การเล่นเพื่อแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย

author   January 28, 2013   Comments Off on การเล่นเพื่อแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย

ผลของประสพการณ์การเล่นที่มีต่อการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย

งานวิจัยนี้มีความมุ่งหมาย 2 ประการคือ เพื่อศึกษาถึงผลของประสบการณ์การเล่นที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย เพื่อวิเคราะห์แบบและลักษณะการเล่นแก้ปัญหาของเด็กเหล่านั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยอุปกรณ์ของเล่น 2 ชุด คือ ชุดสัตว์ และชุดรถ ซึ่งออกแบบโดยเนลสันและซาวาดา (Nelson and Sawada, 1975) ปัญหา 4 ปัญหาที่ให้เด็กแก้โดยการเล่นของเล่นทั้ง 2 ชุดเป็นปัญหาทางคณิตคาสตร์ คือการแบ่งด้วยวิธี วัด (measurement) และการแบ่งด้วยวิธีแยก (partition) โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ผู้วิจัยเลือกได้ตัวอย่างประชากรจำนวน 60 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 20 คน คือกลุ่มเล่นแบบอิสระ กลุ่มเล่นโดยมีผู้ชี้แนะ เร้าและขยายความคิดความสนใจและกลุ่มควบคุม ตัวอย่างประชากรทั้งหมดเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 และชั้นเด็กเล็กของโรงเรียนรัฐบาล 4 โรงในเขตกรุงเทพมหานคร มีอายุเฉลี่ย 5.8 ปี ก่อนการทดลองเด็กในกลุ่มทั้ง 3 ได้รับประสบการณ์การเล่นต่างกันตามชื่อของกลุ่ม ผู้วิจัยเป็นผู้ทดสอบการเล่นแก้ปัญหาของเด็กทีละคนและจดบันทึกพฤติกรรมดังกล่าวของเด็กไว้ ในขณะที่มีการบันทึกภาพการเล่นแก้ปัญหาของเด็กไว้ด้วยโดยใช้เทปโทรทัศน์

ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของคะแนนจากพฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาของเด็ก 3 กลุ่ม พบว่า

1. ประสบการณ์การเล่นที่จัดให้แก่เด็กกลุ่มทดลองทั้งการเล่นแบบอิสระ และการเล่นโดยมีผู้ช่วยชี้แนะ เร้าและขยายความคิดความสนใจของเด็กไม่มีผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็ก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากวุฒิภาวะทางสติปัญญาและทางการเล่นของกลุ่มทดลองและของกลุ่มควบคุมต่างกัน โดยที่เด็กในกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่สามารถพิจารณาและจับหลักในการแก้ปัญหา

ได้ เพราะมีพื้นฐานเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของการแบ่งด้วยวิธีวัด และวิธีแยกมาก่อน หรือในขณะที่กำลังเล่น เด็กในกลุ่ม 3 หรือกลุ่มควบคุมส่วนใหญ่ได้เกิดมีพัฒนาการสูงขึ้นในลำดับขั้นการเล่น ส่วนเด็กของกลุ่มทดลองทั้ง 2 ส่วนใหญ่อาจไม่อยู่ในภาวะเช่นเดียวกับกลุ่มควบคุม ทั้งประกอบกับเวลาในการสร้างประสบการณ์การเล่นและคุณภาพของประสบการณ์การเล่นที่ให้กับเด็กในกลุ่มทดลองไม่เพียงพอและเหมาะสมที่จะทำให้เห็นผลแตกต่างในความสามารถทางการแก้ปัญหาของเด็กทั้ง 3 กลุ่มได้

2. แบบ (patterns) และลักษณะ (characteristics) ของพฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ศึกษาพบในการวิจัยนี้แบ่งออกได้เป็นสองแบบและสองลักษณะตามความสำเร็จของเด็กในการแก้ปัญหาที่กำหนดให้ ผลการวิจัยพบว่า ลำดับขั้นพฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาและเวลาที่เด็กใช้ในการแก้ปัญหามีส่วนเป็นเครื่องบ่งความสำเร็จในการเล่นแก้ปัญหาของเด็ก

ในการเล่นแบบที่หนึ่งของกลุ่มเด็กที่สามารถแก้ปัญหาได้ดี คือได้แสดงพฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาอยู่ในลำดับขั้นที่สูง เด็กใช้เวลาในการเล่นน้อย มีลักษณะการเล่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาคือ สามารถมองเห็นส่วนย่อยในส่วนรวมและแยกส่วนย่อยออกจากส่วนรวมได้ในทันทีที่รับรู้ปัญหา มองเห็นความสัมพันธ์ของการกระทำกับสัญญลักษณ์ตัวเลขและสามารถ จัดระเบียบความคิดของตนเองได้ จึงสามารถทำนายการกระทำของตนเอง การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมีระบบ มีสมาธิในการทำงานไม่หลงลืมขั้นตอนทำให้ติดตามและรักษากระบวนการแก้ปัญหาให้คงที่ จนกระทั่งบรรลุเป้าหมาย เด็กบางคนสามารถแก้ปัญหาได้โดยตัดทอนขั้นตอนต่างๆ ของการแก้ปัญหาออกเมื่อเห็นว่าไม่จำเป็น ส่วนบางคนสามารถย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อตรวจสอบคำตอบที่ต้องการ

การเล่นแบบที่สองของเด็ก 2 ประเภท คือ เด็กไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา และแสดงพฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาอยู่ในลำดับขั้นเบื้องต้นกับเด็กที่ประสบความสำเร็จในการ แก้ปัญหาแต่แสดงพฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง แบบและลักษณะการเล่นของเด็ก 2 ประเภท เป็นดังนี้ มีการตอบสนองต่อปัญหาทันทีแต่เป็นไปอย่างไม่มีระบบ การแก้ปัญหาจึงเป็นไปในลักษณะลองผิดลองถูก มักคำนึงถึงลักษณะภายนอกของสิ่งเร้าหรืออุปกรณ์ของเล่นซึ่งเป็นรูปธรรม และเมื่อความสนใจหรือความคิดมุ่งอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งของสิ่งเร้าหรือของวิธีการแก้ปัญหาขั้นตอนต่างๆ ในการทำงานจะหยุดชงัก และมักเกิดการพลาดขั้นตอน นอกจากนี้เด็กเหล่านี้ยังมีความลำบากในการใช้กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสัญญลักษณ์ตัวเลข เด็กที่ไม่ประสบ ความสำเร็จในการแก้ปัญหามีความลำบากในการพิจารณาปัญหาที่ใช้ถ้อยคำ

ลักษณะการเล่นที่พบรวมอยู่ในกลุ่มเด็กที่มีการเล่นทั้งสองแบบดังกล่าวข้างต้นมีดังนี้ เด็กใช้เวลาในการแก้ปัญหาแต่ละข้ออย่างเป็นอิสระต่อกัน นอกเหนือจากแบบและลักษณะการเล่นของเด็กแล้ว วิธีและขบวนการแก้ปัญหาที่กำหนดโดยปัญหามีส่วนบังคับเรื่องการใช้เวลาของเด็กด้วย ลักษณะร่วมอีกประการหนึ่งก็คือการเชื่อมโยงความสามารถและทักษะในการแก้ปัญหาหนึ่งไปสู่ความสามารถและทักษะในการแก้อีกปัญหาหนึ่ง

ข้อเสนอแนะ

ด้านการเรียนการสอนและการจัดโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กระดับปฐมวัย

ผลจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาของเด็ก แสดงว่าเด็กทั้ง 60 คนที่ร่วมอยู่ ในโครงการวิจัยนี้ ทุกคนได้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาในสถานการณ์ทดสอบที่ผู้วิจัยจัดสร้างขึ้น สาเหตุที่ไม่มีเด็กแม้แต่เพียงคนเดียวปฏิเสธการเล่นซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นการทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กคือ เด็กทุกคนมีความตื่นเต้นแปลกตาแปลกใจกับของเล่น หรืออุปกรณ์ทดสอบและเมื่อได้จับต้อง จัดกระทำกับสิ่งเร้าแล้ว ความสนุกสนานเพลิดเพลินกับอุปกรณ์ทดสอบก็เกิดขึ้น ผู้วิจัยพบว่า แม้แต่เด็กที่แสดงพฤติกรรมการเล่นลำดับขั้นสูงสุด และประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาทุกปัญหา คือ คิดหาคำตอบได้โดยตัดทอนขั้นตอนต่างๆ ของการแก้ปัญหาออก เช่นแบ่งสัตว์เป็น 4 กองๆละ 5 ตัวและบอกจำนวนคอกที่ต้องสร้างได้โดยไม่ต้องลงมือสร้างคอกและแบ่งสัตว์ใส่คอก เด็กเหล่านี้เมื่อบอกคำตอบที่ถูกต้องแล้ว ทุกคนได้ขอผู้วิจัยเล่นตามขั้นตอนต่างๆ ที่ตนตัดออกในตอนแรก เช่น ขอเล่นสร้างคอกและแบ่งสัตว์ใส่คอก สำหรับเด็กที่แสดงพฤติกรรมการเล่นอยู่ในลำดับขั้นไม่สูงนักหรือไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา ผู้วิจัยได้เห็นชัดเจนว่า นอกจากความสนุกและความกระตือรือร้นแล้ว เด็กเหล่านี้ได้แสดงออกถึงกระบวนการและวิธีคิดของตนในขณะที่ดำเนินการแก้ปัญหา ทำให้ผู้วิจัยได้ทราบถึงปัญหา ความไม่เข้าใจและความขาดในพื้นฐานหรือความคิดรวบยอดที่เด็กจำเป็นต้องมีในการแก้ปัญหาให้สำเร็จ เช่นในปัญหาที่กำหนดให้เด็กแบ่งสัตว์ใส่คอกๆ ละ 5 ตัว เด็กที่แบ่งสัตว์ใส่คอกมากหรือน้อยกว่า 5 ตัว อาจจะยังไม่มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับจำนวน “5” ซึ่งการขาดนี้ส่งผลให้เด็กมีความลำบากในการพิจารณาปัญหาที่ใช้ถ้อยคำกำหนดจำนวน “5” ถ้าพฤติกรรมที่แสดงความลำบากนี้ ปรากฏในสภาพการเรียนการสอนปกติ ครูผู้สอนก็ควรจะหยุดกิจกรรมการเล่นที่เด็กกำลังกระทำอยู่ทันที และสอนด้วยวิธีให้เด็กสนุก โดยการแสดงแบบอย่าง (modelling) จัดสัตว์เป็นกลุ่มมี 5 ตัวแล้วให้เด็กจัดกลุ่มต่อไปๆ โดยให้มีจำนวนสัตว์ในแต่ละกลุ่มเท่ากับกลุ่มตัวอย่าง เมื่อเสร็จแล้วจึงสอนนับทีละ 5 ต่อจากนั้นจึงให้เด็กสร้างคอก เอาสัตว์ใส่คอกจนกระทั่งทุกกลุ่มอยู่ในคอกหมด แล้วจึงบอกจำนวนคอกที่ต้องสร้าง กิจกรรมเหล่านี้เป็นทั้งการสอนซ่อมเสริมความคิด

รวบยอดพื้นฐานที่เด็กยังขาดอยู่ และสอนการแบ่งด้วยวิธีวัดตามจุดมุ่งหมายด้วย

จากที่กล่าวมาแล้วนี้สามารถสรุปเป็นข้อเสนอแนะได้ว่า เมื่อการใช้ของจริงและสภาพการจริง ซึ่งกระทำในรูปการเล่นตัวอย่างเช่น สัตว์ รถ การสร้างคอกสัตว์และการนำรถข้ามฟากเป็น สิ่งเร้าที่สามารถกระตุ้นให้เด็กอยากแก้ปัญหา เกิดการเรียนรู้และทัศนคติที่ดีต่อการเรียน เรื่องยากๆ เช่น จำนวน การแบ่งหรือการหารได้ ทั้งยังแสดงให้ครูผู้สอนได้ทราบถึงกระบวนการทำงานและวิธีคิดของเด็กด้วยว่า มีจุดเด่นจุดด้อยในเรื่องใด การจัดโปรแกรมการสอนระดับเด็กปฐมวัยจึงควรมีการสอนทักษะทางคณิตศาสตร์เรื่องการนับ บวก ลบ คูณและหาร หรือแม้แต่เรื่องความน่าจะเป็น (probability) ซึ่งเป็นพื้นฐานทางสถิติและวิทยาศาสตร์หลายแขนงได้ แต่การสอนไม่เน้นการให้สัญญลักษณ์หรือกฎเกณฑ์แก่เด็ก และไม่ใช้กระดาษดินสอให้เด็กขีดเขียนทำแบบฝึกหัด อินเฮลเดอร์ (Inhelder ใน Bruner, 1960) มีความเห็นว่า สำหรับเด็กที่เริ่มเข้าเรียนในระยะ 2 ปีแรกควรจะให้เด็กได้ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับทักษะการบวก ลบ คูณ หาร โดยการสัมผัสจับต้องกับสิ่งของ เพื่อให้เด็กทำความเข้าใจหรือรู้ได้อย่างทันทีทันใด โดยไม่จำเป็นต้องแลเห็นหรือวิเคราะห์ว่า ผลลัพธ์ได้มาโดยวิธีอะไร สิ่งของในความหมายของนักจิตวิทยาผู้นี้ก็คือ การใช้ของจริง และสภาพการจริง ซึ่งจำลองมาในรูปของการเล่น และวิธีการทำให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดของ สิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องให้คำจำกัดความได้หรือไม่ต้องวิเคราะห์ว่าผลลัพธ์ได้มาอย่างไร ก็คือ การให้เด็กแก้ปัญหาและค้นคว้าหากฎเกณฑ์ด้วยตนเองในสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเล่นเป็นเรียนที่ไม่มี แบบแผนเข้มงวดนัก ซึ่งจะทำให้เด็กเลือกวิธีแก้ปัญหาได้หลายอย่างและเป็นการส่งเสริมความคิดริเริมสร้างสรรค์ของเด็กตั้งแต่ในระยะแรกๆ ด้วย ข้อเสนอแนะอีกประการหนึ่งจากผลการวิจัยนี้ เกี่ยวกับการสอนหารแก้เด็กปฐมวัยก็คือ การเน้นให้มากที่สุดเกี่ยวกับการแบ่งด้วยวิธีวัด

การวิจัยนี้ พบว่า ในการเล่นแก้ปัญหาทุกปัญหา เด็กใช้เวลาอย่างเป็นอิสระต่อกันและเด็กแต่ละกลุ่มซึ่งได้รับประสบการณ์การเล่นต่างกันก่อนการทดสอบไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องการใช้เวลาแก้ปัญหา ถ้าจะนำผลการวิจัยนี้ไปใช้ในการเรียนการสอนก็ควรเป็นในทำนองที่ว่า ครูไม่ควรคาดหวังว่า เด็กจะใช้เวลาในการแก้ปัญหาหรือทำงานแต่ละอย่างเท่ากันและการจัดประสบการณ์ ให้แก่เด็กล่วงหน้าก่อนแล้วจะช่วยให้การใช้เวลาในการทำงานของเด็กเป็นไปในทางที่ครูต้องการได้ การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กระดับปฐมวัยจึงควรมีตารางเรียนที่ยืดหยุ่นไปตามความ ต้องการของเด็กแต่ละคน และตารางสอนของครูก็ต้องยืดหยุ่นตามด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากในการวิจัยนี้ เด็กที่แก้ปัญหาได้สำเร็จเป็นผู้ที่ใช้เวลาน้อยในการทำงาน ส่วนเด็กที่แก้ปัญหาไม่สำเร็จ ใช้เวลามาก เมื่อจัดตารางเรียนยืดหยุ่นตามความต้องการของเด็กแล้ว ผู้สอนจะต้องคอยสังเกต ลำดับขั้นพฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาของเด็กด้วย ถ้าหากพบว่า เป็นเด็กที่มีลักษณะการเล่นแก้ปัญหาเป็นแบบที่หนึ่งตามที่กล่าวไว้แล้วในสรุปผลการวิจัย ครูก็สามารถปล่อยให้เด็กเป็นผู้รักษา และควบคุมเวลาในการทำงานด้วยตนเองได้ เพราะการใช้เวลาของเด็กประเภทนี้จะเป็นไปตามวิธีการทำงานของเด็กที่เป็นระบบและมีแบบแผน ทำให้งานสำเร็จในระยะเวลาอันเหมาะสมได้ แต่หากเป็นเด็กที่มีลักษณะการเล่นเป็นแบบที่สอง ครูจะต้องคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด และเข้าร่วมกิจกรรมช่วยเหลือเด็กในลักษณะผู้วินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็ก (diagnostician) ผู้นำทาง (guide) ผู้แสดงแบบอย่าง (model) ผู้กระตุ้นให้กำลังใจ (stimulator) และผู้อำนวยความสะดวกต่างๆ (facilitator) ให้เด็กได้ทำงานสำเร็จในระดับที่ควรเป็นตามความสามารถและความพร้อม ของตน แต่การที่ครูจะมีความเที่ยงตรงแม่นยำและถูกต้องในการสังเกตเพื่อวินิจฉัยปัญหาหรือนำทางเด็ก ครูจะต้องรู้จักเด็กมาก่อนพอสมควรในด้านต่างๆ รวมทั้งลำดับขั้นพัฒนาการการเล่นของเด็ก นอกจากนี้ครูระดับปฐมวัยต้องมีทักษะในการสังเกตเด็กและมีวิธีการที่ถูกต้องในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่สังเกตได้ด้วย

ด้านการวิจัย

1. ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เวลาในการสร้างประสบการณ์การเล่นและคุณภาพของประสบการณ์การเล่นที่ให้กับเด็กในการวิจัยนี้อาจไม่เพียงพอหรือเหมาะสมจึงทำให้ผลของการวิจัยนี้ไม่สอดคล้องกับผลการวิจัยในทำนองเดียวกันที่ทำมาก่อน ผู้ที่สนใจจะวิจัยต่อไปเกี่ยวกับผลของประสบการณ์การเล่นที่มีต่อความสามารถของเด็กหรือพัฒนาการของเด็กในด้านต่างๆ จึงควรคำนึงถึงเป็นอย่างมากเกี่ยวกับตัวแปรเรื่องเวลาและคุณภาพของประสบการณ์การเล่นที่จะให้กับกลุ่มตัวอย่าง

2. ปัญหาสำหรับให้เด็กแก้ในการวิจัยนี้เป็นปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะ การวิจัยทำนองเดียวกันกับการวิจัยนี้ อาจจะใช้ปัญหาที่มีลักษณะและธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไปหลายๆ แบบได้ ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับแบบและลักษณะพฤติกรรมการเล่นแก้ปัญหาของเด็กกว้างมากขึ้น

3. การวิจัยนี้มุ่งศึกษาแต่พฤติกรรมการเล่นของเด็กแต่ละคนในการแก้ปัญหาการวิจัยต่อไป อาจจะศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นเป็นกลุ่ม และเน้นถึงผลของการทำงานเป็นกลุ่มที่มีต่อ พัฒนาการทางภาษา การใช้ภาษา ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์หรือพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็ก

4. การวิจัยนี้ไม่ได้ควบคุมตัวแปร เช่น อายุ สติปัญญา ประสบการณ์การเล่นจากทางบ้าน ลำดับพัฒนาการทางการเล่น และโปรแกรมการศึกษาที่แตกต่างกันของเด็ก การวิจัอต่อไปอาจจะ ทำโดยมีการควบคุมตัวแปรต่างๆ เหล่านี้ เพื่อเป็นการศึกษาให้แน่ชัดว่าตัวแปรเหล่านี้มีผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กหรือไม่

5. การวิจัยเพื่อศึกษาว่าการเล่นของเด็กที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหามีลักษณะอย่างไรบ้าง อาจจะทำในรูปแบบของการวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive) ได้นอกจากการทดลองการวิจัยต่อๆ ไป อาจแยกศึกษาโดยละเอียดถึงความสัมพันธ์ของแต่ละลักษณะการเล่นของเด็กกับความสามารกในการแก้ปัญหา หรือระหว่างลำดับขั้นพัฒนาการทางการเล่นของเด็กกับความสามารถในการแก้ปัญหาเป็นต้น

ที่มา:ดร.เลขา  ปิยะอัจฉริยะ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments