ความรู้เกี่ยวกับเครื่องเล่นของเด็ก

ของเล่นหรือเครื่องเล่นเป็นวัตถุที่คู่ควรกับเด็กๆ มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน ความหมายของคำว่า “เครื่องเล่น” หรือ “ของเล่น” ครอบคลุมไปถึงสิ่งของประเภทใดบ้าง ยังไม่เป็นที่ตกลงยอมรับกันแน่นอน คณะทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องเล่นของเด็ก ซึ่งแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ทำงานเกี่ยวข้องกิจการด้านเด็กและเยาวชน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ได้กำหนดคำว่า “เครื่องเล่นของเด็ก” ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ

1. ของเด็กเล่น

2. เครื่องกีฬา

3. เครื่องดนตรี

ในด้านกุมารเวชศาสตร์ มีผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องเครื่องเล่นของเด็กมานาน แต่ผู้ที่เขียนบทความทางวิชาการเกี่ยวข้องกับความสำคัญและความปลอดภัยของเครื่องเล่นของเด็กในประเทศ ไทยยังมีน้อยและไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่มักจะได้รับคำปรึกษาหรือสอบถามจากบุคคลในวิชาชีพอื่นๆ อยู่เสมอ จึงเป็นการสมควรที่กุมารแพทย์จะสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง “เครื่องเล่นของเด็ก” กันบ้างคนละเล็กละน้อย ความรู้และประสบการณ์ของกุมารแพทย์ไทย ที่รวบรวมได้นี้ จะได้นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเด็ก และเยาวชนไทยในอนาคต

คุณสมบัติของเครื่องเล่นที่ดี

เครื่องเล่นที่ดีควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

1. ควรให้ผู้เล่นมีโอกาสใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ได้เต็มที่ เป็นการพัฒนาประสาทความรับรู้ของผู้เล่นให้เหมาะสมกับวัย เช่น เด็กอายุตํ่ากว่า 6 เดือน ควรกระตุ้นทางสายตาและเสียง โดยใช้เครื่องเล่นที่มีสีฉูดฉาด เคลื่อนไหว มีเสียงดังเป็นจังหวะ เมื่อเด็กใช้มือจับต้องสิ่งของได้แล้ว เครื่องเล่นควรเป็นวัตถุที่มีรูปร่างง่ายๆ จับถือได้ เขย่าให้มีเสียงดังได้หรือมีความปลอดภัย ให้เด็กขบเคี้ยวได้เป็นพิเศษเมื่อเด็กรู้สึกคันเหงือก เมื่อเด็กโตขึ้นของเล่นควรเป็นวัตถุที่เด็กสามารถ เข็นหรือลากเคลื่อนไหวได้ เป็นการหัดให้ใช้ประสาทสัมผัสหลายๆ อย่างให้ประสานกันมากขึ้น

2. ควรให้เด็กได้ฝึกการเคลื่อนไหวของส่วนต่างๆ ของร่างกาย จากปฏิกิริยาระดับหยาบๆ จนถึงการเคลื่อนไหวที่ละเอียดเพิ่มขึ้นตามวัย เช่น ต่อแท่งไม้ ลากจูงเข็นรถ เล่นกีฬา เล่นเครื่องดนตรี เป็นต้น

3. ควรจัดเครื่องเล่นให้ถูกประเภทเพื่อเหมาะสมกับวัย เหมาะกับความสามารถและความสนใจของผู้เล่นให้มาก ไม่ควรเล่นยากเกินไปหรือง่ายเกินไป เพื่อป้องกันความเบื่อหน่าย และอุบัติเหตุ

4. ควรเป็นเครื่องเล่นที่กระตุ้นให้เด็กเกิดจินตนาการสร้างสรรค์ เกิดความสามัคคีและเพาะประสบการณ์ด้านมนุษยสัมพันธ์ตั้งแต่เยาว์วัย ส่วนใหญ่เป็นเครื่องเล่นที่ต้องเล่นเป็นกลุ่ม

5. เครื่องเล่นควรเป็นวัตถุที่ปราศจากพิษและภัย ไม่แตกหักทำอันตรายบาดเจ็บแก่ผู้เล่น

6. ควรเป็นเครื่องเล่นที่แพร่หลาย เด็กๆ นิยมกันทั่วๆ ไป ผลิตได้ภายในประเทศ ราคาย่อมเยา คงทน และทำความสะอาดได้ง่าย

วัตถุประสงค์ของการเล่นที่ใช้เครื่องเล่นของเด็ก

1. เพื่อความเพลิดเพลิน เป็นจุดประสงค์สูงสุดของการเล่นของเด็ก จะได้ใช้เวลาเล่นให้หมดไปโดยไม่ซุกซน ทำความรำคาญ และก่ออุบัติเหตุ

2. เพื่อพัฒนาการทางร่างกาย ให้ใช้ประสาทสัมผัสใช้มือใช้เท้าให้ถนัด ส่งเสริมสุขภาพ

3. เพื่อพัฒนาการด้านอารมณ์ เด็กจะใช้การเล่นเป็นการระบายอารมณ์ต่างๆ ออกไป โดยใช้จินตนาการจากการเล่น เช่น รักตุ๊กตา มีที่พึ่งทางใจ เมื่อเกิดอารมณ์ขุ่นมัวก็จะได้ระบายกับของเล่นได้บ้าง ส่วนการเล่นดนตรีจะทำให้เด็กเกิดอารมณ์แจ่มใส การเล่นกีฬาจะเกิดน้ำใจ นักกีฬา เป็นต้น

4. เพื่อพัฒนาการด้านสังคม ทำให้เด็กเกิดนิสัยที่ชอบอยู่เป็นกลุ่มเป็นหมู่ มีเพื่อนฝูง จากการเล่น รู้จักการเสียสละและการให้อภัย

5. เพื่อพัฒนาการด้านสติปัญญา การเล่นที่ดีทำให้เด็กๆ ได้ใช้ความคิด เกิดไหวพริบ ได้ความรู้จากการเล่นเพิ่มขึ้น

ความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่องเล่นของเด็ก

1. วัสดุที่ใช้ผลิต

เครื่องเล่นของเด็กควรผลิตจากวัสดุที่ปลอดภัย และไม่มีพิษทั้งโครงสร้างและส่วนผสมทางเคมี รวมทั้งส่วนผสมของสีที่ไม่มีตะกั่วเจือปนอยู่ด้วย

2. ส่วนประกอบ

ส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องเล่นควรผลิตให้แน่นหนา ไม่หลุดหรือแตกแยกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ต้องคำนึงถึงว่าเด็กเล็กๆ อาจกลืนหรือสำลักชิ้นส่วนเหล่านี้เข้าไปในหลอดลม หรือหลอดอาหาร ไม่ควรมีปลายแหลม หรือขอบคม อันอาจทำให้ผู้เล่นบาดเจ็บได้ง่าย

3. โครงสร้าง

โครงสร้างแต่ละชนิดของเครื่องเล่นควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเฉพาะเครื่องกีฬาที่ต้องใช้แรงห้อยโหน หรือปีนปาย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดได้

การเลือกเครื่องเล่นที่ปลอดภัย

1. ให้การศึกษาเกี่ยวกับเครื่องเล่นที่มีคุณสมบัติที่ดีแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ ผู้มีหน้าที่เลี้ยงดูเด็ก ตลอดจนผู้ออกแบบ ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายเครื่องเล่น

2. สิ่งบรรจุเครื่องเล่นควรมีคำอธิบาย คำแนะนำแสดงไว้ว่า เครื่องเล่นชิ้นนั้น เหมาะสำหรับเด็กอายุเท่าใด เพราะเครื่องเล่นแต่ละชนิดมีข้อบกพร่องของมันเอง ถ้าใช้ไม่ถูกกับวัย

3. ผู้ซื้อเครื่องเล่นควรพิจารณาเลือกประเภทให้ถูกต้องตามความเจริญเติบโตของเด็ก

4. เครื่องเล่นควรเป็นชนิดที่ทำความสะอาดได้ง่าย

5. เครื่องเล่นที่ผู้ใหญ่ไม่แน่ใจว่าเด็กจะเล่นได้ปลอดภัยหรือไม่ ผู้ปกครองหรือพี่เลี้ยง ควรสนใจดูแลเด็กขณะเล่น เพื่อป้องกันความเสียหายอันเกิดจากความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก

6. เด็กต่างวัยกันไม่ควรเล่นเกมกีฬาประเภทเดียวกันร่วมกัน เพราะเด็กเล็กอาจได้รับบาดเจ็บจากพลังของเด็กโตได้

สถานที่เด็กเล่น

สถานที่เด็กเล่นควรเป็นที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้รับผิดชอบ เด็กโตควรให้การศึกษาแก่เด็กเล็กถึงอันตรายต่างๆ อันอาจจะเกิดขึ้นจากการละเล่นแต่ละชนิด

ของเล่นที่เป็นที่นิยมของเด็ก

1. รถจักรยานสามล้อของเด็กเล็ก ควรให้เริ่มขับขี่เมื่ออายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ผู้ปกครองควรดูแลอย่างใกล้ชิด

2. รถจักรยานสองล้อควรให้เริ่มขับขี่เมื่อเด็กมีอายุ 5-6 ปีขึ้นไป แต่ควรขับขี่ในสถานที่ปลอดภัยเลือกขนาดจักรยานให้พอดีกับตัวเด็ก อย่าเลือกเผื่อเด็กโต และควรมีอุปกรณ์ครบตามกฎหมายถ้าเด็กขับขี่บนถนนที่มีการจราจรคับคั่ง เสื้อที่สวมใส่ไม่ควรเป็นสีทึบ โดยเฉพาะกลางคืน อาจจะประสบอุบัติเหตุถูกรถชนได้ง่าย

3. เกมกีฬาต่างๆ ควรอนุญาตให้เล่นตามเกณฑ์อายุเพื่อความปลอดภัยของเด็กเอง และควรสอนให้รู้จักกติกาของการเล่นที่ถูกต้อง

ของเล่นที่เสี่ยงอันตราย

1. ถุงปลาสติก เด็กอาจนำมาครอบศีรษะ ทำให้หายใจไม่ออกสำลักตายได้

2. เหรียญกษาปณ์ที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน เด็กอาจจะอมเล่นและกลืน หรือสำลักเข้าไปในลำคอจนถึงแก่ชีวิตได้ (รวมทั้งของใช้อื่น ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน)

3. อาหารบางชนิด เด็กอาจอมเล่นสำลักหลุดหล่นลงไปในหลอดลมทำให้เกิดปอดอักเสบ หรือหลอดลมอุดตันถึงแก่ชีวิตได้ เด็กอายุตํ่ากว่า 8 ขวบ ไม่ควรให้อาหารที่มีเมล็ดหรืออาหารคล้ายเมล็ด เช่น ถั่วต่างๆ ให้รับประทานเองโดยเด็ดขาด

4. ผู้ใหญ่ควรเก็บอาวุธปืนให้มิดชิด เพราะบางครั้งเด็กอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นปืนเด็กเล่น นำมาลั่นไกยิงจนเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บถึงแก่ชีวิตได้บ่อยๆ

5. เด็กอาจจะใช้ไม้ซางเป่าลูกกระสุนหรือหนังสะติ๊กยิงนก ยิงเล่นกันจนเป็นเหตุทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้บ่อย

การผลิตและการสั่งเข้าประเภทของเครื่องเล่นในประเทศไทย

ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายหรือข้อกำหนดเป็นมาตรฐานในการผลิตเครื่องเล่นของเด็กในประเภทโรงงานต่างๆ ที่ผลิตเครื่องเล่นยังกระจัดกระจายใหญ่บ้างเล็กบ้าง ไม่ได้มีการควบคุมเท่าที่ควร ในกรุงเทพมหานครเท่าที่ปรากฎมีผู้ผลิตเครื่องเด็กเล่นดังนี้

1. ของเด็กเล่น จำนวน 38 โรงงาน

2. อุปกรณ์กีฬา จำนวน 18 โรงงาน

3. เครื่องดนตรีและอุปกรณ์ จำนวน 6 โรงงาน

4. อุปกรณ์เครื่องเขียน จำนวน 24 โรงงาน

จากสถิติการนำเครื่องเล่นของเด็กเข้าประเทศของกรมศุลกากรในปี พ.ศ. 2520 ปรากฏว่าประเทศไทยซื้อเครื่องเล่นจากต่างประเทศเป็นเงินปีละ 190 ล้านบาท ในจำนวนนี้ซื้อเครื่องกีพา 112 ล้านบาท เครื่องดนตรี 54 ล้านบาท และเครื่องเด็กเล่นเป็นเงิน 24 ล้านบาท ประเทศไทยสั่งซื้อเครื่องเล่นจากประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด คือเป็นเงินปีละ 68 ล้านบาท รองลงมาคือสหรัฐอเมริกาเป็นเงิน 42 ล้านบาท

เพื่อมิให้จำนวนเงินมากมายเช่นนี้รั่วไหลออกนอกประเทศ ผู้ทำงานเกี่ยวข้องหลายฝ่าย จึงพยายามส่งเสริมโรงงานเอกชนในประเทศไทยให้ผลิตเครื่องเล่นที่ได้มาตรฐานทัดเทียมกับของต่าง ประเทศแต่มีราคาย่อมเยากว่า โดยหน่วยงานของราชการ เช่น คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติจะให้คำแนะนำและหาวิธีการส่งเสริม

แพทย์อาจร่วมมือในด้านเครื่องเล่นของเด็กได้ คือ

1. ให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดหาเครื่องเล่นของเด็กแก่บิดามารดา ผู้ปกครอง ผู้ทำหน้าที่ดูแลเด็กตามสถานเลี้ยงเด็ก โรงเรียน สถานพยาบาลเด็กป่วย ศูนย์เยาวชน และสนามกีฬาสำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อให้ได้เครื่องเล่นที่ปลอดภัย เหมาะสมแก่วัย และได้มาตรฐาน

2. ควรสังเกตการเล่นของเด็กเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยและรักษาโรคทางกายและทางพฤติกรรม

3. ศึกษาถึงข้อเสียหายจากของเล่นหรือเครื่องเล่นบางประเภท เพื่อหาทางป้องกันอุบัติเหตุ ให้คำแนะนำแก้ไขแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง

4. ช่วยกันคิดค้นและรวบรวมวิธีการสร้างเครื่องเล่นของเด็กจากวัสดุเหลือใช้ เช่น จาก ขวดยา กล่องใส่ยา เครื่องมืออุปกรณ์ทางแพทย์ที่เหลือใช้ มาผลิตเป็นเครื่องเล่นที่มีประโยชน์ต่อไป

สรุป

เครื่องเล่นของเด็กมีความสำคัญในการพัฒนาร่างกายและจิตใจของเด็กและเยาวชน ผู้ทำหน้าที่เป็นแพทย์หรือบุคลากรการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ควรศึกษาและให้ความสนใจในเรื่อง เครื่องเล่นพอสมควร ทั้งนี้เพื่อจะได้ให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกสรรและจัดหาเครื่องเล่น ให้ถูกต้องเหมาะสมกับผู้เล่น ตลอดจนหาทางช่วยส่งเสรีมการผลิตเครื่องเล่นให้มากขึ้นภายใน ประเทศโดยทางอ้อมต่อไป

ที่มา:นพ.พิพัฒน์  ชูวรเวช, พญ.นพมาศ  ชูวรเวช

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments