อบรมเลี้ยงดูให้ลูกเป็นคนดี มีคุณภาพ

author   July 29, 2011   Comments Off on อบรมเลี้ยงดูให้ลูกเป็นคนดี มีคุณภาพ

ส่งเสริมพัฒนาการอย่างสมดุลครบทุกด้าน

พ่อแม่ช่วยส่งเสริมให้ลูกเป็นคนดี คนเก่งของครอบครัวและสัมคมได้โดย

–         ดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดด้วยความรักและความเข้าใจ ทำให้ลูกมีจิตใจดี

–         ให้โอกาสลูกเรียนรู้ เล่น และฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตร ทำให้ลูกฉลาด คล่องแคล่ว และมีมานะอดทน

–         ยิ้มแย้ม สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน สังเกตการแสดงออกของลูก รับฟังและพูดคุยโต้ตอบกับลูก สนใจที่ตอบคำถามและเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับเด็ก ทำให้ลูกรู้ภาษาเร็วและมีกำลังใจใฝ่รู้

–         ทำตัวเป็นแบบอย่างที่จะปลูกฝังลักษณะนิสัยและความเป็นอยู่ที่ดี ทำให้ลูกรู้จักกาละเทศะ รู้ผิดรู้ชอบและคุ้นเคยกับสิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ต่อชีวิต

เอาใจใส่ให้เวลา

พ่อแม่จำเป็นต้องให้เวลา และเอาใจใส่ลูก ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างกัน ความมั่งคงทางใจมีความสำคัญมากต่อชีวิตและจิตใจของลูก ๆ อาจจะเรียกได้ว่าเท่ากับอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม การดูแลรักษายามเจ็บไข้และการปกห้องจากอันตรายต่าง ๆ

เด็กมองเห็น ได้ยิน รู้จักตอบสนองต่อรส กลิ่น และสัมผัสตั้งแต่แรกเกิด เรียนรู้ได้เร็วจากคนที่ใกล้ชิด จากประสบการณ์และการกระทำของตนเอง พ่อแม่จึงต้องให้เวลาอยู่ใกล้ชิด มองหน้าสบตายิ้มแย้ม สัมผัสอย่างอ่อนโยน พูดคุยโต้ตอบ เล่นด้วยกัน จัดสภาพแวดล้อมให้น่าสนใจและปลอดภัย ทำกิจกรรมต่าง ๆ กับลูกโดยคำนึงถึงความสนใจและความสามารถของลูก

เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก

การอบรมเลี้ยงดูลูกด้วยความรักความเมตตา ใช้เหตุผลอย่างเสมอต้นเสมอปลายและพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีงาม จะช่วยให้ลูกมีจิตใจมั่นคง ไม่สับสน การฝึกให้ลูกเป็นคนรู้จักคิด มีน้ำใจและคุณธรรมจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ส่วนเด็กที่ถูกละเลย ทอดทิ้ง หรือถูกทำโทษรุนแรง จะมีปัญหาสุขภาพจิตและมีความประพฤติต่อต้านสังคมกลายเป็นเด็กเกเร ก้าวร้าวได้

พ่อแม่สามารถจูงใจให้ลูกมีความใฝ่รู้ กล้าแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะ โดยให้ความสนใจในสิ่งที่ลูกกำลังทำ ตอบคำถามของลูกได้ฝึกให้ลูกหัดสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้โอกาสลูกที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดของตน ซึ่งอาจจะแตกต่างกับความคิดของพ่อแม่ และให้ลูกได้มีโอกาสเรียนรู้จากการลองถูกลองผิดบ้างในกรณีที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย

สังเกตพัฒนาการตามวัย

ตามปกติเด็กวัยนี้พัฒนาความสามารถด้านต่าง ๆ รวดเร็วมาก พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กจึงจำเป็นจะต้องติดตามสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของลูกว่า เปลี่ยนแปลงไปตามวัยเท่าที่ควรหรือไม่ โดยศึกษาและบันทึกลงสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวเด็ก ควรปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับวัย เพศ และความสามารถของลูก โดยไม่เคี่ยวเข็ญจนเกินไป หากสงสัยว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย ควรให้โอกาสฝึกหัดอีกสัก 1 เดือน ถ้าไม่มีความก้าวหน้า ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

หากพ่อแม่พบลักษณะที่สงสัยหรือมีปัญหาในการเลี้ยงดูควรบอกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์

ลักษณะที่สงสัยว่าอาจผิดปกติ ได้แก่

การได้ยิน

ลูกไม่สะดุ้งเวลามีเสียงดังใกล้ตัว อายุ 6 เดือน ไม่หันมองหาตามเสียงเรียกชื่อ

การมองเห็น

เดือนแรกไม่มองหน้า อายุ 3 เดือน ไม่มองตามสิ่งของหรือหน้าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า  อายุ 6 เดือน ไม่คว้าของ อายุ 9 เดือน ไม่หยิบของชิ้นเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงหน้า

การเคลื่อนไหว

แขนขาขยับไม่เท่ากันหรือเคลื่อนไหวน้อยอายุ 3 เดือน ยังไม่ชันคอ อายุ 5 เดือน ยังไม่คว่ำ อายุ 9 เดือน ยังไม่นั่ง อายุ 1 ขวบ ยังไม่เกาะยืน อายุเกิน 2 ขวบ ยังล้มง่าย งุ่มง่าม หรือเก้ ๆ กัง ๆ

การรู้จักและใช้ภาษา

อายุ 10 เดือน ยังไม่เลียนเสียงพูด อายุ 1 ขวบ ยังไม่เลียนท่าทาง และยังพูดเป็นคำที่มีความหมายไม่ได้ อายุ 1 ขวบครึ่ง ยังไม่สามารถทำตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่พูดเป็นคำ ๆ อายุ 3 ขวบ ยังไม่พูดโต้ตอบเป็นประโยค

ปัญหาอื่น ๆ เช่น

การกิน การนอน การขับถ่าย อยู่ไม่สุข ซุกซนผิดปกติ แยกตัว ซึมเศร้า ก้าวร้าว

ให้การศึกษาเพื่อชีวิต

เด็กวัยนี้จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดถึงอายุ 3 ขวบ มักได้รับการดูแลอยู่ในบ้าน บางคนอาจได้รับการดูแลจากพี่เลี้ยงหรือผู้ดูแลในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวันพ่อแม่จึงควรเลือกบริการเลี้ยงลูกที่สะอาดปลอดภัย และมีกิจกรรมการเล่นและเรียนรู้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้ พ่อแม่ก็ยังจำเป็นจะต้องติดตามเอาใจใส่ ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดด้วย

เมื่อลูกมีอายุ 3-4 ขวบขึ้นไป พ่อแม่ควรพาไปเข้ากลุ่มเรียนรู้จากครูและเพื่อนในชั้นเด็กเล็ก หรือศูนย์พัฒนาเด็กเพิ่มขึ้นจากการอบรมเลี้ยงดูที่บ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆก่อนที่จะเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ดังนี้

–         ด้านร่างกาย  เน้นความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหวและการใช้มือกับตาให้ทำงานไปด้วยกันประสานกัน ในการวาด ปั้น และขีดเขียน

–         ด้านสติปัญญา เน้นการรับรู้เรียนรู้ รู้จักแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ที่เหมือนกัน ต่างกัน รู้จักเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่เหมือนกัน ต่างกัน รู้จักแก้ปัญหา มีความคิดสร้างสรรค์ และสนใจใฝ่รู้

–         ด้านการเข้าใจและการใช้ภาษา รู้และอธิบายความหมายของคำและเรื่องราว เล่าเรื่อง และจับใจความสำคัญได้

–         ด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคม มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง รู้จักแบ่งปัน และทำตามระเบียบ รู้จักการรับและให้ความช่วยเหลือ รู้จักขอบคุณและขอโทษ

ทั้งนี้ ต้องระวังอย่าปล่อยปละจนลูกขาดโอกาสเรียนรู้ แต่ก็ต้องระวังอย่างเร่งบังคับให้ลูกท่องจำอ่านเขียนจนเคร่งเครียดเกินไป หรือจัดให้เรียนพิเศษวิชาต่าง ๆ จนลูกล้า จะเป็นผลเสียต่อการพัฒนาความรู้คิด และสร้างสรรค์ของลูก

หักให้รักและอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมไทยและสภาพแวดล้อม

ฝึกภาให้ถูกต้อง

พ่อแม่สามารถฝึกภาษาให้ลูกได้ตั้งแต่แรกเป็นทารกหรือยังเล็ก ๆอยู่ โดยพูดคุยกับลูกด้วยภาษาที่ฟังเข้าใจง่ายและชัดเจนด้วยท่าทางที่เป็นมิตร โดยอาจจะใช้วิธีเล่านิทาน อ่านหนังสือ ชี้ให้ลูกดูภาพ หรือเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและฝึกให้ลูกได้ฟังและหัดพูดภาษาไทย ได้เรียนรู้การใช้ภาษาไทยสำหรับสื่อความหายและติดต่อกับคนอื่น ๆ ได้ในสังคม ทั้งยังเป็นการสืบทอดภาอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยอีกด้วย

พ่อแม่และผู้ใหญ่เองจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและส่งเสริมให้ลูกพูดเป็นประโยคอย่างถูกต้อง ใช้คำที่เหมาะสมในการพูดจาโต้ตอบอธิบายความรู้สึกนึกคิดของตน หรือเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ และตอบคำถามอย่างได้ใจความ การเริ่มสอนภาษาไทยนั้น ควรเริ่มจากให้ลูกเห็นและเล่นตัวอักษรไทยและตัวเลขไทยตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบขึ้นไป เริ่มฝึกให้รู้จักตัวอักษร อ่านและขีดเขียนทีละเล็กน้อย ราวอายุ 4-5 ขวบขึ้นไป ตามความพร้อมของลูก

รู้จักและรักในคุณค่าวัฒนธรรมไทย

เด็ก ๆ จะซึมซับค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีจากการกระทำของผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นมารยาททางสังคม เช่น การเคารพผู้ใหญ่ การไหว้ การกินอยู่ การรู้จักสำรวม และเกรงใจ หรือแม้กระทั่งเรื่องระเบียบวินัยทางสังคม การรักและชื่นชมธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นเรื่องที่พ่อแม่จะชี้ชวนให้ลูกสนใจและปลูกฝังได้ไม่ยาก ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีให้เขาดูและสนับสนุนให้ลูกได้คิดและได้ทำอย่างเหมาะสม เริ่มจากเล่านิทาน ร้องเพลงกล่อมลูก เล่นดนตรี ประดิษฐ์ของเล่นด้วยกัน เล่นการละเล่นพื้นบ้าน พาลูกร่วมกิจกรรมทางสังคมและประเพณีตามความเหมาะสม เมื่อลูกสนใจแล้ว เขาจะกระตือรือร้นที่จะทำเองและพัฒนาเป็นนิสัยที่ดีต่อไป

ปลูกฝังคุณธรรม ระเบียบวินัยและแนวทางประชาธิปไตย

สนใจ เข้าใจ ไม่บังคับ

ช่วงอายุ 1-3 ปี เป็นช่วงเวลาที่เด็กต้องการเป็นตัวของตัวเองมาก เขาจะอยากทำอะไรด้วยตนเอง มักจะต่อต้านคำสั่ง หรือแสดงอารมณ์โกรธเมื่อถูกขัดใจ เหล่านี้เป็นพัฒนาการปกติตามวัยของเขา หากพ่อแม่เข้าใจในข้อนี้ พยายามหลีกเลี่ยงการบังคับขู่เข็ญ หรือต่อล้อต่อเถียง ทำโทษรุนแรง แต่ใช้วิธีอบรมสั่งสอนด้วยความเข้าใจสนใจ ชมเชยเมื่อทำสิ่งที่ควร ช่วยเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ ตลอดจนให้โอกาสเข้าฝึกทำอะไรด้วยตนเอง ในขณะที่ผู้ใหญ่ยอมรับฟังและแก้ไขความขัดแย้งด้วยโดยไม่ใช้เสียงดังหรือกำลังบังคับ ลูกก็จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองในที่สุด

สอนให้มีคุณธรรมด้วยการทำเป็นแบบอย่าง

การปลูกฝังการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม ผู้ใหญ่จะต้องเป็นแบบอย่างให้เห็น เช่น

–         จะปลูกฝังการรักษาความจริง ผู้ใหญ่ต้องไม่หลอกหรือขู่เด็กเสียเอง

–         จะฝึกการไม่เบียดเบียนกัน ผู้ใหญ่ก็ต้องแสดงความรักความเมตตาต่อคนอื่น ๆ ด้วยการให้อภัย ไม่ทำร้ายผู้อื่น ทั้งด้วยคำพูดหรือการกระทำ

–         ฝึกการรู้จักละอายและควบคุมตัวเองต่อการทำความผิด สอนลูกไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ควร

–         ฝึกหัดความรู้จักพอ ใช้จ่ายแต่สมควร ไม่ตามใจลูกจนไม่มีเหตุผล

–         ปลูกฝังและฝึกให้ลูกเป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารี โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในครอบครัว สนใจทุกข์สุขและแสดงความเอื้ออาทรต่อกันทั้งในยามสบาย และยามเจ็บป่วย

–         ฝึกให้ลูกเรียนรู้ความต้องการของคนอื่น ไม่เอาแต่ใจตนเอง รู้จักรอและมีส่วนช่วยเหลือคนในครอบครัวตามกำลังความสามารถ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments