วินัยกับการลงโทษเมื่อลูกทำผิด

author   December 26, 2011   Comments Off on วินัยกับการลงโทษเมื่อลูกทำผิด

วินัยคือการตั้งกฎระเบียบต่างๆ เพื่อควบคุมความประพฤติของคนเราไม่ให้ไปละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรี  หรือทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น  วินัยเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรักต่อลูก การลงโทษเมื่อลูกทำผิดกฎมีความจำเป็น

วินัยจะต้องมีรูปแบบที่ชัดเจน แจ่มแจ้ง เสมอต้นเสมอปลาย ไม่มีอคติและเป็นข้อกำหนดที่มีขอบเขต  เพื่อให้เด็กดำเนินชีวิตของเขาหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในลักษณะที่เขาสามารถคาดการณ์อนาคตได้

เราต่างก็อยากที่จะคาดการณ์อนาคตได้ด้วยกันทั้งนั้น  ถ้าเรารู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตข้างหน้า เราจะรู้สึกวิตกกังวลน้อยลง และมีความรู้สึกมั่นคงขึ้น

ถ้าไม่มีการตั้งกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมความประพฤติ หรือกฎที่ตั้งขึ้นมีความคลุมเครือไม่ชัดเจน เด็กก็จะเกิดความวิตกกังวลหรือทำตัวก้าวร้าวฝ่าฝืนกฎระเบียบที่เขาทำเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะต้องการท้าทาย แต่เพราะเขากำลังเรียกร้องให้ใครสักคนกำหนดขอบเขตกติกาให้เขาต่างหาก

การสร้างวินัย คือ การให้ความรักและความเอื้ออาทรแก่ลูก แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณเอาใจใส่ ไม่ได้ทอดทิ้งเขา และอยากให้เขาทำแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นที่ยอมรับของสังคม

เมื่อลูกโตขึ้นและเริ่มติดต่อเกี่ยวข้องกับผู้คนอื่นๆ ในสังคม คุณจำเป็นต้องเป็นพี่เลี้ยงช่วยให้เขารู้จักเผชิญกับปัญหาตางๆ และความอยากรู้อยากเห็นของเขา เด็กจะได้สามารถเบนความสนใจออกไปจากตัวเอง หันไปสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ไม่ใช้ชีวิตด้วยการสนองความต้องการของตัวเองแต่เพียงคนเดียว  โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น  การตั้งกฎเกณฑ์ให้ลูกเท่ากับทำให้เขามีความสามารถในการเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาได้

เด็กจะไว้วางใจคนที่ให้ความคุ้มครอง ปกป้อง และสนองความต้องการของเขาตั้งแต่วัยเด็กมากที่สุด คนคนนี้แหละที่จะสามารถสร้างวินัยให้เด็กอย่างได้ผลดีที่สุด

โดยทั่วไป พ่อแม่คือคนที่เด็กไว้วางใจมากที่สุด  เพราะเป็นผู้ปกครอง คุ้มครองเขาและตอบสนองความต้องการของเขาตลอดมา  พ่อแม่จึงควรจะเป็นผู้สร้างระเบียบวิสัยให้กับลูก

เด็กรู้ว่าพ่อแม่รักเขา เขาจึงเต็มใจที่จะปฏิบัติตามกฎเพื่อรักษาความรักนั้นไว้  เมื่อคุณแสดงทีท่าพอใจและภูมิใจกับการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของเขาก็เท่ากับคุณกำลังส่งเสริมให้เขากระทำสิ่งนั้นอีก  ส่วนท่าทีขุ่นเคือง หงุดหงิดไม่พอใจ และปฏิเสธเขาเมื่อเขาทำอะไรบางอย่าง ก็เท่ากับเป็นการบอกเขาว่าคุณไม่เห็นดีเห็นงามกับความประพฤติเช่นนั้นของเขา  เขาไม่ควรประพฤติเช่นนั้นอีก ปฏิกิริยาของคุณจึงเป็นเครื่องชี้แนะแนวทางการประพฤติปฏิบัติตัวให้กับลูกโดยปริยาย

พ่อแม่ที่อยู่กับลูกน้อยมาก หรือไม่ได้ให้ความใส่ใจความต้องการเขาอย่างเพียงพอในระหว่างช่วงวัยต้น ๆ ของลูก แต่เกิดจะมาตั้งกฎระเบียบวินัยเอากับเขาเมื่อโตแล้วนั้น มักจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ลูกจะไม่ค่อยเชื่อฟัง ไม่สนใจความรู้สึกหรือปฏิกิริยาของพ่อแม่ ก็เขาจะไปใส่ใจคนที่ไม่เคยแสดงความห่วงใยหรือสนใจความต้องการของเขาเลยทำไม

เด็กมักชอบทดสอบความศักดิ์สิทธิ์ของกฎที่คุณกำหนดขึ้นมา  ดังนั้นคุณต้องทำตัวให้คงเส้นคงวา หนักแน่นกับการรักษากฎเหล่านั้น  ขณะเดียวกันก็ต้องทำตามบทลงโทษที่ตั้งไว้เวลามีการฝ่าฝืนกฎด้วย

การขู่ว่าจะลงโทษแล้วไม่ทำตามนั้น ทำให้ลูกหมดความเชื่อถือในตัวคุณหรือไม่ก็เชื่อฟังคุณน้อยลง  ลูกอาจเกิดความสับสน วิตกกังวลว่าคุณอาจไม่ใส่ใจเขาเสียแล้ว เขาเลยอยากทดสอบคุณมากขึ้นๆ ว่าคุณพูดจริงหรือเปล่า ทำให้ดูเหมือนลูกกำลังท้าทายคุณมากขึ้นทุกที

พ่อแม่คนไหนหย่อนยานเกินไปในการรักษากฎระเบียบ ลูกก็จะฝ่าฝืนกฎระเบียบเหล่านั้น การฝ่าฝืนท้าทายเหมือนกับเป็นการบอกให้พ่อแม่รู้ว่า พ่อแม่เองยังไม่เอาไหน เดี๋ยวทำอย่างหนึ่ง เดี๋ยวทำอีกอย่าง ลูกก็เลยสับสน ในความเป็นจริงแล้ว เด็กอยากให้คุณมีความหนักแน่นจริงจังในคำพูดของคุณ เพราะพ่อแม่ที่ทำตามคำพูดของตัวเอง จะทำให้ลูกมีความรู้สึกที่มั่นคงทางด้านจิตใจมากขึ้น

พ่อกับแม่อาจมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องการสร้างวินัยและการลงโทษลูก  สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จะต้องไม่พยายามบั่นทอนอำนาจของอีกฝ่ายหนึ่ง  เพื่อเอาชนะคะคานกัน  ถ้าพ่อแม่มีความคิดเห็นขัดแย้งกัน หรือพูดไม่ตรงกันในเรื่องวินัยในบ้าน  ลูกก็จะสับสนไม่แน่ใจ เพราะต้องเจอกับความไม่ลงรอยกันหรือความไม่เสมอต้นเสมอปลายของพ่อกับแม่

คนหนึ่งสอนอย่างหนึ่ง อีกคนแย้งขึ้นมาต่อหน้า ลูกย่อมทำตัวไม่ถูกและอาจเกิดความไม่นับถือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็เป็นได้

พ่อกับแม่ควรใจเย็นๆ ปรึกษาหารือกันด้วยเหตุผล และถกเถียงกันอย่างสันติ เพื่อผลประโยชน์ของลูกและครอบครัวเป็นสำคัญ

ในกรณีที่แม่เป็นคนตั้งกฎบางอย่างขึ้นมา แต่พ่อไม่เห็นด้วย พ่อก็ควรให้ใช้กฎของแม่ไปพลางๆ ก่อน เพื่อทดลองว่าได้ผลหรือไม่  หลังจากนั้นก็ค่อยมาปรึกษาหารือกันอีกทีเป็นการส่วนตัว  ถ้าตกลงกันได้ว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงกฎหรือบทลงโทษใหม่  แม่ผู้ตั้งกฎก็ควรจะเป็นผู้บอกให้ลูกรู้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงกฎไปอย่างไรบ้าง  การทำเช่นนี้จะเป็นการป้องกันปัญหาไม่ให้ลูกใช้เล่ห์เหลี่ยมเอากับพ่อแม่ หรือยุยงให้พ่อแม่ขัดแย้งกันเองมากขึ้น

ในการสร้างวินัยและการลงโทษ ผู้ที่จะทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดก็คือ ตัวพ่อแม่นั่นเอง พยายามอย่าปล่อยให้คนหลายๆ คนช่วยกันดูแลอบรมลูกของคุณ คนเหล่านี้มักจะมีความคิดเห็นและการคาดหวังต่างกันออกไป  คนหนึ่งอยากให้ลูกคุณเป็นอย่างนี้ อีกคนเห็นว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น เด็กเลยทำตัวไม่ถูก เด็กที่โตแล้วอาจจะพอเอาตัวรอด เพราะรู้ว่าจะต้องปรับตัวกับใครอย่างไร แต่เด็กเล็ก ๆ คงจะลำบากแน่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีพี่เลี้ยงหรือญาติมิตรมาช่วยดูแลลูกของคุณไม่ได้  ทางที่ถูกคุณควรย้ำให้รู้ว่า ไม่ว่าใครจะมาช่วยเลี้ยงลูกคุณก็ตามจะต้องไม่สร้างความสับสนและขัดแย้งในใจเด็ก  ต้องมีความเสมอต้นเสมอปลายและมีวิธีการเลี้ยงที่คุณเห็นชอบด้วยเท่านั้น

การตั้งกฎความประพฤติให้ลูก  ก็ต้องดูสภาพความเป็นจริงของเด็กด้วยไม่ใช่ดูแค่อายุ  เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากันต้องให้แน่ใจว่าลูกเข้าใจกฎระเบียบที่คุณกำหนดเอาไว้นั้นได้

การเฆี่ยนตีลูกไม่ควรทำอย่างยิ่ง  จะเกิดผลร้ายทางด้านจิตใจมากกว่าผลดี เด็กที่ถูกทารุณ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนก้าวร้าว ไม่เป็นมิตรกับใครง่ายๆ และชอบทำลาย เวลาที่มีการลงทาเกินกว่าเหตุ  เด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นคนโหดเหี้ยมทารุณ และไม่รักเขาเลย  การลงโทษจึงควรมีเหตุผลและไม่กระทำเกินกว่าเหตุ

การลงโทษเด็กด้วยวิธีการที่ทำร้ายจิตใจ หรือทำให้เด็กได้รับความอับอายต่อหน้าเพื่อนๆ ต่อหน้าครูบาอาจารย์ หรือสมาชิกในครอบครัว ก็ไม่ควรกระทำเช่นกัน มีแต่จะเป็นผลร้ายต่อจิตใจเด็ก ทำให้เกิดความคับแค้น ดูถูกตัวเอง และอาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจไปตลอดชีวิตก็ได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments