ทฤษฎีการเล่นเพื่อพัฒนาการทางสติปัญญา

author   January 24, 2013   Comments Off on ทฤษฎีการเล่นเพื่อพัฒนาการทางสติปัญญา

ในปีเด็กสากล พ.ศ. 2522 ที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเล่นของเด็กกันมาก มีการจัดการอภิปราย การเขียนบทความ และการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเล่นของเด็ก ทั้งนี้เพราะต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าการเล่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตยามปฐมวัยของเด็ก เมื่อเด็กเล่นเขาจะแสดงพฤติกรรมอันเป็นความสามารถส่วนรวมในระดับที่มีอยู่ในตัวเขาออกมา คือความสามารถในการใช้ร่างกาย การใช้ความคิด การใช้ภาษา การแสดงออกทางอารมณ์ และ การสัมพันธ์กับผู้อื่น นักจิตวิทยาสาขาต่างๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการเล่นของเด็ก และมักจะมีส่วนหนึ่งของทฤษฏีที่กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ อธิบายไว้ในแนวต่างๆ ว่าทำไมเด็กจึงเล่น

การเล่นเป็นการใช้พลังส่วนเกินของเด็ก เด็กเล่นเพราะเด็กมีพลังส่วนเกินของกล้ามเนื้อจึงต้องปลดเปลื้องพลังส่วนเกินนั้นด้วยการอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ได้

การเล่นเป็นการฝึกซ้อมตามสัญชาตญาณ เป็นการเตรียมตัวเพื่อปฏิบัติกิจกรรมแบบผู้ใหญ่ต่อไป

การเล่นเป็นการทบทวนการปฏิบัติตามวัฒนธรรม ในแนวนี้เห็นว่าการเล่นนั้นเป็นไปตามสัญชาตญาณ และตามชาติพันธุ์ การเล่นเป็นการนำเอากิจกรรมของบรรพบุรุษออกมาแสดงและเป็นการกระทำตามวิถีชีวิตที่คนรุ่นเก่าเคยกระทำมาแล้ว

การเล่นเป็นแนวทางการแสดงออกทางอารมณ์ที่ผู้แสดงรู้สึกว่าปลอดภัย การแสดงออกบางอย่างหากแสดงออกมาในรูปแบบของการเล่นก็จะไม่มีใครว่ากระไรเพราะถือว่าเป็นเพียงแค่การเล่น แต่หากการแสดงออกนั้นเป็นรูปแบบอื่นผลที่ตามมาอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ การเล่นจะเป็นกิจกรรมใดๆ ก็ได้ทีผู้เล่นเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลที่จะตามมา การเล่นเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความสนุกเพลิดเพลินในตัวของการกระทำนั้นๆ เอง

การเล่นเป็นการลองผิดลองถูก เป็นการค้นคว้าด้วยการสัมผัส และเป็นการทดสอบทดลอง สิงที่สงสัย

การเล่นเป็นการกระทำที่เป็นผลรวมของพฤติกรรมทั้งหมดของเด็ก เป็นการปรับตัวเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจกับสิ่งรอบตัว และนำข้อมูลทีรู้และเข้าใจนั้นเข้าไปเก็บสะสมไว้ในโครงสร้างทางสติปัญญา เพื่อปรับขยายโครงสร้างเดิมให้กว้างใหญ่ขึ้น อันเป็นการเตรียมพร้อมที่จะรับการเรียนรู้ขั้นต่อไปอีก การเล่นเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการทางสติปัญญาซึ่งเกิดขึ้นเป็นลำดับ ต่อเนื่องกัน

ในบทความนี้จะขอนำแนวความคิดในข้อสุดท้ายมากล่าวต่อไป แนวความคิดนี้ Jean Piaget นักจิตวิทยาชาวสวิสซึ่งศึกษาค้นคว้าเรื่องพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กตั้งแต่แรกเกิดต่อเนื่อง ไปจนถึงภาวะสูงสุดของการคิดการเข้าใจ ปิอาเจท์อธิบายว่าในชีวิตของเรานั้นจะต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอทั้งทางด้านสรีระ และด้านความคิดความเข้าใจเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ การปรับตัวนั้น อาศัยกระบวนการพื้นฐานสองแบบซึ่งทำงานต่อเนื่องกัน สนับสนุนกันและมิอาจจะขาดจากกันได้ ปีอาร์เจท์เรียกว่า assimilation และ accommodation

กระบวนการที่เรียกว่า assimilation นั้น จะทำหน้าที่เมื่อเรารับรู้ข้อมูลใดๆ ก็ตามเกี่ยวกับ สิ่งของหรือเหตุการณ์จากภายนอกตัวเราเข้ามาตีความหมายตามระดับความสามารถเท่าที่เรามีอยู่ในตัว ตามระดับสติปัญญาของเราเท่าที่จะรับรู้ต่อสิ่งนั้นๆ ได้ พยายามที่จะนำเอาข้อมูลที่ได้รับจากสิ่งของ และเหตุการณ์นั้นมาปรับให้เข้ากับความรู้เดิมที่มีอยู่ ดังนั้นถ้าข้อมูลใหม่นั้นแตกต่างมากเกินไปจากข้อมูลเดิมที่เรามีสะสมอยู่ในโครงสร้างของสติปัญญา เราก็จะไม่สามารถเข้าใจข้อมูลใหม่นั้นได้ทั้งหมด ต้องปรับข้อมูลก่อนจึงจะรับเข้าไปในโครงสร้างของสติปัญญาได้ ส่วนกระบวนการที่เรียกว่า accommodation นั้นคือกระบวนการตรงกันข้าม ทำหน้าที่ปรับโครงสร้างที่มีอยู่แล้วภายในให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ คือมนุษย์จะต้องปรับโครงสร้างความคิดหรือโครงสร้างทางสติปัญญาของตนเองให้เหมาะกับประสบการณ์ที่จะรับเข้าไป เปรียบเสมือนเมื่อเวลาเราจะรับประทานอาหาร ถ้าจะเคี้ยวอาหารขนาดชิ้นใหญ่ๆ และแข็ง ก็จะต้องปรับการทำงานของอวัยวะ และกล้ามเนื้อให้เหมาะกับขนาดและความแข็งของอาหารนั้น กระบวนการทั้งสองนี้ทำงานร่วมกันตลอดเวลาเพื่อช่วยรักษาความสมดุลย์ ความสมดุลย์นั้นจะเกิดขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อกระบวนการทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นในภาวะเท่าๆ กันก็จะเกิดความสมดุลย์ขึ้น อันแสดงถึงการรับข้อมูลจากภายนอกและการปรับโครงสร้างจากภายในเกิดความลงรอยกันพอดี

กระบวนการทั้งสองนี้ไม่จำเป็นจะต้องลงรอยสมดุลย์กันอยู่ตลอดไป กระบวนการหนึ่งในบางขณะอาจทำหน้าที่มากกว่าอีกกระบวนการหนึ่ง ในกรณีที่ accommodation เกิดขึ้นมากกว่า เราจะสังเกตว่าการแสดงพฤติกรรมจะออกมาในรูปแบบของการเลียนแบบ การเอาอย่าง การเอาความคิดของผู้อื่นมาเป็นของตนอย่างไม่เปลี่ยนแบบเลย เมื่อ assimilation เกิดขึ้นมากกว่าพฤติกรรมจะแสดงออกในรูปแบบของการเล่น การแสดงความรู้สึกนึกคิดของตนออกมา ซึ่งอาจจะไม่เหมือนความจริงตามของเดิมเสียทีเดียว มีความแตกต่างแปลกใหม่ออกไปบ้าง อันได้แก่ การมีจินตนาการ การคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

ปิอาเจท์ เห็นว่าการเล่นเป็นส่วนสำคัญของวิวัฒนาการของสติปัญญา การเล่นเป็นการกระทำและเป็นการคิดที่เจ้าตัวพอใจ และเป็นกิจกรรมที่เกิดจากตนเป็นผู้กำหนดเองมากกว่าได้รับ อิทธิพลโดยตรงจากสิ่งแวดล้อม การเล่นของเด็กจะพัฒนาไปตามลำดับขั้นของพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก เป็นไปตามลำดับ ต่อเนื่องกันไป ไม่สลับสับสน เมื่อพัฒนาการขั้นต้นเกิดความสมดุลย์ก็จะก้าวไปสู่พัฒนาการขั้นต่อไป พัฒนาการขั้นหนึ่งๆi แสดงให้เห็นถึงแบบแผนของการจัดหมวดหมู่ของความคิดในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ โครงสร้างของสติปัญญาในพัฒนาการแต่ละขั้นนั้น มีโครงสร้างและมีลักษณะของพฤติกรรมที่แสดงออกแตกต่างกัน อาจกำหนดอายุโดยประมาณของแต่ละขั้นได้ดังต่อไปนี้

พัฒนาการขั้นแรกได้รับชื่อเรียกชั้นว่า Sensorimotor ช่วงอายุแรกเกิดถึง 2 ปี ในช่วงนี้เด็กจะเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ และมีกิจกรรมต่างๆ โดยการใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว พัฒนาการในช่วงนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็นอีก 6 ขั้น คือ

ขั้นที่ 1 อายุแรกเกิด-1 เดือน ทารกเกิดมาพร้อมด้วยความสามารถที่จะแสดงการโต้ตอบต่อสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการโต้ตอบเกิดจากประสาทอัตโนมัติ พฤติกรรมเหล่านี้บางอย่างจะหายไปเมื่อเด็กอายุมากขึ้น บางอย่างจะยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนไปตามอายุ เช่น การจาม และไม่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสติปัญญา แต่พฤติกรรมการตอบสนองโดยประสาทอัตโนมัติบางด้านจะเปลี่ยนไปตามอายุและมีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ เช่น การดูด การเคลื่อนไหวของลูกตา การเคลื่อนไหวของมือและแขน เป็นต้น ปิอาเจท์ ให้ความสำคัญกับพัฒนาการของพฤติกรรมการโต้ตอบโดยประสาทอัตโนมัติแบบหลังนี้มาก เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ซึ่งมีมาแต่กำเนิด อันจะก่อให้เกิดพัฒนาการของการรับรู้ และสติปัญญาต่อไปได้ ทารกจะเริ่มใช้พื้นฐานทางประสาทอัตโนมัติและความรู้สึกสัมผัสนี้ปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม ในระยะนี้กิจกรรมของทารกคือการฝึกการใช้โต้ตอบโดยประสาทอัตโนมัติ ซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความชำนาญขึ้นคือเป็นทักษะในการใช้ร่างกายส่วนต่างๆ เคลื่อนไหว

ขั้นที่ 2 อายุประมาณ 1-4 เดือน ในขั้นนี้ทารกจะใช้แบบแผนหรือโครงสร้างของพฤติกรรมอย่างหนึ่งๆ ที่สามารถทำได้แล้วในขั้นต้นมารวมกันเข้า หรือปะติดปะต่อกันเข้าเป็นแบบแผนหรือ โครงสร้างของพฤติกรรมที่ใหญ่ขึ้น เช่น ในขั้นที่ 1 ทารกมีความสามารถดูดได้ มองได้ พังเสียงได้ ออกเสียงได้ จับของได้ ความสามารถเหล่านี้เดิมซึ่งเป็นการกระทำจากประสาทอัตโนมัตินั้น ในขั้นนี้จะพัฒนาเป็นทักษะเพราะตั้งแต่แรกเกิดทารกได้ซ้อมทำอย่างต่อเนื่อง ในขั้นที่ 2 นี้ ทารกนำโครงสร้างหรือแบบแผนของพฤติกรรมย่อยๆ มารวมกัน เช่น เตรียมอ้าปากจะดูดเมื่อเห็นแม่นำขวดนมมาใกล้ๆ จ้องดูของสิ่งหนึ่งและเคลื่อนตามาจ้องมองของอีกสิ่งหนึ่งได้ หยิบของที่มองเห็นขึ้นมาถือในมือ (ถ้ามือและของอยู่ในสายตาในขณะเดียวกัน) ดูมือของตัวเอง แสดงอาการดีใจ เมื่อมีใครเล่นด้วยคือแสดงออกด้วยการยิ้ม นัยน์ตาเบิกกว้างเป็นประกาย หัวเราะหรือส่งเสียง ในขั้นนี้ปิอาเจท์สังเกตว่าทารกแสดงพฤติกรรมกึ่งเล่นและกึ่งเลียนแบบได้ ทารกสามารถทำตามอย่างพฤติกรรมของผู้อื่นได้ถ้าผู้ที่เป็นแบบนั้นเลียนแบบพฤติกรรมที่ทารกแสดงทันที ในขั้นที่ 2 นี้เริ่มเห็นพฤติกรรมการเล่นได้บ้างแต่ยังไม่ชัดเจน กล่าวคือ ทารกทำพฤติกรรมที่ตนเองแสดงออกได้แล้วซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความเพลิดเพลิน

ขั้นที่ 3 อายุประมาณ 4-8 เดือน จากขั้นที่ 2 ซึ่งทารกสามารถใช้การรับรู้ทางสายตา ทำให้เกิดกิจกรรมการใช้มือจับสิ่งของได้แล้วนั้น ในขั้นที่ 3 นี้ทารกจะสามารถใช้สายตาประสาน กับมือกระทำกิจกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อนได้เพื่อลองทำในสิ่งที่ตนสนใจ ถ้าผลของการกระทำนั้นเป็นที่พอใจทารกก็จะทำซ้ำอีกด้วยความสนุกเพลิดเพลิน และเพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติมอีกในผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน เช่น เด็กจะเอื้อมมือจับเครื่องเล่นชนิดใหม่และเขย่า ถ้าเผอิญเครื่องเล่นนั้นเขย่าแล้วเกิดเสียง (โดยทารกมิได้คาดหมายล่วงหน้ามาก่อน) ทารกจะหยุดเขย่าด้วยความแปลกใจ แล้วจึงลองเขย่าดูใหม่ด้วยความไม่แน่ใจ และเครื่องเล่นนั้นเกิดเสียงอีก ในครั้งที่สามทารกจะเขย่าเครื่องเล่นเร็วขึ้นด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น และต่อจากนั้นก็จะกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่ระยะเวลาหนึ่ง เมื่ออายุประมาณ 4-5 เดือน ถ้าเราเอาผ้าคลุมเครื่องเล่นที่เด็กสนใจไว้ ให้ส่วนหนึ่งของเครื่องเล่นโผล่ออกมาให้ทารกเห็น ทารกจะดึงเอาของเล่นนั้นออกมา จากผ้าคลุมได้ เมื่อทารกเห็นเครื่องเล่นอยู่ห่างจากตัวจะเอื้อมมือไปหยิบ ถ้ามีใครมาเล่นด้วยทารกจะส่งเสียงอ้อแอ้ตอบหรือเคลื่อนไหวเพื่อแสดงว่าอยากให้ผู้ที่เล่นด้วยเล่นอย่างนั้นใหม่อีก เมื่ออายุระหว่าง 5-8 เดือน หากมีสิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อสายตาของทารก และเคลื่อนผ่านหน้าหายไป ทารกจะหันไปจ้องมองที่จุดเริ่มต้นนั้น ประมาณอายุ 7 เดือน ถ้าเราเล่นเอาผ้าคลุมเครื่องเล่นต่อหน้าทารกๆ จะเปิดผ้าคลุมหยิบเอาของเล่นออกมาได้ แม้ว่าจะคลุมผ้าอีกผืนหนึ่ง และอีกสองผืนเรียงถัดกันไป ทารกก็จะเปิดผ้าคลุมผืนที่ถูกต้อง และนำเอาของเล่นออกมาได้ ทารกพยายามเลียนแบบเสียงร้องเพลง พยายามเลียนแบบการเคลื่อนไหวของผู้อื่น หากมีของตกลงไปจากที่ทารกอยู่ ก็จะมองตามหาของนั้น อย่างไรก็ตามพฤติกรรมที่ทารกแสดงออกในขั้นนี้ก็ยากที่จะระบุให้ชัดเจนลงไปได้ว่าเป็นการเล่นอย่างเพลิดเพลินหรือเป็นการฝึกซ้อมทำกิจกรรมซํ้าแล้วซํ้าอีกอย่างเอาจริงเอาจัง

ขั้นที่ 4 อายุประมาณ 8-12 เดือน ทารกในขั้นนี้มีความรู้เรื่องรู้ราวมากขึ้น พฤติกรรมที่เด่นชัดในขั้นนี้คือมีความจงใจทำกิจกรรมอย่างมีเป้าหมาย มีการทดสอบเหตุและผลที่เกิดขึ้น พฤติกรรมทางด้านการเล่นเห็นได้ชั้ดขึ้นว่าเป็นการเล่น เริ่มจากทารกกระทำซํ้าๆ ในสิ่งที่ตนพอใจ ทารกสามารถตามหาเครื่องเล่นที่ถูกซ่อนไว้ได้ผ้าคลุมและใต้หมอนได้ โดยเปิดสิ่งที่คลุมอยู่ออกทีละอย่างจนกระทั่งพบ สามารถเลียนแบบพฤติกรรมของผู้อื่นได้ถ้ามีโอกาสเฝ้าดูอยู่ระยะเวลาหนึ่ง เช่น การโบกมือบ๊าย-บาย หรือตบมือตามไปกับจังหวะการเล่นเพลง รู้จักหยุดกระทำเมื่อถูกห้าม บางครั้งทารกจะทดสอบสาเหตุและผล โดยที่บางครั้งจะให้ความสนใจกับเหตุมากกว่าผล เช่น ทารกจะไปหยิบเครื่องเล่นแต่มีสิ่งกีดขวางอยู่ ทารกจะพยายามเอาสิ่งกีดขวางนั้นออกแล้วก็ซ้อมยกเครื่องกีดขวางนั้นซํ้าอีกหลายครั้งอย่างเพลิดเพลินโดยไม่เอาใจใส่ผลเดิม คือการเอาเครื่องเล่นที่ตนเคยต้องการจะหยิบ จากขั้นนี้เป็นต้นไปการเล่นจะเป็นวิธีการสำคัญในการเรียนรู้และการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก

ขั้นที่ 5 อายุประมาณ 12-18 เดือน พฤติกรรมในขั้นที่ 5 นี้ เป็นพฤติกรรมที่เด็กจะแสดงออกมากในด้านการไม่อยู่นิ่งเฉย มีการกระทำอย่างตั้งใจ มีจุดมุ่งหมาย มีการค้นคว้าลองผิดลองถูกในสิ่งต่างๆ รอบตัวว่าจะมีลักษณะอย่างไรและสิ่งเหล่านั้นทำอะไรได้บ้าง การค้นคว้าของเด็กนั้นเพื่อหาลู่ทางใหม่ๆ ที่จะกระทำต่อสิ่งที่ตนรู้จักคุ้นเคยแล้ว ในขั้นนี้เด็กแสดงออกถึงการใช้ความคิดมาก ถ้าเราให้เครื่องเล่นชนิดใหม่แก่เด็ก เด็กจะพยายามหาวิธีเล่นแบบต่างๆ กัน เครื่องเล่นนั้นดัดแปลงการเล่นแบบเดิมให้แปลกออกไป เช่น ถ้าตัวเครื่องเล่นอยู่ห่างจากตัวเด็กออกไป แต่มีเชือกผูกติดอยู่เขาจะพยายามดึงเชือกและลากเครื่องนั้นเข้ามาหาตัว บางครั้งเด็กเล่นเลียนแบบกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรประจำวันของตน เช่น เล่นไปนอน เมื่อเห็นหมอนก็จะทำท่าหนุนหมอนนอนหลับ สาระของการเล่นในระยะนี้จะเริ่มเป็นเรื่องเป็นราวที่ตนเองพอใจ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ส่วนตัวของเด็ก จะคิดต่อเติมดัดแปลงการเล่นเองในระดับที่เด็กสามารรถรับรู้และเข้าใจได้ แสดงออกได้ เด็กสามารถเลียนแบบได้อย่างแม่นยำขึ้น

ขั้นที่ 6 อายุประมาณ 18-24 เดือน ในขั้นที่ 6 นี้ เด็กจะเริ่มเข้าใจบ้างถึงสัญญลักษณ์ หรือการที่ของสิ่งหนึ่งทดแทนอีกสิ่งหนึ่งได้ จำตัวอย่างที่เคยเห็นคนอื่นกระทำและนำมาทำเองได้ในภายหลัง หาวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างใหม่โดยไม่เคยเห็นผู้อื่นทำมาก่อนหรือตนเองไม่เคยทำมาก่อนได้ เด็กมีความเข้าใจดีขึ้นถึงคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ และใช้สิ่งของต่างๆ ได้ตรงตามประโยชน์ใช้สอยของสิ่งเหล่านั้น รู้จักรูปร่าง ขนาดและสี เด็กรู้จักว่าสิ่งของต่างๆ นั้นมีความแตกต่างกัน รู้จักว่าตนเองแตกต่างจากสิ่งของ และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของได้ ในการเล่น เด็กจะเลียนแบบการกระทำเข้าใจความหมายของการกระทำ การเล่นกลายมาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเด็กและเป็นการเรียนรู้ของชีวิต

พัฒนาการขั้นที่สอง คือ Preconceptual Phase อายุ 2-4 ปี การเล่นเป็นกระบวนการปรับข้อมูลจากภายนอกเพื่อให้เกิดความเข้าใจลงรอยกับข้อมูลที่สะสมอยู่แล้วเดิมในโครงสร้างสติปัญญา การเล่นเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับการปรับตัว เด็กเปลี่ยนรูปแบบของการเรียนรู้ และการคิดในลักษณะรับรู้ข้อมูลด้วยการสัมผัสและการเคลื่อนไหวมาเป็นการรับรู้และคิดด้วย การใช้สัญญลักษณ์ การเล่นของเด็กจึงเป็นการใช้สัญญลักษณ์โดยนำเอาสิ่งหนึ่งมาสมมุติเป็นอีกสิ่งหนึ่ง เช่น เอาไม้มา 2 อัน อันหนึ่งสมมุติเป็นกระต่าย อีกอันหนึ่งเป็นผัก กระต่ายกินผัก หรือเอาลิปสติคของคุณแม่มาทาแล้วบอกว่าแต่งหน้าสวย ทั้งๆ ที่การแต่งหน้านั้นไม่ตรงกับมาตรฐานของผู้ใหญ่ ในระยะนี้เด็กใช้ภาษาเป็นสื่อของการแสดงออก

การเลียนแบบที่เป็นสัญญลักษณ์มีมากในวัยนี้ เช่น เด็กถือปากกาในมือและก้มหน้าทำท่าเขียน คือ เขาเลียนแบบที่คุณพ่อทำ เด็กเอาหมวกตำรวจของคุณพ่อมาสวมก็คิดว่าตนคือตำรวจ การเลียนแบบในระดับที่เด็กรับรู้และเข้าใจได้นั้น ช่วยทำให้โครงสร้างสติปัญญาของเด็กมีสัญญลักษณ์ใหม่เข้ามาสะสมเพิ่มพูนขึ้น ทำให้พฤติกรรมมีการขยายรูปแบบของการแสดงออกได้กว้างขวางขึ้น การเลียนแบบช่วยเปลี่ยนความสนใจของเด็กที่มีเฉพาะต่อตนเองให้ขยายไปสู่ความสนใจในบุคคลอื่นๆ และสิ่งอื่นๆ ภายนอกตัว เพื่อทำให้ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ตรงต่อความเป็นจริงยิ่งขึ้น นอกจากนี้เด็กมีความสนใจต่อสิ่งรอบตัวมากขึ้น ประสบการณ์ที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อม ช่วยทำให้เด็กต้องประเมินความรู้เดิมของตนใหม่ เมื่อความคิดความเข้าใจขาดความสมดุลย์เด็กก็จะต้องปรับให้เกิดความสมดุลย์อีก เป็นการก้าวไปสู่พัฒนาการลำดับต่อไป เด็กอายุระดับ 3-4 ปี ยังคงถือเอาประสบการณ์ส่วนตัวเป็นสาระของการเล่นอยู่อย่างมาก

พัฒนาการขั้นที่สาม คือ The Phase of Intuitive Thought อายุ 4-7 ปี ในขั้นนี้ เด็กมีความสัมพันธ์ทางสังคมมากขึ้น มีการใช้ภาษาเป็นสื่อของการติดต่อและการคิดมากขึ้น ถึงแม้ว่าการเล่นของเด็กจะเป็นเชิงสังคมมากขึ้นก็ตาม แต่แท้จริงแล้วยังคงเอาความสนใจของตนเป็นศูนย์กลางอยู่มาก ในการเลียนแบบ เช่น การสมมุติว่าเป็นตำรวจ เดิมทีเด็กคิดว่าเอาหมวกตำรวจมาสวมก็คือตำรวจแล้ว แต่ในขั้นนี้เด็กจะนำเอาบทบาทอื่นๆ ของตำรวจเพิ่มเติมเข้ามาในการเล่นด้วย เช่น ตำรวจเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรม และรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นต้น การเล่นที่ต้องมีการค้นหาติดตามแบบเล่นช่อนหา การเล่นทายปัญหาและการเล่นสมมุติ เป็นการเล่นที่เด็กในวัยนี้ชอบและได้รับความสนุกสนานมาก เด็กสามารถแสดงบทบาทแบบคนอื่นๆ ได้และเริ่มมีความคิดเข้าใจต่อผู้อื่นได้มากขึ้น

ลักษณะสำคัญของการเล่นในวัยนี้คือการที่เด็กเล่นกับเด็กคนอื่นๆ และได้เรียนรู้ทางสังคมการปรับตัวต่อสังคมนั้นจะต้องอาศัยความเข้าใจในกฎต่างๆ ขั้นพื้นฐาน กฎของการอยู่ร่วมกัน เล่นด้วยกันนั้นจะค่อยๆ แทรกเข้ามาแทนที่ความเข้าใจกฎเฉพาะตัว เด็กจะไม่อยากเล่นอยู่คนเดียวแต่จะอยากไปวิ่งเล่นกับเด็กอื่นๆ มากกว่า อันที่จริงการเล่นเกือบทุกอย่างในระยะนี้เป็นการเล่นเชิงสังคมและกิจกรรมการเล่นก็หมายถึงเล่นกับคนอื่น

ในตอนปลายของขั้นนี้ การเล่นแบบใช้สัญญลักษณ์หรือการสมมุตินั้นจะลดน้อยลง เพราะเด็กมีโอกาสรับรู้จากสังคมและมีความคิดความเข้าใจต่อสภาพความเป็นจริงของสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ดังนั้นการเล่น การทำงาน จินตนาการ และการคิดสร้างสรรค์ ในที่สุดจึงเกิดขึ้นสลับสับเปลี่ยนกันได้โดยไม่มีขอบเขตกีดกั้นที่แน่นอนระหว่างแต่ละประเภท

พัฒนาการขั้นที่สี่ คือ The Phase of Concrete Operation อายุ 7-11 ปี เด็กมีความสามารถในการเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ ได้โดยเปรียบเทียบตัวอย่างกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม ในการคิดของเด็กก็เช่นกันเป็นการคิดในลักษณะรูปธรรม การคิดของเด็กในขั้นนี้เริ่มใช้เหตุผลเชิงตรรก กล่าวคือ เด็กมีความสามารถในการจัดลำดับข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลของประสบการณ์ส่วนรวมได้ เด็กสามารถคิดย้อนกลับ คือคิดจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดปลายและจากจุดปลายคิดย้อนมาสู่จุดเริ่มต้นอีกได้ เด็กเข้าใจถึงความคงตัวของสิ่งของต่างๆ ว่ายังคงเป็น่สิ่งของอันเดิม ปริมาณเท่าเดิม นํ้าหนักเท่าเดิม ฯลฯ เมื่อเปลี่ยนภาชนะที่บรรจุหรือเมื่อแปรรูปร่างไปจากเดิม เด็กคิดถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวในแง่ของการจัดประเภท จัดลำดับ จัดกลุ่ม และนำสิ่งที่แตกต่างออกไปเข้ามาแทนที่หรือเปลี่ยนที่กันได้ เด็กขยายความอยากรู้อยากเห็น มีการสำรวจสิ่งรอบตัวมากขึ้น ความอยากรู้ อยากเห็นของเด็กจะไม่แสดงออกมาในรูปของการเล่นมากนัก แต่จะเป็นการสำรวจและทดลอง ในทางการคิดและใช้สติปัญญามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กเล่นเด็กจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนได้ การเล่นโดยมีกติกาหรือกฎเกณฑ์บังคับจึงเป็นการเล่นที่สำคัญของเด็กในวัยนี้

ปิอาเจท์มิได้เน้นถึงความสำคัญในช่วงพัฒนาการของวัยรุ่น จึงพอจะสรุปได้ว่าการเล่น เพื่อพัฒนาทางสติปัญญานั้นเกิดขึ้นตั้งแต่วัยทารกและมีความสำคัญเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวัยเด็ก ตอนปลาย

การที่เด็กบางคนมีพัฒนาการทางการเล่นช้า เพราะ 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ อย่างแรก เด็กบางคนพัฒนาการไม่เป็นไปตามปกติ ขาดความสามารถในการเลียนแบบและขาดความสามารถในการรับรู้ข้อมูลจากภายนอกเข้ามาปรับเพื่อสะสมไว้ในโครงสร้างสติปัญญา เด็กเหล่านี้จะมีพัฒนาการทางการเล่นช้าล้าหลัง คงความหมกมุ่นเอาแต่ตนเองเป็นศูนย์กลางไม่ค่อยยอมหรือไม่ยอมเกี่ยวข้องกับโลกนอกตน ขาดความรู้จากสิ่งแวดล้อมและสังคม เด็กเหล่านี้จะเล่นเครื่องเล่นหรือทำกิจกรรมเดิมซํ้าซาก ไม่เปลี่ยนวิธีการเล่นหรือไม่พัฒนาการเล่นไปจากวิธีเดิมได้มากนัก อีกสาเหตุหนึ่งคือการจัดสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ความไม่เหมาะสมนี้อาจเป็นไปได้ทั้งในด้านความขาดแคลนโอกาสในสิ่งแวดล้อมและในด้านที่เป็นความมากล้นหรือยากเกินไป ในด้านความขาดแคลนนั้น ทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะรับประสบการณ์ใหม่ ขาดการกระตุ้นให้เกิดการสำรวจค้นคว้า ขาดโอกาสในการเปรียบเทียบข้อมูลใหม่กับข้อมูลเดิม จึงทำให้พัฒนาการทางสติปัญญาไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร มีการวิจัยที่ยืนยันว่าการจัดสิ่งแวดล้อมทีต่างกันนั้นจะทำให้ทารกมีพัฒนาการทางสติปัญญาและมีความสามารถในทักษะด้านต่างๆ ช้าหรือเร็วแตกต่างกัน ซึ่งรวมทั้งทักษะการเล่นด้วย ในกรณีที่สิ่งแวดล้อมมีมากล้น เช่น เด็กที่มีเครื่องเล่นเต็มห้องไปหมดจนเลือกเครื่องเล่น ไม่ถูกเพราะเกิดความสับสน หากจะมีการจัดเครื่องเล่นให้เหมาะสมกับวัยเด็กไม่ต้องมีมากชิ้นนัก ในระยะเวลาหนึ่งๆ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาการเล่นกับเครื่องเล่นชิ้นนั้นไปจนเล่นสำเร็จเสมือนการเรียนบทเรียนบทหนึ่งได้สำเร็จแล้ว จึงจัดเครื่องเล่นชิ้นอื่นต่อไปให้อีกตามลำดับก็จะให้ประโยชน์กับเด็กมากกว่า ในเรื่องของการจัดสิ่งแวดล้อมที่ยากเกินไปสำหรับเด็กนั้น ทำให้เด็กไม่สามารถเลียนแบบ และไม่สามารถปรับสิ่งนั้นให้เข้ากับความรู้เดิมที่มีอยู่ได้ จึงขาดสะพานที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์เก่ากับใหม่ให้ติดต่อกันได้

การจัดการเล่นและเครื่องเล่นที่ยากเกินระดับความเข้าใจของเด็ก เด็กจะไม่อยากเล่นหรือไม่สนใจเลย

การจัดการเล่นที่เหมาะสมให้แก่เด็กจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของการเรียนรู้และสติปัญญาของเด็ก และการสังเกตการเล่นของเด็กก็จะช่วยให้เราเข้าใจถึงระดับพัฒนาการของเด็กอันจะเป็น แนวทางส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสที่จะพัฒนาถึงระดับสูงสุดของเขาต่อไป

ที่มา:ดร.นิรมล  ชยุตสาหกิจ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments