ศัพท์ต่าง ๆ เหล่านี้หมายความว่าอย่างไรกัน

author   February 15, 2012   Comments Off on ศัพท์ต่าง ๆ เหล่านี้หมายความว่าอย่างไรกัน

เชื้อไวรัส หรือเชื้อโรคต่าง ๆ

เชื้อ ที่ทำให้คนเกิดโรคเจ็บป่วยต่าง ๆ แบ่งตามประเภทได้ดังนี้

1.  เชื้อไวรัส (virus)

เป็นเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กที่สุด เช่นเชื้อที่ทำให้เป็นโรคหวัด หัด อีสุกอีใส คางทูม ไข้เลือดออก โปลิโอ โรคกลัวน้ำ โรคตับอักเสบ เป็นต้น เชื้อไวรัสเท่าที่มีการศึกษาค้นพบในปัจจุบันมีอยู่หลายร้อยชนิด

2. เชื้อแบคทีเรีย (bacteria)

เชื้อโรคพวกนี้มีขนาดใหญ่กว่าไวรัส ได้แก่ เชื้อที่ทำให้เกิดโรค ฝีต่าง ๆ วัณโรค ไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์) อหิวาตกโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบบางชนิด บาดทะยัก คอตีบ ไอกรน อาหารเป็นพิษ เป็นต้น

เชื้อแบคทีเรียเท่าที่ทราบกันในปัจจุบันมีอยู่หลายร้อยชนิด

3.  เชื้อริคเก๊ตเซีย (rickettsia)

มีขนาดใหญ่กว่าเชื้อไวรัสแต่เล็กกว่าแบคทีเรีย เช่น ที่ทำให้เกิดโรคไข้ไทฟัส เบ็นต้น

4. โปรโตซัว (protozoa)

ที่สำคัญและรู้จักกันดี เช่น เชื้อมาเลเรีย เชื้อบิดมีตัว เป็นต้น

5.   พยาธิ (parasite)

เป็นที่รู้จักกันดี มีหลายชนิด เช่น พยาธิเข็มหมุด ตัวตืด พยาธิไส้เดือน พยาธิปากขอ ตัวจิ๊ด เป็นต้น อาจสิงสู่อยู่ไนที่ต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนใหญ่อาศัยลำไส้เป็นที่ทำมาหากิน แต่หลายชนิดอาจไปทำให้เกิดโรคที่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ปอด สมอง ลูกตา เป็นต้น

6. รา (fungus)

เป็นเชื้อที่น่ากลัว เพราะถึงแม้จะพบทำให้เกิดโรคน้อยกว่าไวรัสและแบคทีเรีย แต่ถ้าเป็นแล้วมักจะรักษายาก นอกจากจะเป็นชนิดที่ไม่ร้ายแรงนัก เช่นที่เป็นตามผิวหนังที่รู้จักกันได้แก่ กลาก เกลื้อน โรคน้ำกัดเท้า หรือที่พบเป็นในปาก ในช่องคลอด เป็นต้น

สำหรับเชื้อราชนิดที่เข้าไปทำให้เกิดโรคในร่างกายตามอวัยวะต่างๆมักจะมีอันตรายสูง

เมื่อทราบดังนี้แล้ว ต่อไปถ้าหมอบอกว่า “ลูกเล็ก ๆ ของคุณป่วยเพราะมีเชื้อโรคอักเสบ”

คุณแม่หรือคุณยายก็คงจะกระซิบกระซาบถามหมอน้อยลง คำถามที่ว่าก็คือ “คุณหมอคะ เพราะพ่อเขาซุกซนใช่ไหมคะ”

“ไข้” คืออะไร ?

“ไข้” หรือ “ตัวร้อน” คือการที่ความร้อนในร่างกายคนเราขึ้นสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจ เกิดจากโรคหรือสาเหตุต่าง ๆ เช่น

1.  เป็นโรคต่าง ๆ

2.  มีปฏิกริยาแพ้สิ่งแปลกปลอมที่เข้าไป เช่น จากการฉีดวัคซีน

3.  จากการที่เนื้อเยื่อของร่างกายมีการฉีกขาดหรือถูกทำลาย เช่นจากการผ่าตัด หรือเป็นแผลถูกกระแทกมีเลือดออกในกล้ามเนื้อ หรือจากการแตกทำลายของเม็ดเลือดจำนวนมาก เป็นต้น

4.  ยาบางชนิดอาจทำให้ความร้อนในตัวขึ้นสูงกว่าปกติได้

ปกติความร้อนในตัวคนจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงต่าง ๆ ของวัน และมักจะขึ้นสูงในเวลาเย็นและคํ่ามากกว่าเวลาอื่น บ่อยครั้งจึงมักพบว่าเด็กที่ป่วยมักจะมีไข้ขึ้นสังเกตได้ในเวลาเย็น หรือกลางคืนมากกว่าเวลาอื่น

ชีพจร

คือจังหวะการบีบตัว (ทำงาน) ของหัวใจ ซึ่งจะช้าหรือเร็วผิดปกติในสภาพของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป

เวลาที่เด็กเป็นไข้ พ่อแม่จะรู้สึกว่า “หัวใจเต้นแรง” ยิ่งไข้ขึ้นสูง ชีพจรจะยิ่งเร็วขึ้น ทั้งนี้ถือว่าเป็นปฎิกริยาของร่างกายในขณะที่ความร้อนในร่างกายสูงขึ้น

ถ้าชีพจรเต้นเร็วโดยที่เด็กไม่มีไข้ หรือไม่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น ร้องไห้ หรือตกใจ หรือเหนื่อย ก็ถือว่าผิดปกติ ยิ่งถ้าชีพจรเต้นเบาคลำไม่ใคร่ได้ก็ยิ่งไม่ดี

ในทำนองเดียวกัน ถ้าชีพจรเต้นช้ามากก็ถือว่าผิดปกติเช่นเดียวกัน การจับชีพจร ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง แตะลงที่ข้อมือด้านฝ่ามือหรือข้อเท้า บนเส้นเลือดจะรู้สึกชีพจรเต้นตุ้บ ๆ นับจำนวนครั้งต่อนาที

ปกติ ชีพจรของผู้ใหญ่จะนับได้ประมาณ 70- 80 ครั้ง/นาที ในเด็กประมาณ 80 -100 ครั้ง/นาที

แล้วแต่เด็กเล็กเด็กโต

(ชีพจรจะเต้นเร็วขึ้นในขณะที่ร่างกายมีไข้ ตื่นเต้น ตกใจกลัว ร้องไห้ ดีใจมากๆ หรือเหนื่อย ดังกล่าวแล้ว)

การหายใจ

ในคนปกติผู้ใหญ่จะหายใจนาทีละประมาณ 18-20 ครั้ง

ในเด็กจะหายใจเร็วกว่านี้แล้วแต่เด็กเล็กเด็กโต (ในเด็กแรกเกิดอาจหายใจถึง 40 ครั้ง/นาที)

การนับการหายใจ

ดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก หรือท้อง การเคลื่อนไหวขึ้นลง (หายใจเข้าและออก) นับเป็น 1 ครั้ง

การหายใจที่ผิดปกติ

เร็วเกินไป (อาจจะตื้น หรือลึก)

ช้าเกินไป

ไม่สะดวก หรือหายใจเหนื่อยหอบ

หายใจตื้น

หายใจดัง

(ในคนปกติ เวลาที่เหนื่อย หรือตื่นเต้น หรือมีไข้จะหายใจเร็วกว่าธรรมดา)

หอบ

คือการที่มีการหายใจเร็วกว่าธรรมดา และอาจมีลักษณะไม่สะดวกหรือเหนื่อย หรือมีเสียงดังร่วมด้วย บางครั้งจะสังเกตเห็นยอดอกหรือใต้ชายโครงบุ๋มเขาออกตามการหายใจด้วย

ร่างกายขาดนํ้า หรือแห้งกว่าธรรมดา จะมีลักษณะอย่างไร ?

ในระยะที่เจ็บป่วยร่างกายอาจจะได้รับน้ำไม่พอ หรือเสียนํ้าไปมากกว่าที่ได้รับทดแทน เช่นเมื่อเด็กเป็นไข้ ตัวร้อนจัด อาเจียน หรือท้องเดินมาก จำนวนนํ้าในร่างกายจะน้อยลงกว่าปกติทำให้เด็กมีลักษณะที่พอสังเกตได้ดังนี้

1.  ริมฝีปากแห้ง (ถ้าเป็นมากจะแตกด้วย) เยื่อบุในปากแห้ง

2.  ผิวหนังเหี่ยว

3.  ในเด็กอ่อนที่กระหม่อมยังไม่ปิด อาจพบกระหม่อมบุ๋ม

4.  เมื่อเป็นมากขึ้น จะมีลักษณะเบ้าตาลึก

5.  ปัสสาวะน้อยกว่าปกติและมีสีเข้ม

6.  เด็กจะงอแง กระหายนํ้า กระสับกระส่าย หรือซึม

ลักษณะขาดน้ำดังกล่าวนี้ ในเด็กเล็ก ๆ จะมีอันตราย ถ้าเป็นมากและทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษา จะถึงช็อคและตายได้

ช็อค (shock) มีลักษณะอย่างไร

อาการช็อคอาจพบได้เมื่อเด็กเป็นโรคต่าง ๆ และเข้าขั้นรุนแรงหรือได้รับอุบัติเหตุมีแผลเจ็บปวดมาก ซึ่งมักมีการเสียเลือดร่วมด้วย หรืออาจเสียเลือดมากในกรณีอื่นเช่นมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้ หรือร่างกายเสียนํ้าไปมากเช่นในรายที่อาเจียนหรือท้องเดินอย่าง

รุนแรง

ลักษณะที่จะสังเกตได้มีดังนี้

1.  ซึม กระสับกระส่าย

2.  ไม่ใคร่รู้สึกตัวดี ถ้าเป็นมากจะหมดสติไป

3.  ซีด เหงื่อออก ตัวและมือเท้าเย็นชื้น

4.  กระหายน้ำ

5.  ชีพจรเบา และเร็ว หายใจเร็วขึ้น

ถือเป็นอาการที่อันตรายยิ่ง จึงต้องรีบรักษาโดยด่วน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments