พฤติกรรมของลูกที่ชอบปืนเป็นของเล่น

author   May 15, 2014   Comments Off on พฤติกรรมของลูกที่ชอบปืนเป็นของเล่น

ปืนของเล่น

เล่นกับปืน
ถาม ลูกชายของดิฉันซึ่งอายุเกือบจะ ๓ ขวบแล้วมีความรู้สึกว่าชอบ เล่นปืนของเล่นมากขึ้นทุกที เขาบอกว่าสิ่งที่เขาต้องการสำหรับวันเกิด ของเขาก็คือปืน เวลาเล่นก็ใช้นิ้วหรือไม่ก็ไม้เล็กๆ ว่าเป็นปืนแล้วก็ชอบอกชอบใจมากที่ได้ทำท่า “ยิง” เครื่องบินที่บินผ่านไปมาหรือไม่ก็ทำท่ายิงโน่นยิงนี่ด้วยความพอใจ สามีของดิฉันเห็นว่าไม่เป็นไร และควรหาปืนของเล่นให้เขาตามที่เขาอยากได้ และว่าต่อไปเมื่อหายเห่อของใหม่แล้ว เขาก็คงจะลืมไปและเล่นสิ่งอื่นๆ ไปเอง แต่ดิฉันเห็นว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นเหมือนกับการเห็นดีเห็นชอบไปด้วย และเขาอาจจะคิดว่าเราเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ก็ได้ พฤติกรรมของลูกของเราเป็นสิ่งปรกติหรือเปล่าและเราควรจะทำอย่างไรกับเรื่องอย่างนี้ ?

ตอบ นี่เป็นการเล่นตามปรกติธรรมดาที่เด็กเล็กๆ ทั้งหลายชอบเช่นกันและก็บ่อยครั้งที่ทำให้พ่อแม่ซึ่งมีความรู้สึกต่อต้านความรุนแรงทั้งหลายมีความรู้สึกอึกอัดไม่สบายใจ อย่างไรก็ตามเด็กส่วนใหญ่ก็จะเลิกการเล่นยิงปืนในช่วงนี้ของวัยไปเอง และก็จะให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆ เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นและมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจอีกหลายๆ อย่าง

แต่กระนั้นในช่วงนี้ก็เป็นช่วงสำคัญที่คุณจะถ่ายทอดความรู้สึกของคุณเกี่ยวกับความรุนแรงและเกี่ยวกับเรื่องปืนให้เขาได้ การที่จะห้ามเล่นปืนของเล่นเสียเลยนั้นคงไม่ได้ผล เด็กๆ สามารถใช้นิ้วมือหรือไม้เล็กๆ เป็นปืนตามจินตนาการของเขาได้ และการที่คุณสั่งห้ามอะไรไว้ก็อาจจะเป็นการทำให้สิ่งที่เขาอยากทำเป็นสิ่งที่น่าสนุกสนานยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน การที่จะซื้อปืนให้และเล่นด้วยกันหรือยืนดูเฉยๆ ในขณะที่เขาเล่นยิงปืนอยู่ก็จะเป็นเหมือนการยุยงส่งเสริมและทำให้คิดไปว่าคุณไม่ว่าอะไรที่เขาจะเล่นอย่างนั้น

ผมขอแนะนำว่าคุณควรจะบอกไปให้ชัดเจนว่าคุณไม่ชอบที่จะเห็นลูกของคุณเล่นอย่างนี้ ให้เขารู้ว่าปืนนั้นสามารถทำให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสและบางที่ถึงขนาดทำให้ผู้อื่นตายได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้คุณก็อยากที่จะเห็นเขาเล่นสนุกสนานกับของเล่นอย่างอื่นแทน โดยบอกให้เขารับรู้ถึงความรู้สึกของคุณ และความไม่ชอบใจของคุณ แต่ไม่ควรแสดงกิริยาต่อต้านหรือดุด่า ซึ่งจะทำให้การห้ามเล่นปืนกลายเป็นสิ่งที่น่าลองไป คุณควรพูดจาให้เขาได้เข้าใจเจตนาของคุณอย่างถูกต้อง และไม่นานสิ่งนี้ก็คงจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

ที่มา:ดร.ลี  ซอลค์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments