การหย่าร้างของพ่อแม่มีผลกับลูกอย่างไร

author   December 19, 2011   Comments Off on การหย่าร้างของพ่อแม่มีผลกับลูกอย่างไร

การหย่าร้างของพ่อแม่เป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดสำหรับลูกพอๆ กับความเจ็บปวดของพ่อแม่  มันเป็นการพลิกชีวิตใหม่ทีเดียว เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป

ในความเป็นจริงแล้ว มีเด็กน้อยคนที่ทนรับผลกระทบจากการหย่าของพ่อแม่ไม่ได้  หลายคนกลายเป็นคนเข้มแข็งขึ้น เข้าใจชีวิต และความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่นมากขึ้นกว่าเด็กวัยเดียวกัน หลายคนที่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังพูดว่าศรัทธาต่อชีวิตแต่งงาน แต่ก็ต้องการให้แน่นใจว่ารู้จักตนเองและคนที่อยากจะอยู่ด้วยให้ดีเสียก่อน เพราะคนเหล่านี้รู้ดีว่า จริงๆแล้ว การแต่งงานนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร และควรจะคบหากับผู้คนอย่างไร

โดยตัวการหย่าเองไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ปัญหาที่นำไปสู่การหย่าและกระบวนการทางกฎหมายนี่สิ ที่ทำให้เด็กยุ่งยากใจได้ในภายหลัง  ถ้าความรู้สึกและสิทธิของเด็กได้รับการเอาใจใส่จากพ่อแม่และกระบวนการกฎหมาย เด็กย่อมจะเรียนรู้ได้ว่า การหย่าเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถใช้แก้ปัญหา เพื่อขจัดความขัดแย้งอันเจ็บปวดของคนเรา วิธีการนี้สามารถใช้ได้ผลและความยุ่งยากต่างๆสามารถลงเอยได้ด้วยดี แต่ไม่ได้หมายความว่า การหย่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเด็ก แต่ถ้ามันจำเป็นต้องเกิดขึ้น การหย่าก็สามารถเลี่ยงไม่ทำให้เด็กเจ็บปวดมากมายนักได้ พ่อแม่ควรปฏิบัติด้วยความตั้งใจที่จะปกป้องลูกและไม่จ้องทำลายล้างกันเอง

เด็กที่พ่อแม่หย่ากัน มักจะเจ็บน้อยกว่าเด็กที่พ่อแม่ทนฝืนอยู่ด้วยกันไปอย่างแกนๆ ไม่รักกัน หรือทะเลาะกันเป็นประจำ  เป็นเรื่องสำคัญมากที่เด็กควรจะได้เห็นพ่อแม่รักใคร่กลมเกลียวกัน  เด็กจะได้มีแบบอย่างของคนที่รักกัน ว่าควรจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร ถ้าการแต่งงานไปไม่รอดแน่ ทุกคนก็คงจะมีสุขภาพจิตดีขึ้น  หากพ่อแม่ได้เป็นอิสระอีกครั้งและมีโอกาสมองหารักในที่อื่น คนที่พ่อแม่หย่ากันคนหนึ่งพูดว่า “ถึงจะมีการพูดกันบ่อยๆ ว่า การหย่าของพ่อแม่เป็นการทำร้ายเด็ก คนสมัยก่อนเลยไม่ค่อยจะหย่ากัน  แต่จริงๆแล้วการไม่หย่านั่นแหละเป็นการทำร้ายให้เด็กเจ็บเสียยิ่งกว่าการหย่า  บางครั้ง เราทนเห็นพ่อแม่ไม่อยู่ด้วยกัน ก็ยังดีกว่าต้องมาคอยนั่งเปิดเพลงร็อกดังๆ เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียพ่อแม่ทะเลาะกัน..” บางคนก็บอกว่า “แรกๆ มันก็ทำใจยากสักหน่อย แต่ในระยะยาวแล้ว เราดีขึ้นกันทุกคน”

พ่อแม่ที่มีชีวิตสมรสไม่ราบรื่น แต่ยังพยายามเหนี่ยวรั้งที่จะอยู่ด้วยกัน  โดยใช้ชีวิตแบบเย็นชา ไม่ทะเลาะกัน แต่ก็ไม่พูดคุยหรือมีกิจกรรมร่วมกัน  เด็กที่อยู่ในครอบครัวแบบนี้ มักจะมองหาความรักความอบอุ่นจากที่อื่น เช่น จับกลุ่มอยู่กับเพื่อนเป็นแก๊ง หรือทำอะไรทำนองนี้ พ่อแม่ที่ไม่ยอมหย่ากันเพียงเพราะต้องการจะ “ปกป้องลูก” ควรยอมเผชิญกับความเจ็บปวดและจัดการกับการหย่าให้ได้ผลดีที่สุดจะดีกว่า เพื่อประโยชน์และความสงบสุขของทุกคนในครอบครัว

เด็กสามารถเข้าใจการหย่าได้ดีกว่าที่พ่อแม่คิดนัก  พ่อแม่ควรเปิดเผยความรู้สึกของตนอย่างตรงไปตรงมา  จะช่วยให้ลูกมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อการหย่าของพ่อแม่น้อยลง และการให้เหตุผลว่าชีวิตแต่งงานควรจะดำรงอยู่ต่อไป “เพื่อลูก” นั้น ไม่ได้เป็นการช่วยลูกเลย มันเป็นการมองสถานการณ์จากแง่มุมของพ่อแม่ อีกทั้งยังไม่ซื่อสัตย์และยื่นภาระที่ไม่ยุติธรรมให้แก่ลูกด้วย กลายเป็นแบบอย่างของพ่อแม่ที่ไม่รักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่สามารถเผชิญปัญหา จัดการกับปัญหา และเรียนรู้ได้จากปัญหา

ไม่มีกำหนดแน่นอนตายตัวว่า เด็กอายุเท่าไรจึงจะพร้อมสำหรับการหย่าของพ่อแม่  มันขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัวและเด็กแต่ละคนมากกว่า  และจะเป็นการดีที่สุดที่พ่อแม่ควรจะเป็นคนอธิบายเรื่องนี้กับลูกเอง โดยพยายามไม่โจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง  การอธิบายนั้นต้องปรับให้เข้ากับอายุและความสามารถในการรับรู้ของเด็กด้วย  และไม่ว่าสถานการณ์การหย่าจะเป็นอย่างไร  ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเจ็บช้ำเพียงใด พ่อแม่ต้องเน้นให้ชัดเลยว่า ทั้งพ่อและแม่เสียใจจริงๆ ที่การแต่งงานไปไม่รอด เพื่อช่วยความรู้สึกของลูก  ถ้าคุณมีแต่พลุ่งพล่านใส่อารมณ์มากเกินไป เด็กก็จะสับสน แต่ถ้าคุณจริงใจและเชื่อมั่นในความเข้าใจของลูก  ลูกก็จะเปิดเผยความรู้สึกของเขาและถามคำถามกับคุณ

ปฏิกิริยาแรกที่เด็กรู้ข่าวการหย่าของพ่อแม่ มักเป็นไปในทำนองที่ว่า “หนูคิดว่าคุณพ่อเค้าทิ้งเราไป เพราะว่าคืนนึงคุณพ่อเค้าจะหอมแก้มหนู แล้วหนูมัวแต่ยุ่งอ่านหนังสืออยู่น่ะค่ะ” คุณต้องบอกให้เด็กมั่นใจว่าเขาไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ในการหย่าครั้งนี้ เด็กที่ทำท่าเฉยๆ ก็ใช่ว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาต่อการหย่าของพ่อแม่ เขาอาจกำลังอยู่ในภาวะช็อกก็ได้ หรือเขาอาจต้องการเวลาคิดก่อนที่จะทำอะไรลงไปก็ได้

ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวางแผนจะแต่งงานทันทีหลังการหย่า  เด็กจะว้าวุ่นใจหนักเข้าไปอีก  มันยากที่จะยอมรับการหย่าของพ่อแม่อยู่แล้ว ยิ่งมีเรื่องนี้เข้ามาอีก เด็กจะมองคู่ครองคนใหม่ของคุณไปในทางไม่ดีทันที  คุณควรจะรอสักระยะหนึ่ง ก่อนที่จะนำคู่ครองคนใหม่ของคุณเข้ามาในชีวิตของลูก

ปัญหาที่จะตามมาจากการหย่าก็คือ เรื่องกรรมสิทธิ์ปกครองลูก เรื่องนี้ควรคำนึงถึงจิตใจของเด็กด้วยว่า เขาต้องการอยู่กับใคร คุณควรพิจารณาให้ดี เนื่องจากเด็กไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ พ่อแม่และศาลเป็นผู้พิพากษาให้เขา จึงไม่ควรยึดเอาความสะดวกสบายของผู้ใหญ่เป็นหลัก  เพราะอาจไม่เป็นผลดีต่อเด็ก

ภายหลังการหย่า พ่อและแม่ยังต้อง รับผิดชอบ ลูกร่วมกัน ไม่ใช่แค่ส่งลูกไปเยี่ยมเยียนอีกฝ่ายหนึ่ง หรือให้อีกฝ่ายหนึ่งมาเยี่ยมลูก เรื่องเกี่ยวกับการศึกษา สุขภาพ วิธีการเลี้ยงดูเด็ก ต้องปรึกษาตกลงกัน พ่อแม่ต้องประสานร่วมมือกันในเรื่องนี้

ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ ไม่ควรทำให้เด็กสับสนด้วยการใช้เด็กเป็นเครื่องมือของตน เรื่องนี้น่ากลัวมาก เช่น ใช้เด็กเป็นผู้สืบความเป็นไปของคู่ครองที่หย่ากันแล้ว หรือใช้เด็กเป็นที่ระบายความทุกข์ยากคับแค้นของตน เด็กหญิงคนหนึ่งถึงกับทนไม่ไหว “แม่เป็นคนหย่ากับพ่อนะ ไม่ใช่หนู ถึงแม่จะโกรธพ่อ แต่หนูก็รักพ่อ หนูไม่อยากได้ยินแม่ว่าพ่อของหนูอีก”

ขอให้การหย่าเป็นทางออกสุดท้ายสำหรับการแก้ปัญหาชีวิตครอบครัว  เมื่อปัญหาของคุณไม่อาจแก้ไขได้อย่างแน่นอนบนถนนสายชีวิตสมรส การหย่าก็อาจเป็นทางแยกที่มีเหตุผลและมีความจำเป็น  ซึ่งจะช่วยให้คุณมีชีวิตอยู่และเติบโตต่อไปได้  และการหย่าของพ่อแม่ก็จะช่วยให้เด็กเติบโตได้ เช่นกัน หากพ่อแม่ช่วยปกป้องบูรณภาพของเด็กและให้การหย่าเป็นไปในทางสร้างสรรค์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments