การวิเคราะห์คุณค่าของการละเล่นของเด็กไทย

การละเล่นของเด็กไทย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศไทยและสืบทอดกันมาในวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แสดงว่าการละเล่นดังกล่าวมีความยืนยงคงทนอยู่ในสังคมไทยเป็นเวลาช้านาน ควรแก่การวิเคราะห์ให้เห็นคุณค่าเป็นที่ประจักบ์ แก่วงการศึกษาและผู้สนใจทั่วไปเพื่อจะได้รวมกันอนุรักษ์ไว้ให้ดำรงอยู่ชั่วกาลนาน

ลักษณะของการละเล่นของเด็กไทย

1. การละเล่นของเด็กไทย มีทั้งลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงเอกลักษณะของไทย และลักษณะที่เป็นสากลซึ่งเด็กชาติต่างๆ นิยมเล่นเหมือนๆ กัน มีทั้งการละเล่นประเภทกลางแจ้งและประเภทในร่ม

2. วัสดุที่ใช้ในการละเล่น มักเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ที่อยู่อาศัย เช่น ไม้ไผ่ ก้านกล้วย หญ้า และเมล็ดผลไม้ต่างๆ เป็นต้น

3. เด็กๆ ชอบเล่นด้วยกันเป็นหมู่คณะ มีการกำหนดกฎเกณฑ์ หรือกติกาการเล่นกันขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ถือเป็นแบบแผนสืบทอดต่อๆ กันมา

4. การละเล่นบางอย่าง มีบทร้องประกอบ ทำให้เด็กสนุกสนานไปกับจังหวะ และเสียง สัมผัสคล้องจอง เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กไปพร้อมๆ กับพัฒนาการด้านอื่นๆ นับว่ามีคุณค่าทางด้านภาษา

5. เด็กไทยปัจจุบัน ไม่ค่อยรู้จักการละเล่นของเด็กไทยสมัยก่อน หากไม่มีการอนุรักษ์ไว้ การละเล่นอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย อาจสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

คุณค่าของการละเล่นของเด็กไทย

การละเล่นของเด็กไทย มีคุณค่าทั้งทางด้านวัฒนธรรม ด้านสังคม และด้านภาษา

การวิเคราะห์คุณค่าตามความหมายของคำ “วัฒนธรรม”

วัฒนธรรม คือ “ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน”

วัฒนธรรมอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1. วัฒนธรรมทางวัตถุ เช่น บ้านเรือน เครื่องใช้ไม้สอยและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

2. วัฒนธรรมทางไม่ใช่วัตถุ อันได้แก่ศาสนา จรรยา ศิลป์ เป็นต้น แต่สิ่งเหล่านี้อยู่ตามลำพังมองไม่เห็น เพราะมันอยู่ในความรู้สึก ถ้าจะปรากฏก็ต้องออกมาทางวัตถุเหมือนกัน

เมื่อพิจารณาการละเล่นของเด็กไทย ตามนัยแห่งความหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเป็นไป ตามลักษณะของวัฒนธรรมอยู่แล้ว การละเล่นของเด็กไทยแนบเนื่องอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณกาล และไม่ว่าจะมองในแง่วัตถุหรือในแง่ไม่ใช่วัตถุ จะเห็นได้ว่ามีลักษณะของความเจริญงอกงามปรากฏอยู่ในการละเล่นดังกล่าวอย่างชัดเจน

เด็กๆ ก่อนที่จะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จนสามารถทำหน้าที่พลเมืองดีของชาติได้นั้น จะต้องมีประสบการณ์ในการละเล่นต่างๆ มาแล้วไม่มากก็น้อย ถ้ามองในแง่ของการละเล่นโดยเฉพาะ จะเห็นได้ว่า การละเล่นต่างๆ เริ่มต้นด้วยลักษณะที่เป็นธรรมชาติก่อน เช่น การวิ่งเล่น การเคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถต่างๆ การเก็บชิ้นส่วนของพืชและสิ่งที่พบเห็นใกล้ตัวในธรรมชาติ มาใช้เป็นของเล่น ต่อมาการละเล่นเหล่านั้นก็มีวิวัฒนาการคลี่คลายขยายตัวจากลักษณะง่ายๆ ตามธรรมชาติมาเป็นลักษณะซับซ้อนขึ้น มีการรับเอาการละเล่นของเด็กชาติอื่นๆ ที่ได้คบหาสมาคมกันเข้ามาปะปนอยู่ในการละเล่นของเด็กไทยด้วย แสดงว่ามีความเจริญงอกงามไปตามกาลเวลา

หากมองในแง่ความเจริญงอกงามของตัวเด็กเอง ก็เห็นชัดว่า การละเล่นต่างๆ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านกาย ปัญญา อารมณ์และสังคม

ในด้านกายนั้น พิจารณาจากการละเล่นของเด็กเล็กๆ เริ่มตั้งแต่การละเล่นในร่มเช่นเล่น “จับปูดำ ขยำปูนา” ต้องใช้กล้ามเนื้อที่นิ้วทำท่าไปตามคำร้องเป็นจังหวะการเล่น “โยกเยก” เด็กต้องโยกตัวเป็นจังหวะ ในขณะที่หันหน้าเข้าหากัน เอามือจับกันแล้วโยกตัวไปข้างหน้าที ข้างหลังที เป็นการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น การเล่น “เด็กเอ๋ยพาย” ใช้ผู้เล่นไม่จำกัดจำนวน สมมติว่าอยู่ในเรือ มีเด็กคนหนึ่งนั่งท้ายเรือ เป็นคนพาย ก็ทำท่าเลียนแบบคนพายจริงๆ คนที่นั่งข้างหน้าก็โยกตัวเป็นจังหวะร้องเพลง “เด็กเอ๋ยพาย” พอถึงวรรคที่ว่า “ยกด้ามพาย ตีหัว นายดังโป๊ก” คนพายก็จะลุกขึ้นเขกหัวคนอื่นๆ มีการหลบกันพัลวันเพื่อไม่ให้ถูกเขกหัว

เมื่อเด็กโตขึ้น ก็ชอบเล่นกลางแจ้งมากขึ้น มีการเล่นกับเพื่อนๆ วัยเดียวกันเป็นกลุ่มเล็กบ้างใหญ่บ้าง การเล่นสนุกสำหรับกลุ่มเล็กๆ มีหลายอย่างเช่น ขี่ม้าก้านกล้วย ยิงปืนก้านกล้วย ตีลูกล้อ ตาเขย่ง ร่อนรูป ฯลฯ

การละเล่นที่ต้องแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายๆ ละหลายๆ คนก็มีหลายอย่าง เช่นวิ่งเปี้ยว ตี่จับ เตย กระโดดเชือกหมู่ ชักคะเย่อ ขี่ม้าส่งเมือง ฯลฯ การละเล่นบางอย่างมีบทร้องประกอบเพื่อความครึกครื้นรื่นเริงด้วย เช่น โพงพาง อ้ายโม่ง เอาเถิด เสือไล่หมู่ อ้ายเข้อ้ายโขง มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร ฯลฯ นอกจากมีบทร้องประกอบแล้ว การละเล่นบางอย่างยังมีบทเจรจาโต้ตอบก้น เป็นการฝึกทักษะในการใช้ภาษาไทย เช่น งูกินหาง แม่นาคพระโขนง มะล้อกก๊อกเเก๊ก เขย่งเก็งกอย ฯลฯ

การเล่นกลางแจ้งส่วนใหญ่เป็นการฝึกทักษะรวม ถือเป็นการออกกำลังกาย เช่น การละเล่น กาฟักไข่ ผู้ที่เป็นกาต้องคอยกันไม่ให้ใครขโมยไข่ของตนไปได้ ผู้เล่นเอาลำตัวคร่อมอยู่ คอยเหวี่ยงเข้ามาแตะผู้ที่เข้าไปขโมย ต้องอาศัยความว่องไวมาก การเล่นกระโดดเชือกเดี่ยว หรือกระโดดเชือกหมู่ ก็ฟักทั้งเท้าและจังหวะแขนในการแกว่งเชือกให้สัมพันธ์กัน การเล่นลูกหิน ทอยกอง หยอดหลุม หรือการเล่นอื่นๆ ที่ต้องใช้ทักษะทางตา ช่วยในการเล็งหรือกะระยะ ก็จำเป็นต้องให้สอดคล้องสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ของร่างกายด้วย เช่น การเล่นจ้องเตและตาเขย่ง เวลาทอยเบี้ยต้องเล็งให้ดีเสียก่อน จึงค่อยดีดลูกหินให้ถูกคู่ต่อสู้ การเล่นลูกข่างก็เช่นเดียวกัน เวลาโยน ลูกข่างให้หมุน แล้วใช้ปลายเชือกคล้องเกลียวตีนลูกข่างขึ้นมารับไว้ในอุ้งมือ ต้องให้ตาและมือสัมพันธ์กัน มิฉะนั้นก็รับพลาด การเล่นเต้นสากถ้าไม่กะระยะให้ดีสากจะบีบเท้าถึงตาตุ่มแตกก็มี

การฝึกความสังเกตและไหวพริบ ’     -                

การใช้สายตา นอกจากจะเป็นการฝึกทักษะทางตาแล้ว ยังเป็นการฝึกไหวพริบ การสังเกตและเชาวน์ปัญญาอีกด้วย ผู้เล่นต้องใช้การสังเกตเพื่อช่วยการคาดคะเน การละเล่นของเด็กไทยมีหลายชนิดที่แสดงการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างคู่ต่อสู้ ตัวอย่างเช่น

การเล่นกาฟักไข่ ผู้ขโมยจะหลอกล่อชิงไหวชิงพริบกับเจ้าของไข่ เจ้าของไข่ต้องใช้ความระมัดระวัง คาดคะเนและป้องกันไม่ให้ใครขโมยไข่ไปได้

การเล่นเทวดานั่งเมือง หรือขี่ม้าลงเมือง ผู้ที่จะวิ่งออกมากระซิบชื่อฝ่ายตรงกันข้ามอีกฝ่ายต้องเดาใจอีกฝ่ายว่าจะออกชื่อใคร เจ้าของชื่อต้องสังเกตดูเวลาคู่ต่อสู้กระซิบกับเจ้าเมือง และไม่วิ่งออกมา มิฉะนั้นจะถูกโป้ง ต้องมาเป็นม้าให้คู่ต่อสู้ขี่

การเล่นวัวกระทิง ผู้เป็นกระทิงต้องหลอกล่อและฉวยโอกาส ขณะที่มีการเซ หรือเสียหลัก

การแข่งเรือคน ผู้เล่นต้องใช้ความสังเกต เพื่อให้รู้ว่าฝ่ายตรงกันข้ามซ่อนลูกสะบ้าไว้ที่ไหน เพื่อฝ่ายของตนจะได้ถึงเส้นชัยก่อน ทำนองเดียวกันผู้ซ่อนต้องไม่ทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามจับสังเกตได้ การเล่นมอญซ่อนผ้าก็เช่นเดียวกัน ผู้เล่นต้องสังเกตให้ดี มิฉะนั้นจะต้องถูกตีลุกขึ้นวิ่ง และต้องมาเป็นแทน

การเล่นต่อไก่ กำทาย ผู้เล่นต้องใช้ไหวพริบในการสังเกตและใช้ประสาทสัมผัส เพราะผู้เล่นถูกปิดตา ต้องทายชื่อเพื่อนให้ถูกจึงจะมีคนมาเป็นแทน

การเล่นเตยหรือตาล่อง ผู้ล่องจะหลอกล่อให้ผู้กั้นเผลอ เพื่อให้ฝ่ายของตนไปได้ เป็นการชิงไหวชิงพริบกัน ผู้กั้นต้องคอยสังเกตให้ดีว่าใครจะเป็นคนผ่านไป

การเล่นลูกข่าง ผู้เป็นเจ้าของลูกข่างที่ถูกตั้งเป็นเป้า ต้องใช้ไหวพริบในการช่วยปั่นลูกข่างอีกลูกหนึ่ง ให้กระทบลูกที่ตั้งเป็นเป้าออกมาให้ได้ นอกจากนี้ผู้เล่นต้องมีความแม่นยำในการคล้องลูกข่างที่กำลังหมุนอยู่และเกี่ยวขึ้นรับด้วยอุ้งมือ ตลอดจนความแม่นยำในการปาให้ลูกเป้าที่กำลังเคลื่อนที่

การเล่นทอยกอง หรือหยอดหลุม ก็ต้องใช้ความแม่นยำเช่นเดียวกัน

การเล่นซ่อนหา เป็นการฝึกโสตประสาท เพราะผู้ที่ปิดตาต้องสังเกตทิศทางจากเสียงของผู้ซ่อนทีจะรู้ว่า ผู้ซ่อนอยู่ในบริเวณใดบ้าง

การที่เด็กได้เล่นกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน เป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้วิธีปรับตัวเข้ากับหมู่คณะ ได้รู้จักใช้ไหวพริบและช่วยให้เด็กมีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใสด้วย จึงสรุปได้ว่า การละเล่นของเด็กไทย มีลักษณะของความเจริญงอกงามสมบูรณ์ตามความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม”

ความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในส่วนที่แสดงความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น เห็นได้จากการที่เด็กๆ มักจะใช้วิธีจับไม้สั้นไม้ยาวเพื่อเป็นเครื่องชี้ขาดว่า ใครหรือฝ่ายใดจะต้องทำหน้าที่อย่างใดก่อน การจับไม้สั้นไม้ยาวนี้ เป็นระเบียบที่ผู้เล่นทุกคนยอมรับปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ เช่น การเล่นโพงพาง อ้ายโม่ง อ้ายเข้อ้ายโขง เอาเถิด ฯลฯ ใครจับได้ไม้สั้นก็ต้องทำหน้าที่เป็นปลาที่เข้าลอดโพงพางเป็นอ้ายโม่ง เป็นอ้ายเข้ เป็นผู้อยู่โยง ตามลำดับ ดังที่ตกลงกันไว้ นอกจากจับไม้สั้นไม้ยาวแล้ว การละเล่นแต่ละอย่างจะต้องมีกติกา ซึ่งผู้เล่นทุกคนต้องปฏิบัติตาม ใครฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ หรือมิฉะนั้นก็จะต้องออกไปจากกลุ่มเข้ากับเพื่อนๆ ไม่ได้ นี่ก็แสดงถึงการฝึกให้มีวินัยเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย อันเป็นอีกลักษณะหนึ่งของวัฒนธรรม

มีการละเล่นหลายอย่างที่เด็กต้องเล่นเป็นหมู่คณะดังได้กล่าวมาแล้ว เช่น การละเล่นเตย ตี่จับ ฯลฯ ผู้เล่นจะต้องแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และแต่ละฝ่ายต่างก็หวังในชัยชนะ ฉะนั้นสมาชิกในกลุ่ม หรือฝ่าย จะต้องร่วมมือกันและพยายามช่วยกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ชัยชนะ นับว่าการละเล่นต่างๆ เหล่านี้ได้มีส่วนช่วยฝึกลักษณะนิสัยพื้นฐานในเรื่องความกลมเกลียวกันเป็นหมู่คณะ อันจะพัฒนาขึ้นเป็นความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ เมื่อเด็กๆ เจริญวัยขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า เข้าลักษณะของวัฒนธรรมอีกลักษณะหนึ่ง

ศีลธรรมอันดี

ในส่วนที่เกี่ยวกับศีลธรรมอันดี ตามความหมายข้อสุดท้ายของวัฒนธรรมนั้น จะต้องพิจารณาในแง่ที่สัมพันธ์กับร่างกายเมื่อเวลาที่เด็กกำลังเล่นตามขีดแห่งความสามารถของเด็กด้วยการละเล่น ที่ช่วยฝึกคุณธรรมบางประการ เพื่อเป็นพื้นฐานที่จะช่วยสร้างศีลธรรมอันดีของประชาชนในภายหน้า พอจะวิเคราะห์ได้จากตัวอย่างการละเล่นต่อไปนี้

ความอดทน

ขี่ม้าส่งเมือง ไม้หึ่ง เป็นการละเล่นที่ช่วยฝึกความอดทนเมื่อเด็กเป็นฝ่ายแพ้ เพราะผู้แพ้จะต้องถูกขี่หลังไปไหนๆ ก็ได้ แล้วแต่จะต้องตกลงกัน ผู้แพ้บางคนตัวเล็กแต่ก็ต้องยอมให้ผู้ชนะซึ่งตัวใหญ่กว่าขี่หลัง ถ้าไม่อดทนก็เล่นด้วยกันไม่ได้

การเล่นดัน เป็นการฝึกความอดทน ในขณะที่ผู้เล่นต้องพยายามดันคู่ต่อสู้ให้ถอยร่นไป ยังเส้นหลัง ผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งต้องพยายามอดทน ต้านทานไว้มิให้แถวของตนถอยร่นไป มิฉะนั้นจะแพ้

เสือข้ามห้วย เป็นการฝึกความอดทนของผู้ที่ต้องเป็น “ห้วย” ซึ่งต้องทำท่าหลายอย่าง ให้ผู้ที่เป็น “เสือ” ข้าม บางครั้งต้องเป็น “ห้วย” อยู่นาน เพราะไม่มีเสือตัวใดตาย และถ้า “เสือ” ทุกตัวข้ามได้หมด ผู้เป็น “ห้วย” จะถูกลงโทษโดยลูก “เสือ” หามไปทิ้งแล้ววิ่งหนี ผู้เป็น “ห้วย” ต้องพยายามจับให้ได้สักคน และคนที่จับได้ก็ต้องเป็น “ห้วย” ต่อไป

ความสามัคคีรักหมู่คณะ

ขายแตงโม ผู้เล่นเป็นแตงโมต้องเกาะกันไว้ให้แน่นเวลาที่ลูกผู้ซื้อมาดึงตัวแรงๆ ตราบใดที่ยังไม่หลุดจากเถา ผู้ซื้อก็เอาตัวไปไม่ได้ ฉะนั้นทุกคนจะต้องพร้อมใจออกแรงเกาะกันไว้อย่าง

เต็มที่ เพื่อมิให้ต้องถูกแยกไปจากหมู่คณะ

ตี่จับ ในขณะที่ผู้เล่นของฝ่ายหนึ่งเข้าไป “ตี่” เพื่อให้ถูกตัวผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วจะได้วิ่งกลับฝ่ายของตนโดยไม่ให้ถูกจับเป็นเชลยนั้น ผู้เล่นอีกฝ่ายต้องพร้อมใจกันพยายามจับผู้ที่เข้ามา “ตี่” ไว้ให้ได้อย่าให้หลุดมือ เพราะถ้าผู้ตี่ที่ถูกหลายๆ คนจับได้หลุดกลับไปฝ่ายของตนได้ ผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องกลับไปเป็นเชลยกันทั้งกลุ่ม นับว่าเป็นการฝึกความสามัคคีในหมู่เด็กๆ ด้วยกัน ได้เป็นอย่างดี

ชักคะเย่อ ผู้เล่นของแต่ละฝ่ายจะต้องพร้อมใจกันดึงเชือกโดยแรง เพื่อให้เครื่องหมายที่ผูกไว้ตรงกึ่งกลางของเส้นเชือกเข้าไปอยู่ในฝ่ายของตน การละเล่นชักคะเย่อนี้ช่วยฝึกความมีระเบียบวินัยและความสามัคคีในหมู่คณะ

ปลาหมอตกกะทะ ผู้เล่นทุกคนต้องพยายามช่วยกันกระโดดเข้าไปในวงให้ได้ทั้งหมด และเวลาจะออกก็มีการนัดแนะกันหลอกล่อให้ผู้กั้นเผลอแล้วกระโดดออกไปให้ได้ ส่วนผู้กั้นก็ต้องพร้อมใจกันระวังอย่างเต็มที่เหมือนกันเพื่อมิให้พวก “ปลา” กระโดดหนีออกไปจาก “กระทะ” ได้

เตย หรือ ตาล่อง ผู้เล่นที่เป็นฝ่ายล่องจะต้องพยายาม “โยก” หรือ หลอกล่อผู้กั้นเพื่อให้พวกตนคนใดคนหนึ่งผ่านไปได้ตลอด เมื่อวิ่งผ่านได้ทุกเส้น และกลับขึ้นมาได้แล้ว ผู้ที่วิ่งผ่านนั้นก็จะร้องว่า “เตย” ซึ่งหมายถึงชัยชนะของทุกคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกันด้วย การประสบชัยร่วมกัน จะช่วยปลูกฝังความสามัคคีในหมู่เด็กๆ โดยไม่รู้ตัว

ความซื่อสัตย์

ซ่อนหา ผู้เล่นที่ถูกปิดตาในขณะที่คนอื่นวิ่งไปซ่อนนั้น จะต้องปิดตาให้ “มิด” ถ้าไม่มิด ถือว่าผิดกติกา มีบทร้องประกอบการละเล่นนี้ว่า “ปิดตาไม่มิด สารพิษเข้าตา พ่อแม่ทำนาได้ข้าวเม็ดเดียว” นับเป็นการฝึกให้มีความซื่อสัตย์

หมากเก็บ อีตัก อีขีดอีเขียน ในการเล่นสิ่งเหล่านี้ถ้ามือของผู้เล่นไปกระทบก้อนหิน หรือเม็ดผลไม้ที่ใช้เล่น ทำให้เคลื่อนไหวไปแม้นิดเดียว ก็จะต้องยอม “ตาย” เพื่อให้ผู้เล่นคนอื่นเล่นต่อแม้ขณะที่มือกระทบนั้น คนอื่นจะไม่เห็นก็ตาม

ความรับผิดชอบ

การปฏิบัติตามกติกาทุกอย่างไม่ว่าจะเล่นอะไร ก็ถือกันว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้เล่น ดังตัวอย่างการละเล่นต่อไปนี้

แตะหุ่น เมื่อผู้เล่นที่เป็นคนวิ่งไล่ไปแตะใครเข้า คนนั้นต้องหยุดนิ่งอยู่ในท่าที่กำลังกระทำในขณะนั้น จะเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนท่าไม่ได้ ถ้าเคลื่อนไหวก็ต้อง “ตาย” และต้องไปเป็นคนไล่แทน ถ้าแตะได้หมดทุกคน และต้องเป็นหุ่นกันหมด ผู้ไล่ก็ต้องแสดงท่าหลอกล้อต่างๆ ให้หุ่นยิ้ม หัวเราะ หรือเคลื่อนไหว ใครเคลื่อนไหวก็ต้องมาเป็นคนไล่แทน ทุกคนต้องปฎัติตามกติกานี้

หมุนนาฬิกา ผู้เล่นทุกคนจับมือกันเป็นวงกลมแล้วใช้เท้ายันกันเอง ตัวหงายลง คนยืนสลับจับมือคนนั่ง ทุกคนต้องจับมือกันให้แน่น ไม่ให้หลุดจากกัน คนยืนจะวิ่งรอบๆ วง แล้ววงกลมจะหมุนเป็นรูปเหมือนนาฬิกา ฉะนั้นทุกคนจะต้องรับผิดชอบจับมือหรือยันเท้ากันไว้ให้มั่น อย่าให้หลุดจากกันได้จึงจะหมุนได้อย่างสนุก

โปลิศจับขโมย เป็นการเล่นที่กำหนดหน้าที่โปลิศให้พยายามจับขโมยให้ได้ ถ้าจับได้ก็ถือว่าชนะ ฝ่ายผู้ที่เล่นเป็นขโมย ก็ต้องพยายามใช้ไหวพริบ พลิกแพลงต่างๆ เพื่อมิให้ถูกจับได้ ต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบทำหน้าที่ตามบทบาทของตน

เสือกินวัว ผู้เล่นตั้งแต่ 12 คนขึ้นไป แบ่งเป็นฝ่ายเสือ และฝ่ายวัว ผู้เล่นเป็นเสือต้องพยายามจับวัวให้ได้โดยพยายามเข้าไปทางคอกที่ฝ่ายของตนยืนอยู่ ผู้เล่นเป็นวัวก็ต้องพยายามออกทางคอกที่ฝ่ายของตนยืนอยู่เช่นเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างต้องแสดงเป็นเสือ หรือเป็นวัวตามหน้าที่ของตน จัดเป็นการฝึกความรับผิดชอบได้อย่างหนึ่ง

จะเห็นได้ว่า คุณธรรมหลายประการ ได้แก่ ความอดทน ความสามัคคีรักหมู่คณะ ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ การมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เป็นสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ในขณะที่เขากำลังเล่นกันอย่างสนุกนั่นเอง ประสบการณ์เหล่านี้เป็นการช่วยเตรียมเด็กให้พร้อม ที่จะทำหน้าที่พลเมืองดี เมื่อเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

คุณค่าด้านสังคม

การละเล่นของเด็ก บทร้องประกอบการเล่น ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่เด็กๆ ใช้เป็นของเล่น สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม และความเชื่อของคนไทย ในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้

1. สภาพความเป็นอยู่และอาชีพของชาวบ้าน

1.1 สภาพความเป็นอยู่ของเด็ก

อ้ายเข้ อ้ายโขง เป็นการละเล่นที่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ของเด็กๆ ที่มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำ และในแม่นํ้านั้นมีจระเข้ แต่จระเข้นั้นคงหมดพิษสงไปแล้ว เพราะกัดใครก็ไม่เข้า เด็กๆ จึงนำเรื่องราวเกี่ยวกับจระเข้มาร้องเล่นเป็นการล้อเลียน

บทร้องล้อเลียนเกี่ยวกับผมของเด็ก ก็แสดงลักษณะการไว้ผมของเด็กไทยสมัยก่อนซึ่งมีทั้ง ผมจุก ผมเปีย ผมแกละ ดังนี้

ผมจุก คลุกน้ำปลา เห็นขี้หมา นั่งไหว้กระจ๊องหง่อง

ผมเปีย มาเลียใบตอง พระตีกลอง ตะลุ่มตุ้มเม้ง

ผมแกละ กระแดะใส่เกือก ตกนํ้าตาเหลือก ใส่เกือกข้างเดียว

1.2 สภาพความเป็นอยู่ของผู้ใหญ่

บทร้อง จ้ำจี้ ซึ่งร้องแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆ ก็สะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่แบบไทยสมัยก่อนหลายอย่าง เช่น จํ้าจี้มะเขือเปราะ กล่าวถึงการอาบนํ้าของหนุ่มๆ สาวๆ ซึ่งนิยมไปอาบนํ้าที่ท่าวัด มีการใช้เรือเป็นพาหนะ

จำจี้มะเขือพวง กล่าวถึงเมียน้อย เมียหลวง แสดงว่าการมีเมียหลายคนในสังคมไทยสมัยก่อน เป็นเรื่องธรรมดา

จำจี้ จํ้าจวด พาลูกมาบวช ถึงวัดถึงวา ก็แสดงถึงความเป็นชาวพุทธของแม่ซึ่งมีศรัทธาจะให้ลูกบวชเรียนในพระพุทธศาสนา

มอญซ่อนผ้า มีบทร้องที่ขึ้นต้นด้วยการออกชื่อชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอยู่เมืองไทยคือ พวกมอญ

1.3 อาชีพหลักของคนไทย

การทำนา มีการละเล่นหลายอย่างที่มีบทร้องกล่าวถึง ข้าวและวัวควายที่ช่วยไถนา ดังตัวอย่างต่อไปนี้

รีรีข้าวสาร มีบทร้องที่กล่าวถึงข้าว มีทั้งข้าวสาร ข้าวเปลือก และข้าวสุก (คดข้าวใส่จาน) รวมอยู่ในบทเดียวกัน

ซ่อนหา มีบทร้องที่แช่งคนปิดตาไม่มิดว่า พ่อแม่ทำนาอย่าให้ได้ผลดี (ได้ข้าวเม็ดเดียว)

ย่าด้ง มีบทร้องกล่าวถึง แม่ควายมีท้อง

นอกจากอาชีพทำนาแล้ว ก็ยังมีอาชีพอื่นๆ อีก ได้แก่ อาชีพประมง อาชีพขาย ดังตัวอย่าง

โพงพาง มีบทร้องกล่าวถึง ปลาตาบอดที่เข้าลอดโพงพาง อันเป็นเครื่องมือจับปลาของชาวประมง

ผีสุ่ม มีบทร้องกล่าวถึงการจับปลาโดยใช้สุ่ม

ปลาหมอตกกระทะ ไม่มีบทร้อง แต่สมมุติผู้เล่นเป็นปลาหมอที่พยายามกระโดดลงไปในวงสมมุติเป็นกระทะ

ขายแตงโต มีบทเจรจา สมมุติผู้เล่นเป็นแตงโมมีผู้มาซื้อและพูดกับเจ้าของ

1.4 การละเล่นที่จัดอยู่ในประเภทการพนัน สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อผู้ใหญ่ชอบเล่นการพนัน เด็กๆ ก็เล่นเอาอย่างผู้ใหญ่ด้วย ดังจะเห็นได้จากการเล่นลูกหิน ทอยกอง ล้อต๊อก ปั่นแปะ ในการเล่นสิ่งเหล่านี้ ผู้ชนะจะได้สิ่งของต่างๆ จากผู้แพ้ เด็กๆ จึงชอบเล่น

2. ความเชื่อ

มีการละเล่นบางอย่าง สะท้อนให้เห็นความเชื่อของชาวบ้านในเรื่องไสยศาสตร์ ได้ แก่ การละเล่นที่มีการเชิญคนทรง เช่น

ย่าด้ง มีบทร้องดังนี้ ย่าด้งเอย ลงมาเร็วรา หาผักหาปลา หาย่าฟันดำ ฝนลงเล่นนํ้า ทะเลพาไป ได้เหล้าสองไห ไก่น้อยลองตัว กระเทียมสองหัว ทำขวัญย่าด้ง

ลิงลม มีบทร้องตดังนี้ ลิงลมเอย มาอมข้าวพอง เด็กน้อยทั้งสอง มาทัดดอกจิก เจ้าพระยานกพริก เจ้าพระยานกเขา ทวงหนี้ทวงเข้า ให้เจ้าลิงลม

ผีสุ่ม มีบทร้องกล่าวถึงปลาดังนี้ เข้ามารุมๆ แม่สุ่มแต่ปลา ตัวเล็กไม่เลือก ตัวเผือกไม่ว่า สุ่มหักครอบปลา พญาสุ่มเอย (ซ้ำ)

แม่นางสุ่มเอย สุ่มปลาในหนอง สุ่มปลาในคลอง สุ่มปลาในห้วย บินมาพรึ่บๆ บินมาพั่บๆ แม่นางสุ่มเอย

3. ค่านิยม

3.1 ค่านิยมเกี่ยวกับกิริยามารยาท ถือว่าใครมารยาทดีเป็นคนมีบุญ จะมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ใครมารยาททรามเป็นคนอาภัพ จะมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น เห็นได้จากบทร้อง ประกอบการเล่นจํ้าจี้ ดังนี้

จ้ำจี้เม็ดขนุน    ใครมีบุญได้กินสำรับ

ใครผลุบผลับ   ได้กินกะลา (หรือกินรางหมาเน่า)

3.2 ค่านิยมเกี่ยวความสัมพันธ์ในครอบครัว ถือว่าลูกเขยจะต้องมีความกตัญญูเต็มใจรับใช้แม่ยาย และทำให้แม่ยายพอใจจึงจะดี       เห็นได้จากบทร้องประกอบการเล่นจํ้าจี้อีกบทหนึ่ง ดังนี้

จ้ำจี้ดอกเข็ม     มาเล็มดอกหมาก

เป็นครกเป็นสาก ให้แม่ยายตำข้าว

เป็นนํ้าเต้า ให้แก่ยายเลียงซด

เป็นขะมด ให้แม่ยายฝนทา ฯลฯ

3.3 ค่านิยมเกี่ยวกับการบวช ถือว่า แม่ที่มีลูกชาย และลูกชายบวชให้แม่เห็นชายผ้าเหลืองได้นับเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง เห็นได้จากบทร้องประกอบการเล่นจ้ำจี้อีกบทหนึ่ง ดังนี้

จ้ำจี้ จํ้าอวด      พาลูกไปบวชถึงวัดถึงวา ฯลฯ

3.4 ค่านิยม ที่ยกย่องผู้มีตำแหน่งสูง ว่าย่อมมีโอกาสได้ผลประโยชน์ดีกว่าผู้อยู่ในตำแหน่งตํ่า เห็นได้จากบทร้องประกอบการเล่น ซักส้าว ดังนี้

ซักส้าวเอย       มะนาวโตงเตง

ขุนนางมาเอง   มาเล่นซักส้าว

มือใครยาว       สาวได้สาวเอา

มือใครสั้น         เอาเถาวัลย์ต่อเข้า

คุณค่าด้านภาษา

ในการวิเคราะห์คุณค่าด้านภาษาที่ใช้ในการละเล่นของเด็กไทยมีแนวสำหรับพิจารณา 2 แนว ดังนี้

1. คุณค่าด้านภาษาในแง่วรรณศิลป์

2. คุณค่าด้านภาษาในแง่การสื่อสาร

1. คุณค่าด้านภาษาในแง่วรรณศิลป์

คำว่า “วรรณศิลป์” ในที่นี้จะใช้ในความหมายเดียวกับคำว่า “ศิลปะการประพันธ์” ซึ่งหมายถึงกลวิธีต่างๆ ที่ผู้ประพันธ์ใช้ในการแต่งบทร้อยกรอง

บทร้องประกอบการละเล่นของเด็กไทย ที่มีลักษณะเป็นบทร้อยกรอง อาจอนุโลม จัดไว้ในประเภทคำเพลงต่างๆ ได้ตามที่มีการจำแนกประเภทคำกานท์ของไทยไว้ในตำรา ฉันทลักษณ์ เมื่อพิจารณาในแง่วรรณศิลป์ ก็อาจวิเคราะห์ได้ดังนี้

1.1 รูปแบบของคำประพันธ์

มีรูปแบบไม่จำกัดตายตัว มีการใช้คำเป็นวรรคสั้นๆ วรรคละ 3 หรือ 4 คำ มี ทั้งสัมผัสนอกและสัมผัสใน บางวรรคอาจปลอดสัมผัสก็มี ดังตัวอย่าง

โพงพาง

โพงพางเอย      ปลาเข้าลอด

ปลาตาบอด     เข้าลอดโพงพาง

บทนี้มี 4 วรรค วรรคละ 3 คำ หรือ 4 คำ มีสัมผัสนอก คือ ลอด-บอด-ลอด

ซักส้าว

ซักส้าวเอย       มะนาวโตงเตง

ขุนนางมาเอง   มาเล่นซักส้าว

มือใครยาว       สาวได้สาวเอา

มือใครสั้น        เอาเถาวัลย์ต่อเข้า

บทนี้มี 8 วรรค วรรคละ 3 หรือ 4 หรือ 5 คำ มีสัมผัสนอกคือ เตง-เอง, ส้าว-ยาว-สาว, สั้น-วัลย์, เอา-เข้า

เด็กเอ๋ยพาย

เด็กเอ๋ยพาย     นายเอ๋ยโยก

พอถึงสามโคก  นายโยกไม่ไหว

ชักด้ามพาย      ตีหัวนายดังโป๊ก

บทนี้มี 6 วรรค วรรคละ 3 หรือ 4 หรือ 5 คำ มีสัมผัสนอกคือ โยก-โคก, พาย-นาย

แมงมุม

(1) แมงมุมเอ๋ย         ขยุ้มหลังคา

แมวกินปลา              หมากัดกะโพ้งก้น

หรือ

(2) แมงมุมเอย                ขยุ้มหลังคา

ลูกเจ็บนักหนา          วางลูกเสียเกิด

บทนี้มี 4 วรรค วรรคละ 3 หรือ 4 คำ มีสัมผัสนอก คือ คา-ปลา-หมา (1) และ คา-หนา (2)

จ้ำจี้

(1) จํ้าจี้ผลไม้          แตงไทยแตงกวา      ขนุนน้อยหน่า

พุทรามังคุด      ละมุดลำไย              มะเฟืองมะไฟ

มะกรูดมะนาว  มะพร้าวส้มโอ          ฟักแฟงแตงโม

ไชโยโห่ฮิ้ว

(2) จ้ำจี้ดอกเข็ม       มาเล็มดอกหมาก     เป็นครกเป็นสาก

ให้แม่ยายตำข้าว      เป็นน้ำเต้า                ให้แม่ยายเลียงซด

เป็นชะมด                ให้แม่ยายฝนทา       เป็นดอกจำปา

ให้แม่ยายเด็ดทัด     เป็นไม้กลัด               ให้แม่ยายเสียบผม

เป็นอ้ายพรม            เขาจิกหัวใช้              เป็นอ้ายไหม

เขาขายหัวกิน           เป็นอ้ายอิน              เขากินหัวเสีย

(3) จำจี้มะเขือพวง   เห็นชาวบางหลวง     มาทอดก้ามกุ้ง

ก้ามกุ้งเอย               มาร้องแวแว             มาสอยดอกแค

มาแหย่รูปู                        อีหนูคายแป้ง           อีแร้งตกใจ

บินไปพะเยิบพะยาบ        จระเข้ลากหาง          นกยางบินปร๋อ

หมายเหตุ: บทร้องสำหรับการละเล่นจํ้าจี้ มีหลายสำนวน เป็นบทสั้นก็มี ยาวก็มี ใช้คำวรรคละ 3-5 คำ ตำแหน่งของคำที่มีเสียงสัมผัสคล้องจองกันนั้น ไม่กำหนดตายตัว

เอาเถิด

ใครไล่ให้ทัน ให้นํ้ามันลิบขวด ให้ลวดลิบตา

ให้ม้าสิบหาง ให้ช้างสิบตัว ให้วัวสิบหลัก

ให้ปฏักสิบอัน   ไล่ให้ทันเถิดโว้ย

บทนี้มี 8 วรรค วรรคละ 4-5 คำ ยํ้าเลขสิบและมีลักษณะนามทุกวรรค เว้นวรรคสุดท้าย

1.2 การใช้คำที่เลียนเสียงต่างๆ หรือที่ออกเสียงแปลกๆ

ในบทร้องประกอบภารละเล่นของเด็กไทย เราจะพบว่ามีการใช้คำที่เลียนเสียงต่างๆ เช่นเสียงธรรมชาติ เสียงมนุษย์ เสียงสัตว์ และคำที่ออกเสียงแปลกๆ และไม่มีความหมาย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

“แปะแปะ”        ในบทว่า   “ตบมือแปะแปะ…”

“แงแง”              ในบทว่า   “ร้องไห้แงแง…”

“โห่ฮิ้ว”             ในบทว่า   “จ้ำจี้ผลไม้…ชโยโห่ฮิ้ว”

“ร้องวู้”              ในบทว่า   “จํ้าจเม็ดขนุน…นกขุนทองร้องวู้”

“ตะลุ่มตุ้มเม้ง” ในบทว่า   “ผมเปียมาลัยใบตอง…”

“ต้ำโป๊ก”           ในบทว่า   “เด็กเอ๋ยพาย…ตีหัวนายต้ำโป๊ก”

คำข้างบนนี้เลียนเสียง ตบมือ เสียงร้องไห้ เสียงโห่ เสียงนกร้อง เสียงตีกลอง เสียงของแข็งกระทบกันแรงๆ

“เท้งเต้ง” ในบทว่า “เท้งเต้งเอย เท้งเต้งเรือลอย…”

“โตงเตงโตงเว้า” ในบทว่า “โตงเตงโตงเว้า ของเราเก็บไว้”

“กระจ๊องหง่อง’’ ในบทว่า “ขี้ตู่กลางนา… ”

“ออระแร้ ออระชอน” ในบทว่า “หัวจุกคลุกนํ้าปลา…’’

“มะล้อกก๊อกแก๊ก’’ ในบทว่า “มะล้อกก้อกแก๊ก ใครมา…”

“จีจ่อเจี๊ยบ” ในบทว่า “จีจ่อเจี๊ยบ”

คำข้างบนนี้ออกเสียงแปลกๆ ส่วนมากไม่มีความหมาย แต่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกสนุกไปกับเสียงต่างๆ ทำให้เด็กชอบ

1.3 การใช้คำที่เป็นสัญลักษณ์แฝงความหมายในแง่เพศสัมพันธ์

มีบทร้องหลายบท ที่น่าสังเกตว่าใช้คำที่เป็นสัญลักษณ์แฝงความหมายในแง่เพศสัมพันธ์ไว้ บางทีก็ใช้สลับกับคำที่บอกเหตุการณ์ ทำให้พอจะเดาเนื้อความที่กล่าวเป็นนัยๆ ได้บ้าง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

จ้ำจี้เม็ดขนุน                    ใครมีบุญได้กินสำรับ

ใครปุบปับได้กินหมาเน่า  ส้มมะลิ้น ส้มมะแป้น

มะปรางออกดอก             มะกอกออกฝัก

ผัวไม่รักจะโทษเอาใคร     โทษอีแป้น

ช่างแล่นช่างลึก                 ช่างตรึกช่างตรอง

สายบัวทอง

จ้ำจี้มะเขือพวง                 เมียน้อยเมียหลวง

มากินก้ามกุ้ง                    ก้ามกุ้งร้องแว้

มาสอยดอกแค                 มาแหย่รูปู

อีหนูตกกระได                  กลางคืนเมาเหล้า

เตะหม้อข้าวปากบิ่น         หม้อข้าววิ่งหนี

สาระพีเล่นกล                  กระจ่าสวดมนต์

รับศีลรับพร

จ้ำจี้มะเขือเปราะ              กระเทาะหน้าแว่น

พายเรืออกแอ่น                        กระทั่งต้นกุ่ม

เห็นเด็กหนุ่มหนุ่ม             ดีเนื้อดีใจ

ขอด้ายขอไหม                  เย็บผ้ายายชี

เขาโห่กาลี                                เขาตีโมงครุ่ม

ขยุ้มหน้ากลอง         นางสายบัวทอง

2. คุณค่าด้านภาษาในการสื่อสาร

2.1. บทร้องและบทเจรจาโต้ตอบประกอบการละเล่นของเด็กไทย เป็นที่น่าสังเกตว่า บทร้องและบทเจรจาโต้ตอบนั้นมีคุณค่าในการสื่อสารอยู่มาก กล่าวคือ ทำให้เด็กๆ ได้คุ้นเคยกับคำที่ใช้เรียกชื่อ หรือที่ใช้บอกกริยาอาการต่างๆ เป็นการช่วยให้เด็กได้มีพัฒนาการทางภาษา โดยไม่รู้ตัว เด็กจะชอบฟังคำที่มีเสียงคล้องจองกัน เพราะชวนให้จำง่าย และเมื่อร้องเล่นบ่อยๆ เข้าก็จะได้ฝึกทักษะทางภาษาไปในตัว ส่วนในบทเจรจาโต้ตอบนั้น ก็เป็นคำถาม คำตอบสั้นๆ มีเนื้อความเป็นเรื่องเป็นราว เป็นคำพูดในชีวิตประจำวันบ้าง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้

แม่งู

แม่งูเอ๋ย            กินนํ้าบ่อไหน

กินน้ำบ่อทราย ย้ายไปก็ย้ายมา

กินน้ำบ่อโศก   โยกไปก็โยกมา

กินน้ำบ่อหิน     บินไปก็บินมา

กินหัวกินหาง    กินกลางตลอดตัว

ความสนุกในการได้ทำท่า ย้าย โยก และบิน ในขณะที่ว่าบทโต้ตอบไปด้วย จะช่วยให้เด็ก รู้จักความหมายของคำกริยาต่างๆ ได้รวดเร็ว ทำให้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องการสื่อสารไปทีละน้อย และจะชวนให้นึกสนุกที่จะสะสมคำในภาษาไปเรื่อยๆ ทำให้เด็กใช้ภาษาได้คล่องขึ้น

อะไรในโถ

อะไรในโถ                ส้มโอปอก

อะไรในจอก     ข้าวตอกขวั้น

อะไรในขัน       มะดันแช่

อะไรในแคร่      ไหเหล้าไหยา

อะไรในผ้า        จำปาซ่อนกลิ่น

อะไรใต้ดิน       ขมิ้นเหลืองอ่อน

อะไรใต้หมอน  เสน่ห์ผัวรัก

อะไรในกลัก     เหล็กไฟตาเถน

อะไรในเลน      กระเบนต้มยำ

อะไรแดงดำ     มะกล่ำตาหนู

อะไรในรู          ปูม้าปูทะเล

อะไรในเปล      ขนมแม่ลูกอ่อน

เมื่อมีคำถามว่าอะไรแล้วก็ต้องมีคำตอบเป็นสิ่งต่างๆ เช่น ผลไม้ ดอกไม้ สัตว์ สิ่งของ เมล็ดพืช ขนม ฯลฯ และคำถามคำตอบนั้นๆ ก็มีเสียงคล้องจองกันชวนให้สนุกไปด้วย

ตะล็อกต๊อกแต๊ก

ตะล็อกต๊อกแต๊ก      มาทำไม           มาซื้อดอกไม้

ดอกอะไร                 ดอกจำปา                ไม่มี

ดอกจำปี                  ไม่มี                  ดอกกระดังงา

ในการเล่นชนิดนี้ ผู้ถามจะต้องถามไปเรื่อยๆ และออกชื่อดอกไม้หลายชนิด จนกว่าจะถามตรงกับชื่อดอกไม้ที่มี จึงจะหยุด เป็นการสอนให้เด็กรู้จักชื่อดอกไม้อย่างแม่นยำ เพราะต้องออกชื่ออยู่บ่อยๆ

เขย่งเก็งกอย

เจ้าของ— เขย่งเก็งกอย เห็นวัวกินอ้อย ที่ไหนบ้างเน้อ

ชาวบ้าน—วัวดำหรือวัวแดง

เจ้าของ— วัวแดง

ชาวบ้าน—วัวแดงตกนํ้าแกงตายแล้ว

เจ้าของ— วัวดำ

ชาวบ้าน—วัวดำตกนํ้าครำตายแล้ว

บทนี้มีเสียงสัมผัสคล้องจองอยู่ในคำถาม คำตอบ ชวนให้สนุกได้เหมือนกัน และขณะเดียวกันก็ได้รู้จักคำขยายนาม “วัว” และรู้จักคำประสมคือ “’น้ำครำ” และ “’น้ำแกง” ด้วย

2.2 การใช้ภาษาในการละเล่นที่ไม่มีบทร้องประกอบ

แม้ในการละเล่นที่ไม่มีบทร้องประกอบ เด็กก็มีโอกาสได้ฝึกทักษะทางภาษาตามสมควร เช่น การเล่นเป็นพ่อ แม่ การเล่นขายของ การเล่นตุ๊กตา ฯลฯ ในการละเล่นเหล่านี้เด็กจะแต่งบทขึ้นเอง เช่น พูดเลียนแบบที่พ่อ แม่ พูดกันบ้าง พูดซื้อขายสิ่งของ ในฐานะผู้ซื้อและผู้ขายบ้าง พูดกับตุ๊กตาประหนึ่งว่าตุ๊กตาเป็นน้อง หรือเป็นลูกบ้าง การได้มีโอกาสพูดในสถานการณ์สมมุติเช่นนี้ กระตุ้นให้เด็กได้ใช้ความคิด และสามารถแสดงความคิดออกมาเป็นคำพูดได้อย่าง เป็นเรื่องเป็นราว หรืออย่างสมเหตุสมผล จึงนับว่าการละเล่นต่างๆ เหล่านี้ได้ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทยเป็นอย่างดี

2.3 การใช้ภาษาในการเล่นทายปริศนา

ปริศนาหรือคำทายต่างๆ ที่เด็กๆ  ชอบเล่นทายกันนั้น วิเคราะห์ได้ว่า เป็นวิธีการที่ส่งเสริมพัฒนาการทางความคิดสัมพันธ์กับการใช้ภาษา ทั้งนี้เพราะปริศนาก็คือการตั้งคำถาม ให้เด็กคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ตนเคยพบ เคยเห็นมาแล้วนั่นเอง ผู้ที่มีความสังเกตดี และรู้จักคิดเปรียบเทียบความหมายของคำกับสิ่งที่พบเห็นกันทั่วไป ก็จะสามารถทายปริศนาได้ถูกต้องเมื่อทายถูกแล้วก็ทำให้เด็กๆ อยากทายปริศนาอื่นๆ ต่อไปอีก ความสนุกในการทายถูก จะจูงใจให้เขา พยายามใช้ความสังเกตควบคู่ไปกับการใช้ภาษาเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ปริศนาจึงเป็นเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กได้เป็นอย่างดี ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1. อะไรเอ่ย มีปาก ไม่มีฟัน กินข้าวทุกวันได้มากกว่าคน คำตอบ หม้อข้าว

2. อะไรเอ่ย ไม่มีคอ ไม่มีหัว มีแต่หน้า ถึงเวลาตีได้ตีเอา คำตอบ กลอง

3. อะไรเอ่ย เรือนสองเสา หลังคาสองตับ นอนไม่หลับลุกขึ้นร้องเพลง

คำตอบ ไก่ขัน

4. อะไรเอ่ย กลางวันพาลูกยืน กลางคืนพาลูกนอน

คำตอบ บันไดตามชนบท

5. อะไรเอ่ย ซื้อมาเป็นสีดำ นำใช้กลายเป็นสีแดง พอสิ้มแรง กลายเป็นสีเทา ต้องเอาไปทิ้ง

คำตอบ ถ่าน

คำตอบของปริศนาทั้ง 5 ข้อนี้ได้แก่ หม้อข้าว กลอง ไก่ขัน บันไดตามชนบท และถ่าน ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กได้พบเห็นในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น ถ้าเด็กได้ใช้ความสังเกตอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้สามารถใช้ภาษาได้คล่อง และเป็นการช่วยลับสมองไปด้วยในตัว

สรุปคุณค่าการละเล่นของเด็กไทย

ด้านวัฒนธรรม

การละเล่นของเด็กไทย มีลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามของเด็กปรากฏอยู่อย่างชัดเจนกล่าวคือ

1. เสริมสร้างพลานามัย ให้สมบูรณ์

2. เสริมสร้างทักษะต่างๆ ให้เจริญ เช่น ทักษะในการใช้สายตาสังเกต ทักษะในการเคลื่อนไหวอวัยวะ เป็นต้น

3. ส่งเสริมความเจริญทางจิตใจ โดยปลูกฝังให้มีคุณธรรมอันจำเป็นแก่การเป็นพลเมืองดี เช่น ความซื่อสัตย์ ความอดทน ความรับผิดชอบ ความสามัคคี เป็นต้น

4. ส่งเสริมความเจริญทางสติปัญญา เช่น ฝึกให้ใช้ความคิด ฝึกความมีไหวพริบ ฝึกคาดคะเนเหตุการณ์ เป็นต้น

นอกจากลักษณะที่แสดงถึง ความเจริญงอกงามแล้ว ยังมีลักษณะที่แสดงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียว ก้าวหน้า และศีลธรรมอันดีอีกด้วย

ด้านสังคม

1. การละเล่นของเด็กไทย สะท้อนสภาพของสังคมไทยในด้านต่างๆ เช่น สภาพความเป็นอยู่ และอาชีพของชาวบ้าน ความเชื่อและค่านิยมของคนไทยสมัยก่อน

2. การละเล่นช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพของเด็กทั้งทางกาย และจิตใจ ฝึกให้เป็นผู้มีระเบียบ วินัย มีความรับผิดชอบ มีความสามัคคีกันในหมู่คณะ เมื่อเติบโตขึ้น เด็กเหล่านี้ก็จะมีคุณสมบัติ เหมาะสมที่จะเป็นกำลังของประเทศชาติ อันเป็นคุณค่าทางสังคมอันพึงปรารถนา

ด้านภาษา

บทร้องประกอบการละเล่นของเด็กไทย มีคุณค่าด้านภาษาทั้งในแง่วรรณศิลป์ และในแง่การสื่อสาร

ในแง่วรรณศิลป์นั้น บทร้องมีรูปแบบไม่จำกัดตายตัว มีการใช้คำเป็นวรรคสั้นๆ และมีเสียงสัมผัสคล้องจองทำให้เกิดความไพเราะ ทำนองที่ใช้ร้องเป็นทำนองง่ายๆ มีจังหวะเข้ากับวิธีเล่น มีการใช้คำที่เลียนเสียงต่างๆ และมีการใช้สัญลักษณ์ ในเนื้อร้อง แฝงความหมายที่น่าสนใจ

ในแง่การสื่อสารนั้น นับว่าบทร้องประกอบการละเล่นได้มีส่วนช่วยให้เด็กได้มีพัฒนาการทางภาษาโดยไม่รู้ตัว เพราะมีทั้งคำคล้องจอง คำถาม คำตอบ และคำพูดที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้เด็กสนุกในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารไปด้วย การเล่นทายปริศนาก็มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในทางความคิด และในการสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวได้เป็นอย่างดี

ข้อเสนอแนะ

1. ควรได้มีการฟื้นฟูการละเล่นของเด็กไทยในสมัยก่อน ให้กลับมาสู่ความนิยมในสังคมไทย เพื่อเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันมีคุณค่าไว้มิให้เสื่อมสูญ

2. ควรตัดทอนการละเล่นที่เพาะลักษณะนิสัยที่ไม่ดีงาม เช่นการพนัน

3. ควรได้เผยแพร่การละเล่นที่มีคุณค่าของเด็กสมัยก่อน ให้แพร่หลายโดยขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนประเภทต่างๆ

4. ควรปรับปรุงการละเล่นสมัยโบราณให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบันและจัดไว้ในหลักสูตรวิชาพลานามัย ทั้งในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา

5. ควรมีการค้นคว้าเกี่ยวกับการละเล่นของเด็กไทยให้ได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ทั้งในด้านวัสดุประกอบการเล่น วิธีเล่น และคุณค่าในด้านต่างๆ

6. ควรจะได้มีการรวบรวมการละเล่นของเด็กภาคอื่นๆ ด้วยเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน โดยมีการถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการละเล่นประกอบ

ที่มา:ผะอบ  โปษะกฤษณะ, ฐะปะนีย์  นาครทรรพ, ศิวะพร  สุคนธพงพงเผ่า

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments