วย

พ่อแม่และครูควรมีความอดทนอย่างมาก และยินดีที่จะจัดหาเวลาให้เด็กแสดงความคิดสร้างสรรค์ พูดกับเด็กด้วยท่าทางที่เบิกบาน รับพังเด็กเมื่อเด็กพูด แสดงความพอใจเมื่อเด็กแสดง ความรู้สึก ประสบการณ์อันเป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ครู พ่อแม่ ควรแสดงความกระตือรือร้นเมื่อเด็กทำอะไรได้สำเร็จ และส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก

พ่อแม่ไม่ควรวิตกกังวล ถ้าเด็กนึกสนุกด้วยการนึกคิด สมมติสิ่งของที่เขาเล่นเป็นอีกอย่าง ที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน เช่น เด็ก 2 ขวบ อาจจะเอาขวดนมที่มีจุกและฝามาต่อกับขวดนม แล้วนึกสมมติบอกว่าสิ่งนั้นเป็น “รถไฟ” หรือเด็กที่เอาไม้มา 1 อัน แล้วเอาผ้าเช็ดหน้ามาคลุมที่ปลายหนึ่งของไม้ชูขึ้นแล้วบอกว่า “ร่ม” เด็กบางคนเอาเข็มขัดลักษณะกลมๆ ของแม่มาเล่น แล้วสมมติว่าเป็น “งู” หรือบางคนอาจวาดรูป เมื่อเสร็จแล้วนั่งดูรูปนั้นสักพัก นึกคิดว่าเป็นรูปอะไร เผอิญเห็นเป็นรูปขีดเขียนยุ่งๆ แล้วบอกว่าเป็นรูปใยแมงมุม เป็นต้น พ่อแม่ควรสนใจสิ่งที่เด็กนึกสร้างสรรค์ ปล่อยตามอารมณ์ของเด็ก เด็กที่กลัวการดุว่าหรือตีเพราะวาดรูปทำเลอะ จะไม่มี ความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ออกมา ทำให้เด็กอาจไม่อยากจะนึกคิดสร้างสรรค์อีกต่อไป อาจจะคิดว่านั่งดูโทรทัศน์เฉยๆ นั้นง่ายกว่าและปลอดภัยกว่า

การเล่นที่เด็กสามารถใช้ความนึกคิดอย่างอิสระอื่นๆ ได้แก่ การวาดรูประบายสี ปั้นดินนํ้ามัน ใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นรูปต่างๆ แล้วปะเป็นรูป เป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เด็กเกิดความนึกคิดอิสระ เป็นการฝึกให้รู้จักใช้เทคนิคของการหาสิ่งต่างๆ ด้วยมือหรือแม้แต่ด้วยปาก ซึ่งเด็กอาจจะได้รับความเพลิดเพลินกับการประดิษฐ์รูปด้วยการเป่าสี นอกจากนี้ยังนับว่าเป็นการฝึกสมองด้วย การใช้ความนึกคิดหลายแบบในการแก้ไขปัญหา และทำให้เด็กร่าเริง เมื่อแสดงอารมณ์ ความคิด และความรู้สึกออกมา

พ่อแม่อาจจัดหาสมุดวาดรูปที่มีรูปซึ่งวาดไว้ยังไม่สมบูรณ์ เด็กจะเพียงแต่ลากเส้นบางเส้น และระบายสีต่อเติมอีกเพียงเล็กน้อย เช่นรูปบ้าน บริเวณบ้าน รถยนต์ หรือรูปบางส่วนของนาฬิกาสวยงามที่จะต้องแต่งเติมสีและตัวเลขบางตัวและเข็มสั้นเข็มยาว เป็นต้น

พ่อแม่และครูอาจจัดหากระดาษสีหรือกระดาษห่อของขวัญพับเป็นรูปต่างๆ แล้วอาจให้เด็กปะสิ่งที่พบแล้วลงบนกระดาษวาดเขียน และใช้สีระบายตกแต่งอีกทีหนึ่ง กล่องกระดาษสี หรือขาว อาจจะให้เด็กตกแต่งทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ด้วยการใช้กระดาษสี โบว์ เชือก สี กระดุม สี หรือตัดกระดาษสีจากรูปภาพในนิตยสารต่างๆ อีกวิธีหนึ่งคือการใช้สี สีเทียน วาดระบายสี วิธีทำ ใช้วัตถุ เช่น เหรียญหรือวัตถุนูนเป็นรูปวางบนพื้นราบแข็ง แล้วใช้กระดาษแผ่นหนึ่งปิดทับ แล้วใช้สีเทียนวางตามแนวนอน ถูลงบนแผ่นกระดาษนั้น หรือจะขูดสีเทียนลงในแผ่นกระดาษแล้ววางด้วยแผ่นกระดาษอีกแผ่น รีดด้วยเตารีด เพื่อให้สีเทียนละลาย แล้วใช้ดินสอสีวาดเป็นเส้นบนรูปทำให้เห็นรูปชัดขึ้น

พ่อแม่สามารถเพิ่มความมีชีวิตชีวา ทำให้เด็กมีจิตใจปลอดโปร่งแจ่มใสด้วยการส่งเสริมให้เด็กรักดนตรี นักดนตรีที่มีชื่อในอดีตบางคนเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ เด็กของท่านก็อาจจะมีพรสวรรค์ทางดนตรีเหมือนกัน เด็กเล็กๆ จะเพลิดเพลินเมื่อพ่อแม่เปิดโอกาสให้เล่นเครื่องดนตรีสำหรับเด็ก เช่น ระนาด, ฉิ่ง, กิ๋ง, กลอง, ปี่, หีบเพลง, ขลุ่ย, ออร์แกน หรืออาจจะเพลิดเพลินด้วยการให้ดีดเปียนโน ให้เล่นเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เด็กเล่นเองได้ นอกจากจะทำ ให้เด็กเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนาน ยังเป็นการวางรากฐานให้เด็กรักดนตรี ขณะเดียวกันอาจสอนให้เด็กเล็กๆ เพลิดเพลินกับเสียงเพลงด้วยการร้องเพลงให้เด็กฟัง สอนร้องเพลงง่ายๆ ตบมือให้เข้ากับจังหวะเพลง เป็นต้น

4. การฝึกความทรงจำ

ในการให้พื้นความจำเกี่ยวกับประสบการณ์ เด็กอาจแสดงออกในรูปของการรับรู้หรือใช้ความคิด

ความทรงจำเป็นประสบการณ์ซึ่งขึ้นอยู่กับความสนใจเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่อง ความตั้งใจที่จะจำ และระดับความสามารถในการคิดรวบยอด หรือความสามารถในการแปลและเข้าใจ ความหมายของสิ่งที่ประสบ

พ่อแม่และครูสามารถทีจะฝึกความจำของเด็กได้ โดยให้ความเอาใจใส่ จัดหาอุปกรณ์วัสดุ และกระทำหรือเล่าเรื่องหลายๆ ครั้ง เด็กอาจกระทำตามอย่างเด็กอื่นที่โตกว่าหรือผู้ใหญ่ เพื่อที่พยายามจะเก็บไว้ในความทรงจำ

การที่จะให้เด็กจำคำได้อันเป็นทักษะย่อยทักษะหนึ่งของทักษะการอ่าน ก็ควรจะมีรูป หรือวัสดุนั้นๆ และคำประกอบภาพให้เด็กดูด้วย และการที่จะช่วยให้เด็กจำรูปหรือวัสดุได้ ก็ควรจะให้เด็กได้ยินและกล่าวชื่อของรูปนั้นๆ ด้วย เด็กเล็กๆ ก็ยิ่งควรให้กล่าวชื่อนั้นซํ้าหลายๆ ครั้ง แทนที่จะให้ได้ยินผู้ใหญ่พูดอย่างเดียว การพูดโดยใช้คำสัมผัสยิ่งทำให้เด็กจำได้มากยิ่งขึ้น และการกระทำซ้ำๆ กัน โดยการร้องเพลง เต้นรำ เล่าเรื่อง และการกระทำเป็นประจำเสมอจะช่วยให้เด็กจำได้มากขึ้น

ที่มา:ดร.มณีรัตน์  สุกโชติรัตน์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments