ความกลัวเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของวัยเด็ก

author   December 20, 2011   Comments Off on ความกลัวเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของวัยเด็ก

ด้วยยังเล็กและขาดประสบการณ์ต่อโลก การกลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวความมืด ฯลฯ  ไม่ได้หมายความว่าลูกของท่านเป็นเด็กขี้ขลาด ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ ผู้ใหญ่บางคนกลัวยิ่งกว่าเด็กก็มี

ความกลัวเป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็ก ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เด็กเล็กยังไม่มีประสบการณ์กับโลกมากมายอะไร  หากเด็กกลัวเสียงฟ้าร้อง หรือสุนัขตัวใหญ่ๆ เห่าข่มขู่ อย่างนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ หรือการกลัวความมืดก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเหมือนกัน  เช่นเดียวกับการกลัวหมอฟัน กลัวไฟ กลัวเครื่องบิน หรือกลัวถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว  อย่าไปตำหนิเด็กอย่างรุนแรง  หาว่าแกเป็นเด็กขี้ขลาด หรือไม่กล้าหาญเหมือนเด็กอื่นๆ หรือเหมือนผู้ใหญ่

ถ้าลูกบอกว่า ไม่กล้าเข้านอนในตอนกลางคืน เพราะมีสัตว์ประหลาดอยู่ใต้เตียงหรือที่หน้าต่าง หรือไม่กล้าไปบ้านเพื่อน เพราะมีสัตว์ร้ายอยู่สนามหลังบ้าน คุณก็ควรจะยอมรับความกลัวของแก ช่วยขจัดความกลัวด้วยการเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยเรื่องที่กลัวออกมาให้มากที่สุด  การบีบบังคับให้กล้าเผชิญหน้ากับความกลัวตรงๆ ไม่มีประโยชน์อันใดเลย ที่สำคัญก็คืออย่าเยาะเย้ยถากถาง หรือทำให้อับอาย เพราะการทำเช่นนี้ ยิ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน ไม่มีความสามารถ และอาจทำให้ไม่พอใจคุณด้วย

สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้ก็คือ  ไม่ว่าคุณแน่ใจว่าสัตว์ประหลาดที่ลูกเห็นนั้นเป็นเพียงภาพในจินตนาการ หรือเป็นเพียงหมาสักตัวที่เด็กกลัว แต่สำหรับลูกคุณแล้ว มันคือความจริง การให้เหตุผลต่างๆ มากมายขนาดไหน ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดได้ ขณะที่ลูกร้องไห้เพราะความกลัวนั้นเพื่อต้องการให้คุณปลอบประโลมและเห็นอกเห็นใจ ต้องการให้ช่วยเหลือในเรื่องนั้นๆ มากกว่าให้คุณยืนยันกับแกว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีตัวตนจริงๆในโลกนี้

เรื่องแสงสว่างในตอนกลางคืน หากมันช่วยให้ลูกหลับสบายขึ้นและกลัวน้อยลง คุณก็ควรจะเปิดไฟทิ้งไว้ แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ยังต้องมีแสงไฟสว่างไว้สักมุมหนึ่งของห้องในขณะที่นอนหลับ แม้ว่าจะเปิดทิ้งไว้เพียงเพื่อให้มองเห็นอะไรได้บ้าง ในเวลาที่ตื่นขึ้นกลางดึกก็ตาม

โดยทั่วไปแล้ว ความกลัวเป็นผลมาจากความวิตกกังวลต่อวัตถุหรือเหตุการณ์บางอย่าง  ทั้งที่สิ่งนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายเพียงเล็กน้อย หรืออาจไม่อันตรายใดๆเลย  แต่คนผู้นั้นก็ยังกลัวจนฝังใจไม่ลืมง่ายๆ บางครั้งอาจกลัวมากถึงขั้นรุนแรง และอาจเป็นอันตรายได้จริงๆ หากไม่รักษาความกลัวให้หายไปจากใจ

จริงอยู่ ความกลัวบางอย่างมีเหตุผลสมควรและมีข้อเท็จจริงประกอบอยู่บ้าง คนบางคนกลัวลิฟต์เพราะเคยเห็นคนติดอยู่ในลิฟต์จริงๆ บางคนกลัวเครื่องบิน ไม่กล้านั่งเพราะเคยรู้ข่าวเครื่องบินตกหลายครั้ง แต่ความกลัวบางอย่างหรือที่เรียกกันว่า “โฟเบีย” (Phobia) เป็นความกลัวที่เกินความเป็นจริงไปสักหน่อย และอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น หากใครสักคนไม่กล้าขยับตัวเองเวลาอยู่ในลิฟต์ เพราะความกลัวมากเกินไป อย่างนี้ไม่ใช่ความกลัวธรรมดา แต่เป็นถึงขั้น “โฟเบีย” แล้ว

มีอยู่เหมือนกันที่โรคโฟเบียหรือโรคกลัวจนประสาทนี้ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในชีวิตจริง เช่น ตกม้า หรือประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ปกติแล้ว มันมักจะไม่ได้เริ่มต้นจากประสบการณ์ชีวิตจริง  แต่มีสาเหตุจากปัญหาทางจิตใจมากกว่า

โฟเบียเป็นผลมาจากแรงผลักดันภายในจิตไร้สำนึก  อยากจะแสดงความรู้สึกหรือทำอะไรสักอย่าง แต่ทำไม่ได้ จึงต้องเก็บกดเอาไว้ เมื่อเก็บกดเอาไว้มากๆ เข้า จิตกลไกแบบอื่นจึงเข้ามาช่วยแทน กลายเป็นความกลัวที่ไร้เหตุผล พยายามหลีกหนีสิ่งของหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัว ปฏิเสธว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือไม่ก็กล่าวโทษตำหนิคนอื่นหรือสิ่งอื่นไปเลย หรือไม่ก็แทนที่บุคคลซึ่งตนกลัวเกรงแต่ตอบโต้อะไรไม่ได้ ด้วยการกลัวสิ่งอื่นในลักษณะเป็นสัญลักษณ์ของบุคคลคนนั้น โฟเบียอาจมีอาการรุนแรงมากถึงขั้นต้องให้หมอรักษาจึงจะหาย

ธรรมดาแล้ว เด็กจะไม่ติดโรคโฟเบียนี้จากพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง นอกเสียจากว่าเด็กจะมีความอ่อนแอทางอารมณ์อยู่ก่อนแล้ว พอเป็นพ่อแม่ตระหนกตกใจกลัวขนาดหนัก ก็อาจเกิดความวิตกกังวลขึ้นได้ เพราะเด็กต้องการความรู้สึกที่ว่า พ่อแม่ของตนมีความหนักแน่นและมีความสามารถมากพอที่จะควบคุมตัวเองได้ เพื่อช่วยเขาเผชิญกับความกลัวและปัญหาต่างๆในชีวิต

พ่อแม่บางคนเข้าใจผิดว่าลูกตัวเองเป็นโรคกลัวแบบโฟเบีย  ซึ่งความจริงอาจเป็นความกลัวแบบปกติธรรมดา เช่น เด็กกลัวโรงเรียน เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกที่มีเหตุผลทีเดียว อย่างเช่น เด็กไม่อยากไปโรงเรียนเพราะมีเด็กเกเรสักคนคอยดักรังแกระหว่างทาง หรืออาจเป็นเพราะครูเข้มงวด คอยหาเรื่องจนทนไม่ไหวก็ได้เช่นกัน

ความกลัวธรรมดาสามารถแก้ไขให้หายได้ หากรุ้สาเหตุที่แท้จริง

แต่ถ้าเด็กมีความกลัวอะไรบางอย่างมากเป็นพิเศษนานๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหาย หรือทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน  คุณก็ควรพาลูกไปปรึกษาจิตแพทย์ดีกว่า อย่าปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments