ลูกปวดหัวมาก ๆจะช่วยได้อย่างไร

author   February 15, 2012   Comments Off on ลูกปวดหัวมาก ๆจะช่วยได้อย่างไร

อาการปวดหัวมักจะร่วมไปกับอาการไข้ (ไม่เสมอไป) โดยปกติยาแก้ไข้จะมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดหัวอยู่ด้วยแล้ว

ถ้าเด็กปวดหัวมาก อาจช่วยได้โดยใช้กระติกนํ้าแข็งหรือผ้าชุบนํ้าเย็นจัดวางทาบบนหน้าผากให้เป็นครั้งคราว

การใช้ยา

ยาที่ใช้กันบ่อย ๆ ในเด็ก ได้แก่ ยาแก้ไข้ ยากันชัก ยาแก้หวัด แก้ไอ และยาฆ่าเชื้อ ยาแก้ไข้

ให้เฉพาะเมื่อเด็กมีไข้ ทุก 4-6 ชั่วโมง หรือตามที่แพทย์สั่งอย่าให้กินเกินขนาดที่สั่งเป็นอันขาดเพราะอาจเป็นอันตรายได้ง่าย และควรให้เด็กกินน้ำมาก ๆ ด้วย

การใช้ยาแก้ไข้ประเภทแอสไพริน ไม่ควรให้กินเมื่อเด็กท้องว่างมาก ๆ เพราะอาจทำให้ปวดท้องหรือมีเลือดออกในกระเพาะได้

ยากันชัก

แพทย์จะให้ยาประเภทนี้ในกรณีที่เด็กมีไข้สูง และมีความโน้มเอียงที่จะเกิดชักขึ้น เช่นเคยเป็นมาก่อน มีประวัติชักในครอบครัว และอยู่ในวัยที่พบบ่อย (ประมาณ 6 เดือน – 2 ขวบ)

ยากันชักนี้ (นอกจากในรายที่หมอสั่งให้กินตลอดเวลา) ควรให้กินเวลาที่เด็กตัวร้อนจัดร่วมกับยาแก้ไข้ เพราะยากันชักจะไม่มีฤทธิ์ลดไข้เลย โดยปกติเด็กมักจะชักเมื่อไข้ขึ้นสูงประมาณ 39° เซ็นติเกรด หรือ 102° ฟาเรนไฮท์ขึ้นไป (บางรายอาจตํ่ากว่านี้)

ยาประเภทนี้มักจะทำให้เด็กง่วง โดยเฉพาะถ้าให้ร่วมกับยาแก้หวัด แก้ไอบางอย่าง

ยาแก้หวัด แก้ไอ หรือขับเสมหะ

ควรให้ยาชนิดนี้เฉพาะในช่วงที่มีอาการหวัดหรือไอเท่านั้น ยาแก้หวัดแก้ไอมักจะทำให้เด็กรู้สึกง่วง ดังนั้นถ้าเด็กต้องไปโรงเรียนและกินยาแล้วง่วงมาก ก็อาจงดมื้อเช้าหรือกินให้น้อยลง

ยาประเภทนี้มักจะทำให้คอแห้งด้วย จึงควรให้ดื่มน้ำมาก ๆ

ยาฆ่าเชื้อ (ปฏิชีวนะ) หรือบางคนเรียกยาแก้อักเสบ

ยาประเภทนี้แต่ละชนิดจะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียแตกต่างกัน แต่จะไม่ฆ่าเชื้อไวรัส

พิษของยาเหล่านี้มีมากพอ ๆ กับประโยชน์ของมัน ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อกินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

อันตรายจากยาปฏิชีวนะบางอย่าง

คลอแรมเฟนนิคอล

มีชื่อทางการค้าหลายอย่าง ยาพวกนี้มีอันตรายต่อไขกระดูกโดยอาจกดการสร้างของเม็ดเลือด ซึ่งมีความร้ายแรงมาก

เตตราซัยคลิน

หรือที่เรียกว่าออริโอมัยชิน เทอรามัยซิน และใช้ชื่อทางการค้าต่าง ๆ กัน ยาประเภทนี้ถ้าเก็บไว้นานจนเสีย (สังเกตสีของยานํ้าหรือผงในแคปซูลที่เปลี่ยน จากเหลืองเป็นน้ำตาล) จะมีอันตรายทำให้เกิดอาการผิดปกติทางไตได้

ยานี้ไม่ควรใช้อย่างยิ่งกับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 8 ขวบ เพราะการใช้ยานี้บ่อย ๆ จะทำให้ยาไปเกาะที่กระดูกและฟัน ทำให้เปลี่ยนสีและผุง่าย

ข้อสังเกตในการใช้ยาปฏิชีวนะ

1.  ส่วนใหญ่จะเสื่อมคุณภาพลงเร็วเมื่อถูกความร้อนและแสงสว่าง สำหรับยาชนิดนํ้าจึงควรเก็บในตู้เย็นหรือกระติกนํ้าแข็ง

2.  ต้องให้กินให้ครบจำนวนวันที่แพทย์สั่ง เพื่อให้โรคหายขาด เช่น 7 วัน 10 วัน หรือสองอาทิตย์แล้วแต่ชนิดของโรค ถึงแม้คุณจะรู้สึกว่าเด็กสบายดีแล้วก็ตาม

3.  ตวงขนาดให้ถูกต้อง ช้อนชาที่ใช้ตามบ้านมักจะเล็กกว่ามาตรฐาน จึงทำให้เด็กได้รับยาไม่ใคร่พอ โรคจึงไม่หาย เนื่องจากแพทย์คิดคำนวณขนาดยาตามอายุและนํ้าหนักตัวของเด็กมาแล้ว ดังนั้นถ้าเป็นไปได้จึงควรขอช้อนยาจากสถานที่จ่ายยามาด้วย หรือตวงด้วยแก้วยาจะถูกต้องกว่า แล้วจึงเทใส่ช้อนเพื่อป้อนได้ง่ายขึ้น

4.  เมื่อแพทย์แนะนำว่าให้กินยาทุก 6 ชั่วโมง ก็หมายความว่าต้องปลุกให้เด็กกินยาในเวลากลางคืนด้วย เพราะยาประเภทนี้ส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ได้เพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้น ถ้าทิ้งช่วงเวลาให้นานเกินไปจึงมักจะไม่ได้ผลในการฆ่าเชื้อโรค

เด็กกินยายากจะผสมยากับน้ำหวานหรือนมได้หรือไม่ ?

ได้ แต่ไม่ควรใส่ยาลงในขวดนม เพราะถ้ากินนมไม่หมดก็จะได้ยาไม่ครบจำนวนที่ต้องการ นอกจากนั้นยาบางอย่างเมื่อผสมกับนมแล้วอาจจะทำให้ออกฤทธิ์น้อยลงได้

จะเอายาหลาย ๆ อย่างผสมกันได้หรือไม่ ?

ได้ ถ้าผสมแล้วไม่ทำให้ตกตะกอน

ทางทีดีควรถามแพทย์ที่สั่งยาให้เพื่อความแน่ใจ

เด็กอาเจียนหลังกินยา

ถ้าเด็กอาเจียนหลังกินยาทันที ยาจะออกมาเกือบหมด จึงควรให้ซ้ำใหม่ แต่ถ้า เกิน 1-2 ชั่วโมงไปแล้วอาจไม่จำเป็น ทั้งนี้ควรสงเกตดูด้วยว่ามียาออกมาในอาเจียนหรือไม่

ถ้าเด็กกินยาไม่ได้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ อ่านฉลากยาให้ถูกต้องทุกครั้งก่อนให้ยาเด็ก

ขนาดชั่งตวงต่าง ๆ

บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกลำบากใจ เพราะไม่เข้าใจขนาดตวงที่แพทย์สั่ง จึงขอคุยกับคุณไว้ตรงนี้ว่าเราจะหาของใช้ในบ้านมาใช้ตวงได้อย่างไรบ้าง

1 ซีซี หรือมิลลิลิตร เท่ากับ 15-20 หยด แล้วแต่หยดเล็กหยดใหญ่

1 ช้อนชา = 4-5 ชีชี (ช้อนชาที่ใช้ตามบ้านในเมืองไทยจุประมาณ 3 ชีซี)

1 ช้อนโต๊ะ = 15 ซีซี หรือประมาณ 3 ช้อนชา (ช้อนโต๊ะคนไทยจุประมาณ10ชีซี)

1 ออนซ์ = 30 ซีซี หรือ 2 ช้อนโต๊ะมาตรฐาน (3 ช้อนโต๊ะไทย)

1 ลิตร =1000 ซีซี หรือประมาณ 1 1/3   ขวดแม่โขงชนิดกลม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments