การเจริญเติบโตทางจิตใจและอารมณ์ของเด็กวัย 1-3 ปี

author   February 3, 2012   Comments Off on การเจริญเติบโตทางจิตใจและอารมณ์ของเด็กวัย 1-3 ปี

เด็กในวัยทารกและวัยนี้มีร่างกายและสมองที่เจริญเติบโตรวดเร็วมาก สามารถ เคลื่อนไหวแขน ขา เดิน วิ่งได้ เริ่มหัดพูดทีละน้อยจนสามารถเข้าใจภาษาและสามารถสื่อสาร ความนึกคิดและความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นเข้าใจได้เด็กต้องการฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อ การรับรู้ทางประสาทสัมผัสพร้อม ๆ กับการพัฒนาทางด้านความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ เด็กควรได้มีโอกาสวิ่งเล่น มีคนสอนให้พูด สอนให้เล่น เด็กวัยนี้ชอบของเล่นที่มีการเคลื่อนไหวและมีเสียงดัง เช่นรถลาก ตุ๊กตาสัตว์ต่าง ๆ เครื่องโทรศัพท์ และของเล่นอื่นที่มีสีสดใส ชอบปีนป่ายและหยิบดึงของต่าง ๆ มาเล่น ในวัยนี้การหัดในกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ จะมีความสำคัญที่ จะนำไปสู่ความสามารถควบคุมอารมณ์ของเด็กได้ ได้แก่ การรับประทาน การนอน และการขับถ่าย

เกี่ยวกับเรื่องการรับประทานอาหาร กุมารแพทย์จะเริ่มแนะนำการให้อาหารแข็งแก่ เด็กพร้อมกับการหย่านมทีละน้อย  เด็กควรดื่มนมต่อไปเพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ควรจะเริ่มเปลี่ยนจากการดูดจากขวดหรือดูดนมแม่มาเป็นการดื่มจากถ้วย ท่าทีและความมั่นใจในตัวแม่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กเลิกดูดนมได้

แม่ควรยอมรับและเห็นความสำคัญของตนในอันที่จะนำลูกไปสู่การพัฒนากาย และใจ ในระดับที่สูงขึ้นกว่าเมื่อเป็นทารก แม่แต่ละคนอาจคิดหาวิธีการการหย่านมลูกได้ต่าง ๆ กัน แล้วแต่ประสบการณ์ของตน ซึ่งไม่จำเป็นว่าวิธีหนึ่งจะดีกว่าอีกวิธีหนึ่ง ส่วนมากจะเริ่มให้เด็กอดนมมื้อกลางวันก่อนโดยให้อาหารแทน แม่อาจซื้อถ้วยสวย ๆ มีสีสรรสำหรบเด็กมาแลกกับขวดนม หรือชมเชยชี้แจงว่าเป็นเด็กโตแล้ว เป็นคนเก่งดื่มนมโดยใช้ถ้วยแก้วเหมือนพ่อแม่ได้ แม่บางคนก็ใช้อุบายโอนขวดนมไปให้น้อง (ไม่ควรทำในกรณีที่มีความอิจฉาน้องมากอยู่แล้ว) เพราะน้องเป็นเด็กเล็ก โดยให้เด็กเกิดความภูมิใจในตนเองอยากโตขึ้น

เด็กส่วนมากจะอาลัยอาวรณ์ขวดนมมาก เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ตนสบายกายสบายใจมานาน เด็กบางคนเริ่มดูดนิ้วมือเพื่อช่วยให้ตนมีความมั่นใจ โดยเฉพาะในเวลาก่อนนอนกลางคืน ความรู้สึกเหล่านี้ควรถือเป็นเรื่องธรรมดาและแม่เองก็ควรยอมรับว่าเมื่อเด็กโตขึ้นก็ต้องเรียนรู้วิธีอื่นบ้าง การที่จะให้เด็กเลิกดูดนิ้วมือไม่ควรดุ ตี หรือใช้วิธีรุนแรง ในทางตรงกันข้ามถ้าเด็กได้รับความรักความอบอุ่นใกล้ชิดและความเห็นใจหรือสิ่งทดแทนอย่างอื่นก็จะค่อย ๆ เลิกไปเอง ในบางรายอาจดูดนิ้วมือหรือหัวนมจนถึงอายุ 3-4 ขวบก็ได้ แต่ถ้านานกว่านั้นก็เป็นการแสดงถึง ความกังวลและขาดความอบอุ่นจากการเลี้ยงดูซึ่งจะต้องหาทางแก้ไข

เด็กในวัย 2 ½   ขวบ ถึง 3 ½  ขวบ บางราย โดยเฉพาะที่เป็นลูกคนเดียวหรือลูกคนเล็ก ที่อายุห่างจากพี่ ๆ อาจติดผ้าห่มเก่า ๆ หรือหมอนใบที่เคยนอนมาแต่เด็ก บางคนก็ติดตุ๊กตาที่เคยรักมากไปไหนต้องนำไปด้วย ถ้าขาดของชิ้นนั้นไปก็จะร้องกวน นอนไม่หลับ เหล่านี้เราไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ แต่ถือว่าเด็กคนนั้นกำลังมีความกังวล ในการพัฒนาต่อไปเป็นเด็กโต จึงจำเป็นที่จะต้องยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ตนคุ้นเคยไว้ชั่วคราว จนกว่าจะเกิดความมั่นใจ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรยอมรับและเข้าใจเด็ก และให้ความอบอุ่นไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมให้เด็กสนใจในเรื่องอื่น วางขอบเขตในการติดของเหล่านี้ เช่น ไม่ควรให้เด็กนำไปโรงเรียนด้วย และช่วยให้ค่อย ๆ เลิกไปทีละน้อยโดยหาของเล่น หรือหมอนอันใหม่สวย ๆ ให้แทน

ในระยะนี้ควรให้เด็กหัดรับประทาน และนอน เป็นเวลา และเริ่มมีระเบียบบ้างเล็ก น้อย แต่ไม่ควรเข้มงวดจนเกินไป ไม่ควรจะให้เด็กรับประทานและนอนตามใจชอบ แม่ควรหัดให้เด็กรับประทานอาหารหลาย ๆ ชนิด มิใช่ชอบชนิดใดก็ให้แต่ชนิดนั้น หรือไม่ควรกังวล กับการกินอยู่ของเด็กจนเกินไป ควรให้เด็กหัดป้อนตัวเองบ้าง การที่มีพี่เลี้ยงคอยวิ่งตามป้อนข้าวขณะที่เด็กวิ่งเล่นอย่างที่เห็นกันอยู่บ่อย ๆ ไม่เหมาะต่อการส่งเสริมเด็กให้พัฒนาตนได้เท่าที่ควร การนอนเป็นเวลาและการแยกนอนจากพ่อแม่ (ถ้าทำได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องที่ทางคับแคบ) ก็เป็นการสนับสนุนการเจริญเติบโตของเด็กได้อีกวิธีหนึ่ง

เด็กในวัยนี้มักจะกลัวความมืด กลัวการอยู่คนเดียว กลัวสัตว์ตัวโต ๆ กลัวคนแปลกหน้า และกลัวการถูกทอดทิ้งหรือการถูกกระทำให้บาดเจ็บ ฉะนั้นพ่อแม่ไม่ควรใช้สิ่งเหล่านี้เป็นการขู่หรือลงโทษเด็ก เมื่อเด็กโตขึ้นและเข้าใจเหตุผลที่ผู้ใหญ่ค่อย ๆ ชี้แจง ก็จะค่อยหายกลัวไปเอง จึงไม่ควรที่จะขู่เด็กว่าจะเอาไปทิ้งถ้าดื้อ หรือขู่ว่าแม่จะไปอยู่ที่อื่น หรือให้ตำรวจจับตัว ให้หมอฉีดยาหรือผ่าตัด ซึ่งจะทำให้เด็กกังวลมากขึ้น และคิดว่าเป็นจริงด้วย

สำหรับประสาทและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะในวัยนี้นั้น เริ่มเจริญพอที่จะควบคุมการขับถ่ายให้เป็นเวลาได้ จึงเป็นวัยที่ควรจะเริ่มฝึกหัดรวมทั้งการทำ ความสะอาดร่างกายของเด็กเองด้วย การฝึกหัดควรเริ่มเมื่อเด็กเข้าใจภาษาบ้างแล้ว คือเมื่ออายุประมาณขวบครึ่ง เด็กบางคนอาจจะแสดงความพร้อมก่อนหรือหลังอายุนี้ ท่าทีของแม่หรือผู้เลี้ยงดูควรนุ่มนวล ไม่บังคับขู่เข็ญหรือดุจนเกินไป แต่ก็มิใช่ปล่อยตามใจเด็ก เด็กบางคนก็หัดง่าย บางคนก็หัดยาก แม่จึงควรมีความเข้าใจและยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ถ้าเด็กกับแม่มีความสัมพันธ์กันดีมาก่อน การหัดนี้ก็จะไม่ยาก ควรใช้การปลอบโยน ชี้แจง แม่อาจนั่งอยู่ด้วยเวลาเด็กขับถ่าย ชี้ชวนให้เล่นหรือพูดคุยด้วย ชมเชยเมื่อเด็กปฎิบัติตาม อาจให้เด็กนั่งกระโถนก่อนขั้นหนึ่ง แล้วจึงไปนั่งส้วม ในบางรายที่เป็นส้วมสมัยใหม่แบบโถนั่งก็อาจจะให้นั่งได้เลยโดยวางที่นั่งสำหรับ เด็กไว้ข้างบนอีกทีหนึ่ง เด็กควรสามารถควบคุมการขับถ่ายอุจจาระได้ก่อนการถ่ายปัสสาวะ (โดย เฉลี่ยก่อนอายุ 3-4 ขวบ) และควรเลิกปัสสาวะรดที่นอนก่อนอายุ 5 ขวบเป็นอย่างช้า

จะเห็นว่าการเลี้ยงดูเด็กในวัยนี้เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับแม่ เป็น ครั้งแรกที่เด็กเริ่มจะได้รับการอบรมให้ปฏิบัติตัวตามที่ผู้เลี้ยงดูต้องการ ถ้าการอบรมทำแบบเข้มงวดเกินไปก็อาจทำให้เด็กเป็นกังวลได้ ถ้าเป็นเด็กที่สมยอมง่ายก็จะเชื่อฟังด้วยความเกรงกลัว เมื่อโตขึ้นอาจเป็นคนเจ้าระเบียบเกินไป เข้มงวดกับตนเอง อาจหงุดหงิดถ้าไปพบกับเหตุการณ์ที่ผิดจากที่ตนหวังไว้ แต่ถ้าเป็นเด็กที่ชอบต่อต้าน (เคยกล่าวไว้ในบทแรก ๆ แล้วว่าลักษณะพื้นฐานทางอารมณ์ในเด็กแต่ละคนตั้งแต่แรกเกิดไม่เหมือนกัน) ก็อาจกลายเป็นเด็กดื้อรั้น ไม่ เชื่อฟังผู้ใหญ่ หรือไม่ก็กลายเป็นคนไม่ชอบความสะอาดหรือระเบียบแบบแผนโดยทำตัวตรงกัน

ข้ามกับที่เคยถูกเคี่ยวเข็ญมา อันอาจเป็นหนทางนำไปสู่ปัญหาทางความประพฤติหรือโรคประสาท ได้ในภายหลัง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments