ความต้องการเป็นอิสระของเด็ก

author   December 28, 2011   Comments Off on ความต้องการเป็นอิสระของเด็ก

เมื่อเด็กอายุได้ราวหกเดือน ก็จะเริ่มแสดงความต้องการทำอะไรๆด้วยตัวเอง เคลื่อนไหวไปรอบๆ จับต้องสิ่งของต่างๆ เล่นสนุกสนาน อิสรภาพเป็นสิ่งที่เขาพึงพอใจ…

เด็กจำเป็นต้องพัฒนาทักษะบางอย่าง เพื่อจะได้เป็นอิสระและช่วยตัวเองได้มากขึ้น โดยปกติแล้ว เด็กพร้อมที่จะเป็นอิสระ ก็ต่อเมื่อความต้องการพึ่งพาอาศัยคนอื่นได้รับการตอบสนองแล้วเท่านั้น พ่อแม่หลายคนหลงเชื่อไปว่าถ้าตัวเองสนองความต้องการของลูก กอดและอุ้ม หรือให้กำลังใจมากเกินไป ลูกอาจเสียนิสัย ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

ถ้าเด็กได้รับความพึงพอใจ และความต้องการต่างๆได้รับการตอบสนอง อย่างเต็มที่แล้ว เขาจะรู้สึกเป็นอิสระและพึ่งตัวเองได้มากกว่าการที่เขาถูกทอดทิ้ง ถูกปฏิเสธ ถูกปล่อยให้นอนร้องไห้ไปคนเดียวจนหยุดไปเอง อย่างนี้เด็กจะรู้สึกว่าความต้องการของเขาไม่ได้รับการสนใจจากพ่อแม่ เด็กก็จะยิ่งเรียกร้องต้องการมากขึ้น หรือพ่อแม่บางคนผลักดันให้ลูกเป็นอิสระในขณะที่เขายังไม่พร้อมเต็มที เขาก็จะยังเป็นอิสระไม่ได้อยู่ดี

ในวัยเด็กเล็กนั้น เด็กต้องการพึ่งพาพ่อแม่อยู่มาก ถ้าพ่อแม่ไม่สนใจ เด็กก็จะไม่ยอมเลิกทำตัวแบบทารกเสียที แม้กระทั่งโตแล้วก็ยังอาจเอานิสัยแบบเด็กทารกมาใช้ก็มี ความต้องการในวัยเด็กทารกจึงจำเป็นต้องได้รับการตอบสนองให้เพียงพอ เพื่อเขาจะได้มีแก่ใจพัฒนาจิตใจอารมณ์และความสามารถของตัวเองเวลาโตขึ้น จะได้สามารถเผชิญชีวิตแบบคนที่เป็นอิสระเยี่ยง “ผู้ใหญ่” ที่แท้จริง

พ่อแม่ที่เป็นห่วงลูกเกินไป โตแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยให้เขาช่วยเหลือตัวเอง เท่ากับขัดขวางพัฒนาการความเป็นอิสระของเขา อย่างนี้ก็แย่พอๆ กับพ่อแม่ที่ทอด­ทิ้งลูกในวัยเด็กเล็ก

พ่อแม่ที่พรํ่าบอกว่า โลกภายนอกมีแต่อันตรายน่ากลัวสารพัด ถือว่าเป็นการขัดขวางพัฒนาการความเป็นอิสระของลูก บางคนก็ทำให้ลูกกลัวและต้องพึ่งพาพ่อแม่ตลอดเวลา ด้วยการกำหนดข้อห้ามและข้อปฎิบ้ติมากมายจนเด็กไม่เป็นอิสระ ไม่รู้จักโตเสียที

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่จะทำให้เด็กอยากเป็นอิสระมากขึ้นก็คือ ช่วงที่เด็กเข้าโรงเรียน พ่อแม่ควรแสดงให้ลูกเห็นว่า พ่อแม่เชื่อมั่นในตัวลูก มั่นใจว่าเขาจะเรียนหนังสือได้ ไม่ควรพูดปลอบใจเขามากมายอยู่เป็นประจำ จนเขารู้สึกว่า อะไรๆที่โรงเรียนก็สวยสดงดงามไปหมด ลูกจึงอาจไม่ห่วงอะไรเลยรวมทั้งการเรียน เพราะเชื่อคำพูดของพ่อแม่มากเกินไป และอาจผิดหวังในภายหลัง จนไม่อยากเชื่อพ่อแม่อีกต่อไป

คุณควรบอกความจริงให้ลูกรู้ถึงความเป็นไปที่แท้จริงในโรงเรียนว่าในระยะแรกลูกอาจจะรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ แต่เมื่ออยู่ไปสักระยะหนึ่ง ความรู้สึกนั้นจะหายไปเอง เด็กส่วนใหญ่ก็มักเป็นเช่นนี้ การที่เด็กจะวิตกกังวลหรือไม่นั้น ไม่ใช่อยู่ที่คุณบอกเขาว่าไม่เป็นไร แต่อยู่ที่ว่าคุณเองวิตกหรือเปล่ามากกว่า ความเชื่อมั่นของพ่อแม่ที่มีต่อความสามารถของลูกเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้ลูกเป็นอิสระได้มากขึ้น

สัญญาณที่จะบอกให้รู้ว่าลูกรู้จักเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ได้แก่ การที่เด็กเริ่มแยกตัวออกไปใช้เวลาอยู่กับเด็กในวัยเดียวกันมากขึ้น ในระยะที่เป็นเด็กโตและวัยรุ่น เด็กจะเห็นเพึ่อนวัยเดียวกันเป็นแบบอย่าง เริ่มเกาะกลุ่มมีพรรคพวกของเขาเอง มีกฎเกณฑ์และแนวความคิดของตัวเอง มีเกมการละเล่น ดนตรีและรสนิยมของเขาเอง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเขาแยกตัวออกจากผู้ใหญ่ และไปรวมตัวกันเองอย่างเหนียวแน่น

การที่เด็กจะเป็นอิสระจากพ่อแม่อย่างแท้จริง เขาจะต้องมีความไว้วางใจในตัวพ่อแม่และมีความมั่นใจในตัวเองมาก่อนหน้านั้น ไม่เช่นนั้น เขาก็จะพะว้าพะวัง ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร ระหว่างความเป็นอิสระกับการพึ่งพาพ่อแม่ต่อ ไป

ที่สำคัญ พ่อแม่ต้องยอมรับว่าลูกต้องมีอิสระมากขึ้นทุกวัน และยอมรับ ความสามารถที่มีมากขึ้นๆ ของเขาด้วย

ใจจริงนั้น พ่อแม่ส่วนใหญ่อยากให้ลูกอยู่ใกล้ๆ และมีความสุขกับการได้อยู่กับลูก โดยคิดว่าลูกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตน ทั้งที่เขาเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะตัวต่างหาก ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ไหญ่อย่างแท้จริง แล้วล่ะก้อ พ่อแม่ควรยอมรับและพอใจกับการที่ถูกพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง

ภารกิจของพ่อแม่ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การช่วยให้ลูก ได้มีโอกาสพัฒนา ความสามารถ ความชำนาญแสะสติปัญญาของเขา เพื่อให้เขาเผชิญชีวิฅได้ด้วยตัวเอง โคยไม่ต้องมีพ่อแม่คอยช่วยเหลือตลอค ไป

แต่ที่น่าเสียดายก็คือ พ่อแม่มักพยายามเน้นสอนลูกให้ทำตามที่พ่อแม่บอกทุกอย่าง โดยไม่ยอมส่งเสริมให้ลูกใช้ความคิดของตัวเอง

โรงเรียนหลายแห่งให้รางวัลกับนักเรียนที่ว่านอนสอนง่าย แต่ลงโทษนักเรียนที่ เพียงเกิดความข้องใจในเรื่องอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่ หรือเกิดความสงสัยอะไรบางอย่างที่เขาอยากรู้ แต่ทางโรงเรียนไม่สนับสนุน คนหนุ่มคนสาวจำนวนไม่น้อยจึงไม่รู้จะทำอย่างไรกับ “อิสรภาพ” ของตนเองดี เพราะเมื่อตอนเป็นเด็กถูกเลี้ยงดูให้อยู่ใน “กรอบ” มากเกินไป

เด็กที่รู้จักอิสรภาพดีนั้น ไม่จำเป็นต้องให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่มาคอยบอก คอยกำกับว่า เขาควรจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะเขาเรียนรู้การควบดุมตนเองได้แล้ว จึงมักจะตัดสินใจได้ดีกว่าคนอื่น

พ่อแม่จะสอนให้ลูกรู้จักควบคุมตนเองได้ด้วยการสอนให้เขา “เลือก” ให้เป็น เช่น เด็กเล็กที่ชอบฟังนิทานก่อนนอน ก็ให้เขาเป็นคนเลือกว่าอยากจะฟังนิทานจากหนังสือเล่มใด เวลาเขาแต่งตัว คุณก็ถามว่า “อยากจะใส่เสื้อสีแดง หรือสีเขียว” หรือเวลาเขาวิ่งเล่นที่สนาม เขาก็เป็นคนตัดสินใจว่า “อยากจะเล่นไม้ลื่น หรือชิงช้าก่อนกัน”

การที่ความต้องการและความรู้สึกนึกคิดของเด็กได้รับการยอมรับนี้ เท่ากับเป็นการบอกให้เขารู้ว่า เขามีส่วนร่วมรับผิดชอบในชีวิตของเขาเอง โตขึ้นจะได้ไม่ “หงอ” หรือ “งอมืองอเท้า” ยอมจำนนเสียท่าเดียว เพราะเขาไม่จำเป็นต้องให้มีใครมาบอกเขาว่าควรจะต้องทำอะไร

หากคุณเลี้ยงลูกให้ภาคภูมิใจในตนเอง ตระหนักถึงความสำคัญของตนเอง และเคารพตนเองได้ เด็กก็จะรู้สึกเป็นอิสระ ไม่จำเป็นต้องหาที่พึ่งพาหรือทำตาม “การกำกับ” ของใครอื่น

จงสอนให้ลูกรู้จักตัดสินใจเเละยอมรับต่อผลของการตัดสินใจของเขา

การสร้างกฎระเบียบขึ้นมา แล้วก็เข้มงวดกับลูกให้ทำตามกฎระเบียบนั้น ๆ อาจเป็นการง่ายและสะดวกสบายกว่า แต่หากคุณไม่ต้องการเลี้ยงลูกให้โตแต่ตัว ปรารถนาให้เขาเติบกล้าเป็น “ผู้ใหญ่ที่แท้จริง” คุณควรเตรียมเขาให้พร้อมสำหรับ การเป็นอิสระจากพ่อแม่ คิดด้วยตัวของเขาเอง ตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง และ ยอมรับผลรับผิดชอบที่จะตามมา ไม่มีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่น และไม่มีภาระใดที่ ท้าทายพ่อแม่ หรือ ลูก มากกว่านี้อีกแล้ว!

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments