การเล่นสำหรับเด็กป่วย

author   January 28, 2013   Comments Off on การเล่นสำหรับเด็กป่วย

การเล่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเด็ก เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ต้องทำงาน เพราะการเล่นช่วยตอบสนองความต้องการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และช่วยพัฒนาสติปัญญาของเด็ก เด็กที่กำลังอยู่ในภาวะทุกข์กังวล เช่น ขณะเจ็บปวย ต้องจากบ้าน จากบุคคลแวดล้อมที่คุ้นเคยมาสู่สถานพยาบาลได้พบปะกับคนแปลกหน้า หรือในรายที่เด็กต้องประสบกับกรรมวิธีการรักษาพยาบาล กับเครื่องมือที่นำความน่ากลัว ความเจ็บปวดทรมานต่างๆ นานามาให้ เด็กยิ่งมีความจำเป็นต้องมีการเล่นเพื่อช่วยให้ได้ระบายความรู้สึก อารมณ์ ผ่านการเล่น และของเล่น รวมทั้งเป็นการหันเหความสนใจ หมกมุ่นอยู่กับความไม่สบาย ความเจ็บปวด ความกังวลทั้งหลายให้ได้รับความเพลิดเพลิน สนุกสนาน เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจในด้านดีของการอยู่โรงพยาบาลหรือขณะเจ็บปวย

เด็กป่วยแต่ละคน มีความเป็นเอกบุคคล ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องเข้าใจ นับแต่ความต้องการ ตามวัย ตามประสบการณ์เดิมที่มีสภาพด้านร่างกาย จิตใจ รวมทั้งปฏิกิริยาที่มีต่อสภาพแวดล้อม และการแสดงออกของผู้อยู่รอบข้าง เด็กบางคนมาจากครอบครัวที่มีลูกคนเดียว ไม่เคยมีเพื่อนเล่นมาก่อน อาจปรับตัวยากที่จะเรียนรู้บทบาทใหม่ๆ ในการเป็นผู้ให้หรือแบ่งปันของเล่นของใช้ในโรงพยาบาล หรือแม้แต่การมีส่วนเป็น “เจ้าของ” แพทย์ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเขาเองกับเด็กป่วยอื่นๆ ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะเด็กในวัย 1-3 ขวบ หรือวัยที่เรียกว่า วัยแห่งการปฏิเสธ (พ่อจอมดื้อ แม่จอมดื้อ) การช่วยให้เด็กวัยนี้ปรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลอย่างมีความสุขขึ้น เป็นสิ่งที่ท้าทายเท่าๆ กับ การเรียกร้องให้เด็กวัยก่อนวัยรุ่น และวันรุ่น ที่ต้องเจ็บป่วยอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลานานให้มีกำลังใจมากขึ้น ให้สนใจกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าตนเอง ในรายเด็กเล็กๆโรงพยาบาลมักจะอนุญาตให้พ่อแม่เด็กอยู่ด้วยไม่จำกัดเวลาเยี่ยม พ่อแม่จึงควรมีการเตรียมตัว เตรียมใจ รวมทั้งรู้วิธีการที่จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางอารมณ์ทั้งตัวพ่อแม่เองและเด็ก โดยการแบ่งเวลาให้กับการเล่นกับลูก หรือช่วยเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างลูกกับเด็กป่วยอื่นๆ หรือกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล เพราะเด็กป่วยจะไวต่ออารมณ์ ความรู้สึกของพ่อแม่หรือผู้ใกล้ชิดได้ดีอย่างที่เรานึกไม่ถึง เมื่อเขารู้ว่า พ่อแม่มีความเครียด กังวล เขาก็จะไม่สบายใจ เด็กเล็กๆ ก็จะร้องกวนโยเย แต่เมื่อพ่อแม่คลายความเคร่งเครียด พูดคุยเล่นกับเขาหรือแสดงท่าทางไว้วางใจ ศรัทธาในตัวเจ้าหน้าที่ทาง โรงพยาบาล เด็กก็จะมีท่าทางผ่อนคลาย มีความสุข ยอมให้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาล เป็นผลให้ระยะเวลาการเจ็บป่วยสั้นลง และยอมปฏิบัติตนตามคำแนะนำ ขณะกลับมาอยู่ที่บ้านโอกาสที่จะกลับเป็นโรคหรือเจ็บป่วยอีกก็ลดน้อยลงด้วย

การเล่นของเด็ก ต้องการการเรียนรู้ตามลำดับขั้น เหมือนกับการเรียนรู้อย่างอื่น เด็กจะเริ่มเล่นกับอวัยวะหรือส่วนของร่างกายของตนเอง เช่น การเคลื่อนไหวไปมาหรือการส่งเสียงต่างๆ ก่อนที่จะรู้จักเล่นกับสิ่งของหรือบุคคลรอบข้าง ซึ่งเป็นเสมือนการปูพื้นฐานความสามารถในการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับบุคคลอื่นต่อไปภายหน้า ถึงแม้วัตถุประสงค์ในการเล่นจะเหมือนกันในเด็กทุกคน คือ เพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน แต่เราจะสังเกตว่าเด็กแต่ละคนจะมีวิธีการเฉพาะตัวในการค้นพบวิธีเล่น วิธีจับต้องของเล่นหรือการเล่นโดยไม่ซ้ำแบบใคร การปล่อยให้เด็กมีอิสระเต็มที่ขณะที่เล่น จึงเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีความเป็นตัวของตัวเอง ปลูกฝังความเป็นผู้รู้จักริเริ่ม รวมทั้งได้ระบายความรู้สึกอารมณ์อย่างอิสระ โดยเฉพาะในเด็กขณะเจ็บป่วย ความต้องการที่จะปลดปล่อยความทุกข์ ความไม่สบาย ทั้งทางร่างกาย จิตใจย่อมมีมากกว่าปกติ ผู้ดูแลจึงควร ตระหนักถึงการอำนวยภาวะแวดล้อมที่มีส่วนกระตุ้นให้เด็กป่วยมีอิสระและความพร้อมที่จะเล่นด้วยความปลอดโปร่ง สบายใจ โดยเฉพาะสีหน้า ท่าทางของผู้ดูแล ที่ให้ความอบอุ่นคุ้นเคย สม่ำ เสมอกับเขา, แนะนำให้เขารู้จักกับสถานที่ ของใช้รอบข้าง อนุญาตให้จับต้อง มีส่วนเป็นเจ้าของอย่างเต็มใจ เหล่านี้จะช่วยได้มาก

ข้อควรคำนึงในการจัดของเล่นและการเล่นสำหรับเด็กป่วย

การเล่นและของเล่นที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ควรจะเป็นไปตามความต้องการของเด็กดังที่กล่าวแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก หรือรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดของเล่นหรือการเล่นให้แก่เด็กควร คำนึงถึงพัฒนาการและความต้องการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของเด็กแต่ละคน ในขณะนั้นๆ เพราะเด็กยิ่งเล็ก ความสนใจยิ่งสั้น ความสามารถที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ยังน้อย รวมทั้งความสามารถด้านร่างกาย เช่น การใช้สายตารับรู้ส่วนละเอียดหรือสีสรรลวดลายต่างๆ  รวมทั้งการใช้อวัยวะในการสัมผัสจับต้องอื่นๆ ยังมีขีดจำกัด และเมื่อเขาโตขึ้น การเล่นที่เขาชอบ ก็จะมีส่วนกระตุ้นการใช้สมอง สติปัญญาในการปรับตัว หรือแก้ไขสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ใช้ส่วนของร่างกายเกี่ยวข้องมากขึ้น รวมทั้งมีสัมพันธภาพกับผู้อื่นอย่างมีหลักเกณฑ์มากขึ้น แต่เมื่อเด็กเกิดการเจ็บป่วย ผู้ดูแลต้องเข้าใจว่า การเจ็บป่วยของเด็กแต่ละคน มีผลต่อการทำงานของร่ายกายส่วนไหน อย่างไร ตัวอย่างเช่น เด็กที่เป็นโรคเกี่ยวกับตา ต้องการพักผ่อนสายตาหรือใช้สายตาให้น้อยลง การเล่นจึงควรจัดให้กระตุ้นประสาทสัมผัสด้านอื่น เช่น ทางการได้ยิน หรือการใช้มือ ใช้แขนแทน เด็กที่เป็นโรคแพ้ฝุ่นมีอาการหอบหืด ก็ไม่ควรให้ของเล่นที่มีขนยาว มีซอกมุมเป็นที่สะสมของฝุ่นหรือเด็กที่เป็นโรคหัวใจ ก็ควรหลีกเลี่ยงการอ่านหรือฟังหรือดูนิทาน หรือฟังเทป วิทยุ ดูโทรทัศน์ เกี่ยวกับเรื่องตื่นเต้น ผจญภัย หรือการแข่งขัน เอาแพ้ ชนะ ที่จะไปเพิ่มความเคร่งเครียดให้แก่เขา เด็กที่ถูกจำกัดสถานที่ให้พักอยู่แต่ในเตียง หรือเด็กที่ถูกเข้าเฝือก จะหงุดหงิดมากกว่าเด็กอื่น ยิ่งเป็นวัยที่กำลังชอบกระโดดโลดเต้น ไม่อยู่นิ่ง เช่น วัย 1-3 ขวบ หรือวัยก่อนเข้าเรียน เพราะเป็นการทำให้เขาหมดอิสรภาพ การให้วาดภาพ ปั้นดินน้ำมัน หรือปลูกต้นไม้เล็ก ที่ขึ้นง่ายในที่ร่ม เช่น เพาะถั่วงอก จะทำให้เขาลดความสนใจตนเองลงบ้าง ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินกับของเล่นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ เด็กบางคนอาจติดของเล่นที่เคยเล่นจากบ้าน ถ้าอนุญาตให้นำมาด้วย จะช่วยลดความว้าเหว่ แปลกใหม่ต่อโรงพยาบาลได้

หลักในการจัดหาของเล่นและจัดการเล่นสำหรับเด็กป่วยจึงพอสรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้

1. นํ้าหนักเบา ขนาดไม่ใหญ่มากเกินไป เคลื่อนย้ายจับถือได้ง่าย

2. สีสดใส แต่ไม่มีลวดลายละเอียดตัดกันมากเกินไป

3. ทำด้วยวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย สีไม่หลุดลอก เพราะอาจมีส่วนผสมของตะกั่วเป็นอันตรายต่อร่างกายเด็กได้

4. ไม่มีเหลี่ยมมุมหรือส่วนที่แหลมคม เป็นอันตรายต่อร่างกายเด็ก

5. ส่วนประกอบไม่ละเอียดซับซ้อน หรือหลุดออกเป็นชิ้นเล็กๆ ที่เด็กอาจหยิบใส่จมูก หู หรือกลืนเข้าไป

6. ให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการเก็บรักษาหรือแบ่งปัน แลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ เป็นการฝึกนิสัยที่ดีแก่เด็ก

7. ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กต้องรักษาสัญญา เช่น ตรงต่อเวลาในการแจกและเก็บของเล่น เมื่อบอกว่าจะให้อะไรเขาต้องไม่ทำเป็นลืม ไม่เร่งรีบ หรือขัดจังหวะการเล่นของเด็ก

ที่มา:อ.ประนอม  รอดคำดี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments