ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับคนพิการ

author   May 29, 2014   Comments Off on ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับคนพิการ

ถาม  ขณะที่ลูกสาวอายุ ๕ ขวบกับดิฉันกำลังรอรถประจำทางอยู่นั้น แกก็ถามดิฉันเสียงดังว่าเพราะอะไรสุภาพสตรีคนที่อยู่ถัดจากเราไปซึ่งเดินตามถนนมาจากโรงเรียนสอนคนตาบอดจึงใช้ไม้เท้าสีขาวยาวๆ “ดูแกน่าขันดีนะคะ” ลูกสาวดิฉันพูดออกมาดังๆ ลูกสาวดิฉันเคยทำอย่างนี้มาก่อนเป็นบางครั้งบางคราวในขณะที่แกเห็นคนบางคนที่แกเห็นว่าแปลก แกถามดิฉันต่อหน้าคนอื่นๆ ว่าทำไมคนพิการถึงได้ “ทำอะไรประหลาดๆ “ หรือ “มีรูปร่างท่าทางต่างออกไป” เด็กๆ เป็นคนไร้ความรู้สึกอ่อนไหวแบบทื่อๆ อย่างนี้หรือคะ ดิฉันควรจะบอกลูกสาวว่าอย่างไร ?

ตอบ อันนี้ไม่ใช่การไร้ความรู้สึกของเด็ก มันเป็นเพียงผลของความไร้เดียงสาและความจริงใจของพวกแกเท่านั้นเอง เด็กๆ จะมองเห็นความแตกต่างในรายละเอียดระหว่างคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งหรือสถานการณ์อย่างหนึ่งกับอีกอย่างหนึ่งได้รวดเร็ว และพวกแกก็จะถามเกี่ยวกับความแตกต่างเหล่านั้นเพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับโลกและคนที่อยู่ในโลกให้มากขึ้น คุณจำเป็นต้องอธิบายโดยละเอียดและชัดเจนว่าสิ่งที่แปลกเหล่านี้หมายถึงอะไร จงอธิบายให้ลูกสาวคุณทราบว่าคนตาบอดใช้ไม้เท้าเพื่อคลำทางในขณะที่เดินเพื่อไม่ให้ชนคนหรือสิ่งของหรือเดินลงจากขอบทางลงไปกลางถนนตรงทางโค้ง อย่ารีรอที่จะอธิบายเรื่องเหล่านี้ในขณะที่เหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นการพูดกันและต่อหน้าคนที่เกี่ยวข้อง (ถ้าคุณแสดงให้เห็นความประหม่าที่ชัดแจ้งจากคำพูดของลูกคุณและพยายามตอบคำถามของแกด้วยเสียงกระซิบที่บอกความตกใจ มันก็มีแต่จะทำให้คนพิการรู้สึกว่าถูกตราหน้าและเสียใจ และทำให้ลูกคุณรู้สึกว่ามีอะไรที่น่ากลัวและผิดเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น) หลังจากนั้นในเวลาต่อมาขณะที่คุณกับลูกอยู่ตามลำพังก็จงชี้ให้แกเห็นว่าในขณะที่คำพูดของแกในตอนนั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ใครเสียใจ การรอให้เวลาและสถานที่เปลี่ยนไปเสียก่อนแล้วจึงถามจะเป็นการดีกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายความรู้สึกของคนบาง คน

จากประสบการณ์ของผมนั้น คนพิการชอบการติดต่อเกี่ยวข้องที่ไม่เป็นทางการและไม่เป็นการเปิดเผยเท่าที่จะเป็นไปได้ ท่าทีซึ่งเห็นใจและไม่เอะอะของคุณจะช่วยให้ลูกคุณรู้จักเคารพความรู้สึกและความเป็นตัวของตัวเองของแต่ละบุคคลและยังจะเป็นแบบอย่างสำหรับลูกสาวคุณในการติดต่อเกี่ยวข้องกับคนพิการทั้งในปัจจุบันและช่วงต่อไปของชีวิตแก

ที่มา:ดร.ลี  ซอลค์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments