พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กวัยเรียน 6-12 ปี

author   February 3, 2012   Comments Off on พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กวัยเรียน 6-12 ปี

ในวัยนี้เด็กควรจะพร้อมที่จะก้าวออกจากครอบครัวไปสู่โลกภายนอก และเรียนรู้สง ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ลักษณะที่สำคัญคือมีความสนใจในการคบเพื่อน เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานที่และบุคคลอื่น ๆ นอกครอบครัว เช่น โรงเรียน เพื่อนบ้าน จะช่วยตัวเองได้มากขึ้น การเข้าเรียนเป็นการพาเด็กไปสู่การพัฒนาก้าวใหม่ ก้าวนี้ เป็นที่เพ่งเล็งกันมากในหมู่พ่อแม่และสังคมปัจจุบัน เพราะการศึกษาเป็นหลักประกันอย่างหนึ่ง ของการหาเลี้ยงชีพและการดำรงอยู่ในสังคม ขอควรระวังก็คือ การเรียนรู้ของเด็กนั้นมิได้มีอยู่แต่ที่โรงเรียนเท่านั้นแต่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผู้เลี้ยงดูเด็กจึงมีหน้าที่สนับสนุนและช่วยเหลือในโอกาสเท่าที่ทำได้ และพอเหมาะกับกำลังปัญญาและอุปนิสัยของเด็ก

ทางด้านความคิดและการเรียนรู้ เด็กวัยนี้ควรมีความคิดอ่านที่เริ่มมีเหตุผลมากขึ้นกว่า เด็กเล็ก ๆ ไม่ควรเพ้อฝันมากเกินไป ควรค่อย ๆ สอนให้รับผิดชอบในการช่วยตนเองและช่วย ครอบครัวบ้าง เด็กสามารถคิดในใจได้ สร้างมโนภาพได้ รู้จักกาลเวลา พ่อแม่ควรกระตุ้นเด็กในเรื่องความคิดเห็น เช่น สนใจและเอาใจใส่ในการเรียนของลูก ไม่ใช่ทำการบ้านให้แต่ช่วยอธิบายวิธีแก้ปัญหาให้

เด็กวัยนี้ถ้ามีครูดีจะรักและบูชาครูมาก เสมือนเป็นพ่อแม่คนที่สอง ครูจึงควรจะทราบถึงจิตวิทยาและสนองตอบความต้องการของเด็กเช่นเดียวกัน พ่อแม่กับครูควรได้พบปะและได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องลูกของตน ควรไปร่วมกิจกรรมของโรงเรียน เพราะจะทำให้ลูกรู้สึก อบอุ่นและภูมิใจในตัวพ่อแม่ของเขา ในบางครั้งแม้ครูจะสอนอะไรบางอย่างที่พ่อแม่ไม่เห็นด้วย ก็ไม่ควรตำหนิครูหรือโรงเรียน เพราะอาจทำให้เด็กกังวลและสับสน ทางที่ดีควรปรับความเข้าใจกันในระหว่างผู้ใหญ่เสียก่อน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูนั้นมีค่ามากกว่าวิชาการ ซึ่งมิใช่ของคงที่เท่าใดนัก เด็กที่มีปัญหามาจากครอบครัวบางคนและที่ได้ครูเป็นผู้ช่วยปัดเป่าไปได้ก็มีอยู่มาก

ความสนใจในเพื่อนเพศเดียวกันจะเริ่มมีมากขึ้น มีการเลียนแบบซึ่งกันและกัน การปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มได้จะนำไปสู่การพัฒนาในการควบคุมอารมณ์และความประพฤติ และการปฎิบัติตนตามกติกาในการเล่นจะช่วยฝึกนิสัยเด็ก พ่อแม่ควรสนับสนุนให้เด็กร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน หรือกิจกรรมอื่นนอกจากการเรียน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ชีวิตจากประสบการณ์ด้วย เช่น การเล่นกีฬา งานอดิเรกที่เด็กสนใจ ดนตรี และศิลปะ ควรสนับสนุนเด็กให้มีความสนใจในธรรมชาติ เช่นการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น และควรพาไปเที่ยวบ้างตามแต่ฐานะครอบครัวจะอำนวย ทั้งนี้ควรขึ้นอยู่กับความสนใจและความถนัดของเด็ก (มิใช่ของพ่อแม่)

พ่อแม่ไม่ควรเคี่ยวเข็ญในเรื่องการเรียนมากเกินไป ควรให้กำลังใจสนับสนุนและให้ความหวัง แต่การสร้างความหวังไว้สูงเกินความสามารถของเด็กก็อาจทำให้เด็กท้อแท้ เกิดปมด้อย หรือกังวลได้

ระดับเชาว์ปัญญา หรือที่เรียกว่า ไอ. คิว. (I.Q. – Intelligence. Quotient) นั้นเป็นสิ่งติดตัวมาแต่กำเนิดซึ่งต่างกันในเด็กแต่ละคน พ่อแม่ที่ไอ. คิว. สูง ส่วนมากก็จะมีลูก ไอ. คิว. สูง แต่ก็ไม่เสมอไป

ไอ. คิว. นี้คือ อัตราส่วนระหว่าง อายุที่แสดงถึงความสามารถของคน ๆ หนึ่ง กับอายุ จริงของเขา คูณด้วย 100 เช่นเด็กคนหนึ่งอายุ10ขวบ แต่มีความสามารถที่ทดสอบแล้วได้เท่า กับเด็ก 6 ขวบ

ไอ. คิว. = 6X 100 = 60

100

ไอ. คิว. ระดับปกติจะอยู่ระหว่าง 90-100 แต่ก็มิใช่ตัวเลขตายตัว ไอ. คิว. ที่นับว่าปัญญาอ่อนคือต่ำกว่า 70 ส่วนที่สูงกว่า 120 ก็ถือว่าเป็นคนฉลาด พ่อแม่ควรสังเกตถึงความสามารถและสติปัญญาของลูกด้วยในการวางแผนเกี่ยวกับการเรียนของเด็ก ความถนัดที่มีเฉพาะตัวก็มีความสำคัญพอ ๆ กัน เช่นถ้าเด็กมีความถนัดในด้านศิลปะ ก็ไม่ควรไปเคี่ยวเข็ญให้เรียนทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

การเรียนรู้ทางด้านจริยธรรม การรู้ผิดชอบชั่วดี การใช้เหตุผลหรือการเรียนทางด้าน ทัศนคติ ก็ควรได้รับการส่งเสริมในวัยนี้ไปพร้อม ๆ กับการเรียนวิชาความรู้อื่น การเรียนที่ดีที่สุดก็คือการเรียนจากแบบอย่างผู้ที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก คือ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครู และเพื่อน เด็กหลายคนที่ขาดพ่อแม่แต่ก็อาจจะสามารถประพฤติตัวดีตามเพื่อนหรือครูได้เมื่อโตขึ้น การอ่านหนังสือ ดี ๆ มีคุณประโยชน์ การดูโทรทัศน์รายการที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับเด็ก พ่อแม่ควรให้คำแนะนำและดูแลเด็กในเรื่องเหล่านี้ และควรสนับสนุนให้อ่านหนังสือเกี่ยวกับความรู้ รอบตัว การผจญภัย ประวัติบุคคลสำคัญของประเทศต่าง ๆ เด็กมักนิยมวีรบุรุษ มีความฝัน ในอนาคต นวนิยายที่ปลูกฝังการใช้เหตุผลและความจริงในการดำรงชีวิตในแง่ต่าง ๆ จะมีส่วนช่วยความนึกคิด เด็กในชั้นประถมปลาย (ป. 5-7) ควรรับผิดชอบตนเอง และมีความคิดของ ตนเองมากขึ้น สนใจเรื่องการแต่งตัวของตน รักหมู่คณะมากขึ้น ต่างจากเด็กเล็ก ๆ ที่รักตนเอง มากกว่า

เด็กหญิง ในอายุเท่ากันจะโตกว่าเด็กชายประมาณ 1-2 ปี ทั้งในด้านร่างกายและการพัฒนาทางจิตใจ โดยทั่วไปเด็กหญิงจะรู้จักช่วยตนเองและใช้เหตุผลมากกว่า แต่ที่มิได้เป็นเช่นนี้ทุกคนไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments