จะอธิบายเรื่องเพศกับลูกเมื่อไร และอย่างไร

author   May 15, 2014   Comments Off on จะอธิบายเรื่องเพศกับลูกเมื่อไร และอย่างไร

คุยกับลูกเรื่องเพศศึกษา
ถาม ลูกชายของดิฉันอายุ ๓ ขวบ และชักจะเริ่มถามคำถามเกี่ยวกับว่าเขา “มาจากไหน” เมื่อไรที่พ่อแม่พอจะเริ่มสอนหรือพูดคุยกับลูกๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาได้ และคุณพอจะให้คำแนะนำบ้างได้ไหมว่าเด็กนั้นต้องการจะรู้อะไรบ้างเมื่อตอนอายุขนาดไหน และเราพอจะบอกเล่าให้ลูกๆ ได้มากขนาดไหนถึงจะเป็นการสมควร ?

ตอบ พ่อแม่ก็ควรจะพูดคุยกับคุณเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาได้ทันทีที่ลูกชักจะเริ่มถามคำถามเหล่านั้นแล้ว โดยธรรมชาติแล้ว เด็กจะเป็นคนช่างสงสัยมากและอยากรู้อยากเห็น และพ่อแม่ก็ควรที่จะเอาใจใส่ดูแลเเละตอบข้อสงสัยให้เขาพอใจโดยตอบสิ่งที่เขาอยากรู้ การทำอย่างนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นเกี่ยวกับการเรียนรู้ขั้นสูงต่อไปในภายหน้าเท่านั้นแต่ยังเป็นการให้ความรู้ที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการเติบโตขึ้นในชีวิตของพวกเขา และพอที่จะเผชิญกับสถานการณ์และปัญหาของชีวิตได้ในภายหน้า

เพื่อที่จะได้มีความรู้พอที่จะตอบข้อซักถามความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาของเด็กๆ ได้ มันก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตัวพ่อแม่เองที่จะต้องรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ด้วย เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปเลยว่าคนโตๆ หลายคนก็ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเพศศึกษาโดยถูกต้องเท่าที่ควรจะรู้เช่นกันและหลายคนก็รู้อย่างผิดๆ ถูกๆ ซึ่งตัวเองได้รับมาครั้งช่วงวัยเด็กของตนอีกด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วพ่อแม่ก็ควรที่จะต้องศึกษาเอาเอง บางทีก็อาจจะโดยการพูดคุยกับผู้ใหญ่ด้วยกันในชุมชนหรือผู้มีความรู้, อ่าน หนังสือ (แม้แต่หนังสือที่ทำออกมาสำหรับเด็ก), ปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้เพื่อหาคำแนะนำที่ถูกต้องเอาไว้ตอบเด็กๆ

พ่อแม่ที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองมีความรู้หรือไม่ค่อยรู้อะไรมากนักมักจะปัดความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่น เช่นแพทย์ที่ปรึกษา, ครู หรือแม้กระทั่งญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงของครอบครัว ตามความเห็นของผม นี่เป็นวิธีที่ไม่ค่อยฉลาดนักเพราะจะทำให้พวกลูกๆ แปลกใจว่าทำไมพ่อแม่ของพวกเขาไม่ตอบคำถามเหล่านี้เอง ผมเชื่อว่าคนภายนอกแม้จะเชี่ยวชาญสักปานใดหรือแม้คนอื่นๆ ที่เด็กนิยมชมชอบก็ไม่เหมาะที่จะตอบเท่ากับตัวพ่อและแม่เอง ผมคิดว่าคนอื่นนั้นมีความเหมาะสมน้อย กว่าพ่อแม่ก็เพราะว่าพวกนั้นมีความเข้าใจเกี่ยวกับการมองโลกของเด็กแต่ละคนน้อยกว่าพ่อแม่นั่นเอง ทั้งนี้พ่อแม่นั้นย่อมรู้ซึ้งได้ดีว่าลูกๆ ของตนต้องการรู้อะไรและจะใช้คำพูดแบบไหน ถึงจะดีที่สุดที่จะให้ลูกๆ เข้าใจได้ และที่สำคัญที่สุด แม้ว่าโรงเรียน หรือโครงการกิจกรรมชุมชนต่างๆ จะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในภายหลังเกี่ยวกับการมีส่วนเสริมให้มีความรู้ทางด้านนี้เพิ่มขึ้น เพศศึกษาก็ควรจะเริ่มต้นขึ้นมาจากในครอบครัวของเด็กๆ นั้น

คำถามแรกๆ ที่เด็กส่วนใหญ่ถามก็มักจะไม่พ้นเรื่องการที่คนเรามีลูก และไม่เกี่ยวกับความรู้สึกทางเพศอย่างลึกซึ้งแต่อย่างใด อายุซึ่งเด็กๆ มักจะเริ่มถามคำถามอย่างนี้ก็แตกต่างกันออกไป อาจจะเริ่มตั้งแต่ยังเล็กๆ ตอนอายุเพียงแค่ ๒ ขวบ ก็ได้ แต่ตามประสบการณ์ของผม ส่วนใหญ่มักจะถามมากในขณะที่มีอายุระหว่าง ๓-๔ ขวบ แน่นอนที่สิ่งเหล่านี้ย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ การที่น้องชายหรือน้องสาวของตนเพิ่งเกิดใหม่ๆ หรือเห็นสัตว์เลี้ยงในบ้านออกลูกก็อาจจะทำให้เขามีคำ ถามขึ้นมาได้ ส่วนใหญ่เด็กๆ จะเริ่มถามเกี่ยวกับเรื่องเพศก็เนื่องด้วยความสงสัยว่าครอบครัวมันเป็นมาอย่างไรกันหรืออย่างกับถามว่า “ยายเป็นแม่ของแม่ได้อย่างไร” เด็กอื่นๆ บางคนก็ถามขึ้นมาเฉยๆ ว่า “เด็กตัวเล็กๆ มาจากไหน” หรือ “หนู เกิดมาได้อย่างไร” เมื่อเกิดคำถามอย่างนี้ขึ้นมา พ่อแม่ก็ควรจะตอบออกไปตามความจริง ใช้ศัพท์ให้ถูกต้องอธิบายว่าอะไรเป็นอะไรในระดับที่ลูกพอจะสามารถเข้าใจได้ ในขณะที่พ่อแม่บางคนรู้สึกว่าคำอธิบายควรจะเป็นแบบอ้อมค้อมเข้าใจได่ยาก ผมเชื่อว่าถ้าทำอย่างนี้คำตอบก็จะไม่ตรงประเด็นหรือทำให้เด็ก งงยิ่งขึ้น เด็กๆ ก็จะมองไปว่าพ่อแม่ลังเลใจที่จะตอบอย่างตรงไปตรงมาและมองไปว่าคำตอบแบบอ้อมค้อมต่อคำถามที่พวกเขาถามเป็นเครื่องบ่งบอกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องต้องห้ามที่จะนำเอามาพูดคุยกัน และอย่าไปบอกกับพวกลูกๆ ว่า “พวกลูกยังเด็กเกิไปที่จะมารู้เกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้” คำตอบอย่างนี้จะไม่ทำให้หายสงสัยได้หรอก มันเพียงแต่จะทำให้เด็กหันไปหาคำตอบจากที่อื่น และจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าคุณไม่ได้ใส่ใจกับคำถามของพวกเขาเลย

เด็กควรจะได้รับการบอกเล่าว่าเด็กตัวเล็กๆ เริ่มเป็นมนุษย์เติบโตได้ก็ต่อเมื่อเชื้ออสุจิจากภายในตัวของผู้ชายได้ผสมกับไข่ใบเล็กๆ (ซึ่งไม่ใหญ่ไปกว่าขนาดของหัวเข็มหมุด) ในร่างกายของผู้หญิง อธิบายให้รู้ว่ามันใช้เวลา ๙ เดือนที่ไข่ใบเล็กๆ จะเติบโตขึ้นเป็นทารกที่สมบูรณ์และเด็กทารกก็เติบโตในร่างกายของผู้หญิงตรงที่เรียกว่าถุงน้ำคร่ำ (ทางที่ดีอย่าไป เรียกว่า “ท้อง” เลย แต่อธิบายว่า ถุงน้ำคร่ำอยู่ตรงไหน “อยู่ต่ำกว่าท้องหรืออยู่ใกล้ๆ กับท้อง”) อาหารของเด็กทารกมาจากอาหารที่แม่รับประทานเข้าไป และเด็กทารกก็ได้รับทุกสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายจากภายในตัวของแม่ให้ลูกได้รู้ว่าเมื่อทารกเติบโตขึ้นๆ ร่างกายของแม่ก็ใหญ่ขึ้นๆ ตรงส่วนที่เด็กทารกอยู่และโตขึ้น และเมื่อทารกใกล้จะคลอดออกมาแล้ว โดยปรกติผู้หญิงก็จะไปที่โรงพยาบาลและได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ หรือพยาบาลหรือหมอตำแยซึ่งจะช่วยทำการคลอดให้เด็กทารก

บางทีลูกอาจจะถามว่า “เด็กทารกออกมาได้อย่างไร” ก็ควรอธิบายให้ฟังว่า “เด็กเกือบทั้งหมดคลอดออกมาทางช่องคลอดของแม่ ช่องคลอดจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเมื่อเด็กพร้อมที่จะเกิดออกมาและก็เล็กลงตามปรกติเมื่อเด็กทารกได้คลอดออกมาแล้ว” ไม่จำเป็นที่จะต้องว่ากันถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการคลอด โดยวิธีผ่าท้องเว้นเสียแต่ว่าลูกจะถามออกมาอย่างนั้นโดยตรง หรือนอกเสียจากลูกคนนั้นคลอด้วยวิธีดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกของคุณคนหนึ่งคลอดโดยการผ่าท้อง คุณอาจจะต้องอธิบายรายละเอียดมากหน่อย

คำถามที่พ่อแม่เห็นว่าเป็นเรื่องยากที่สุดที่จะตอบและเป็นคำถามที่เด็กส่วนมากมักจะถามกันเสียด้วยก็คือ “เชื้ออสุจิจากผู้ชายเข้าไปในตัวของผู้หญิงได้อย่างไร” ที่จริงคุณก็ไม่จำเป็นจะต้องรอจนลูกถามคำถามนี้ มันอาจจะดีกว่าที่จะแสดงให้เห็นความตั้งใจที่จะให้ความรู้ด้านนี้แก่พวกเขา ลองถามลูกดูอย่างกับว่า “ลูกอยากจะรู้ไหมว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร” ถ้าลูกมีท่าทางว่าสนใจคุณก็อาจจะอธิบายได้ในลักษณะเช่นนี้ “เมื่อผู้ชายและผู้หญิงต่างก็รักกันอย่างมาก ทั้งสองก็อยากจะกอดกัน และกันและจูบกัน การทำอย่างนี้จะทำให้ทั้งสองเกิดความรู้สึกรักกัน ซึ่งบางครั้งทำให้ผู้ชายและผู้หญิงอยากจะให้ฝ่ายชายเอาอวัยวะเพศของเขาสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดของผู้หญิง ซึ่งโดยปรกติจะทำให้ทั้งสองมีความรู้สึกสดชื่นและเชื้ออสุจิก็จะออกมาจากอวัยวะเพศของผู้ชายและเข้าไปที่ไข่ซึ่งอยู่ในร่างกายของผู้หญิง เมื่อเชื้ออสุจิตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเกาะติดกับไข่ใบเล็กๆ แล้ว เด็กทารกก็จะเริ่มเติบโตจากจุดนั้น”

มันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ที่จะมีหนังสือสักเล่มหนึ่งซึ่งมีรูปภาพว่าไข่, เชื้ออสุจิว่าเป็นอย่างไร และการเติบโตของทารกในครรภ์ในระยะต่างๆ ว่ามีรูปร่างอย่างไรในถุงน้ำคร่ำของผู้หญิง

ที่มา:ดร.ลี  ซอลค์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments