การละเล่นของเด็กยากจน

author   January 28, 2013   Comments Off on การละเล่นของเด็กยากจน

การละเล่นของเด็กยากจน เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ด้วยสาเหตุหลายประการ กล่าวคือ ในประการที่หนึ่ง การละเล่นของเด็กนั้นแม้จะถือเป็นเรื่องสากลว่า เด็กจะต้องมีการละเล่น แต่ในเด็กยากจน สภาพบังคับทางเศรษฐกิจของผู้ปกครอง ทำให้เด็กต้องถูกจำกัดโอกาสในการละเล่น เวลาที่จะเล่นมักจะแอบแฝงไปกับเวลาทำมาหากิน เครื่องมือที่จะเล่นมักจะดัดแปลงจากของใช้ ของที่หยิบฉวยได้โดยง่าย ในประการที่สอง ซึ่งอาจเป็นผลต่อเนื่องจากประการแรก ก็คือ ในส่วนของผู้เล่นจำเป็นจะต้องใช้จินตนาการในการเล่นมาก เพราะของที่เล่นเป็นของที่ไม่มีจริง เครื่องเล่นที่มีก็อยู่ในสภาพชำรุดเสียหาย เช่น ล้อหลุด คันถือหาย เพราะฉะนั้นผู้เล่นก็คงต้อง นึกเอาเองว่ามี หรือใช้ได้ ในประการที่สามเกี่ยวกับการละเล่นของเด็กยากจน ที่เห็นว่าน่าสนใจก็คือ การเล่นของเด็กยากจนนั้น มักจะไม่มีความเหมาะสมในเรื่องของอายุ กล่าวคือ อายุของผู้เล่นมักจะสูงกว่าอายุที่ควรจะเล่น เช่น อายุ 9 ขวบ อาจจะยังแย่งของเล่นของเด็กอายุ 6 ขวบ เป็นต้น

ความสำคัญของการละเล่นต่างๆ นั้น นักจิตวิทยามีความเห็นสอดคล้องกับความเชื่อทั่วๆ ไปที่ว่า ถ้าไม่มีการเล่นเสียบ้างจะทำให้เด็กหัวทึบ การละเล่นสนองตอบต่อวัตถุประสงค์หลายอย่าง เช่น สนองตอบต่อความอยากรู้อยากเห็น ตอบสนองต่อความรู้สึกทางร่างกาย เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งของแวดล้อมตัว ฝึกการโต้ตอบ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บุคคลจะต้องเรียนรู้ก่อนที่จะถึงวัย “งาน’’ หรือวัยผู้ใหญ่ ซึ่งถึงแม้จะเพ่งเล็งไปในเรื่องการทำงาน แต่ในส่วนหนึ่งของการงานก็มีการละเล่นอยู่เสมอ จนถึงกับมีเคล็ดหรือข้อสังเกตว่า ถ้าจะดูว่า บุคคลใดมีสุขภาพจิตดีหรือไม่ ให้ดูว่าเขามีงานอดิเรก (งานเล่น) อะไร

เด็กเมื่อเจริญเติบโตขึ้นมา พัฒนาการทางด้านร่างกายจะเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก ความเจริญเติบโตของทางร่างกายทั้งภายนอกและภายใน จะเป็นผลให้เด็กมีการเคลื่อนไหวตามขั้นพัฒนาการ การเคลื่อนไหว (คว่ำ คืบ นั่ง ยืน เดิน วิ่ง) พัฒนาการของการเคลื่อนไหวจะเป็นโลกใหม่ของเด็กทุกคน เพราะฉะนั้นเด็กจึงมีความสนใจต่อการกระทำทุกอย่าง ทุกวัน ทุกเวลา เด็กจะได้พบ

กับโลกและประสบการณ์ใหม่ของสิ่งเดียวกัน การกระทำอย่างเดียวกันมีความหมายต่อเด็กไม่เหมือนกัน กล่าวโดยทั่วไปก็คือ เด็กจะมีความเพลิดเพลินกับสิ่งต่างๆ ในเวลาตื่น อย่างไม่รู้เหน็ด รู้เหนื่อย

สำหรับเด็กยากจน การละเล่นต่างๆ ถูกจำกัดอยู่ 3 ประการคือ 1) ความสนใจของผู้ใหญ่ 2) โอกาสที่จะได้อยู่ตามลำพัง หรือมีการละเล่นแบบมีผู้คอยช่วยดูแล (Supervised Play) และ

3) ของเล่นที่มี

1. ความสนใจของผู้ใหญ่ – ในครอบครัวของผู้ยากจนจะเป็นกรรมกรหรือผู้หาเช้ากินคํ่าก็ดี ผู้ใหญ่จะต้องเป็นผู้ดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ เช้าอาจจะต้องออกไปแต่ย่ำรุ่ง และเย็นกว่าจะได้กลับก็ค่ำมืด เพราะฉะนั้นก็จะต้องปล่อยให้ลูกๆ เลี้ยงกันเอง หรือบางทีก็ให้เพื่อนบ้านที่สนิทกันช่วยดูแล เป็นที่น่าสังเกตว่า คนที่มีฐานะยากจนส่วนใหญ่แล้วพ่อบ้านมักจะเป็นฝ่ายออกไปทำงานนอกบ้าน แม่บ้านมักจะอยู่บ้านทำงานบ้านหรือทำงานรับจ้าง ค้าขาย เล็กๆ น้อยๆ อยู่กับบ้าน ซึ่งทำให้คิดว่า ลูก-แม่น่าจะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดมากกว่า ลูก-แม่มีอันจะกิน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ด้วยเหตุที่ว่า ในบรรดาผู้ยากจนนี้ มักจะมีลูกกันมาก ความสนใจในการเล่นของเด็กหรือของลูก จึงถูกจำกัดลักษณะของคำพูดที่แม่หรือพ่อพูดกับลูก จึงเป็นทำนองปราม คืออย่าเล่นนะลูก มากกว่าจะสนใจดูว่าลูกจะเล่นอะไร หรือทำอะไร กล่าวคือ มักจะไม่ใช่เป็นลักษณะเฝ้าดู แต่เป็นการชำเลืองตาดู หรือคอยเงี่ยหูฟังในกรณีที่มีความผิดปกติ เช่น ร้องไห้จ้า หรือเงียบหายไปนาน การห้ามลูกเล่นของที่อาจเกิดอันตราย เช่น ตะเกียง หรือ เตารีด มักจะเป็นไปในลักษณะคอยเฝ้าดูของมิให้เด็กเข้าใกล้มากกว่าจะยกของหนีออก หรือเอาไปซ่อน (ทั้งนี้เพราะสถานที่อาจจะจำกัด) สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นผลให้เด็กประสบอันตรายได้ในบางครั้ง เช่น เดินชนเตารีดร้อนๆ ที่วางไว้กับพื้น ซึ่งผลอาจจะนำไปสู่การตีซ้ำ เพราะได้เคย “ห้าม” ไว้แล้ว หรือผู้ใหญ่ทะเลาะกันเอง ด้วยเหตุที่วางของทิ้งไว้

เด็กซนบางคนอาจจะมีผู้ใหญ่ใช้วิธีล่ามเท้าไว้เพื่อมิให้ไปได้ไกล หรือปิดประตูบ้านไว้ เมื่อจะไปธุระข้างนอกชั่วครั้งคราว สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะความจำเป็นของผู้ใหญ่ที่จะต้องทำ มิใช่ว่าจะมีเจตนาโหดร้อยต่อลูกอย่างใด ในบางกรณีก็อาจจะหอบเอาลูกไปในสถานที่ต่างๆ ด้วย แม้ว่าจะไม่เหมาะสม เช่น โรงมหรสพ อยู่ในสถานที่แออัดเป็นเวลานานๆ พาลูกไปนั่งในวงเหล้า พาลูกกลับบ้านดึก สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ของเด็กยากจน ซึ่งในส่วนของเด็กจะเห็นว่าเป็นสิ่งสนุกสนานเช่นเดียวกับการละเล่น และจะร้องไห้ตามถ้าไม่ได้ไป

ผลของความสนใจของผู้ใหญ่ซึ่งมีจำกัด และจำเป็นนี้ได้จัดความสนใจของเด็กให้เข้ากันได้กับฐานะเศรษฐกิจของพ่อ-แม่ การละเล่นของเด็กในสภาพครอบครัวเช่นนี้ จึงค่อนข้างจะเป็นไปตามความเป็นจริง รู้จักประโยชน์ของสิ่งใช้สอยมากกว่าจะรู้จักของเล่น รู้จักปิด-เปิดเตาแก๊ส รู้จักเตารีด ในฐานะประโยชน์และโทษ รู้จักสถานที่เที่ยว เช่น ร้านกาแฟปากตรอก ที่เล่นข้างกองไม้ รู้จักสังคมกับเด็กข้างบ้าน รู้จักเทคนิคในการสร้างเพื่อนและทำลายเพื่อนหรือเอาเปรียบเพื่อน รู้จักข่มคน รู้จักประจบพ่อ-แม่ และรู้จักปิดบังความผิดในสิ่งที่รู้ว่า พ่อ-แม่รู้เข้าจะโกรธ

ความที่พ่อ-แม่ ไม่ค่อยจะมีเวลาให้ มีผลที่สำคัญประการหนึ่งที่ควรจะได้ศึกษาคือ การที่เด็กจะต้องพัฒนาความรู้สึกผิด-ชอบ ชั่วดี ขึ้นมาอย่างรวดเร็วกว่าควร เพราะเรื่องทุกเรื่อง 80% อาจจะเป็นเรื่องที่เด็กต้องคิดเอง ตัดสินใจเอง ถ้าพ่อ-แม่ห้ามเล่นกับเด็กข้างบ้าน แต่เวลาที่พ่อ- แม่ไม่อยู่บ้าน และตัวเองก็อยากเล่นกับเขาจะทำอย่างไร? พ่อ-แม่สั่งให้ดูน้องแต่เวลาที่น้องหลับจะไปเล่นได้ไหม? เล่นได้นานขนาดไหม? พ่อให้ไปซื้อของ แต่ของที่ซื้อไม่มีจะทำอย่างไร? เพราะฉะนั้นเด็กอาจจะมีลักษณะที่เรียกได้ว่า “แก่แดด” ซึ่งก็คงหมายความว่า โดนแดด โดนลม มากไป เป็นเด็กที่จะต้องเรียนจากชีวิตจริง เรียนจากถนนเสียมากกว่าเรียนรู้จากพ่อ-แม่

เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่พ่อ-แม่มีเวลาให้ เป็นที่คาดหมายได้ว่า การละเล่นของเด็กยากจนนั้นจะเป็นการละเล่นที่ปราศจากการคุ้มครอง หรือการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ และการละเล่นทุกอย่างนั้น ถ้าไม่มีสนามเด็กเล่นที่ปลอดภัยจริงๆ แล้ว โอกาสที่เด็กจะประสบอันตราย โอกาสที่จะสูญเสียอวัยวะ ตลอดจนเกิดความพิกลพิการย่อมจะมีมากกว่าเด็กที่มีผู้คอยคุ้มครองให้ความปลอดภัย เคยได้ยินคำพูดอยู่บ่อยๆ ว่า เด็กที่บ้านเรือนอยู่ริมคลองเช่น คลองบางกอกน้อย ว่ายนํ้าเป็นทุกคน ซึ่งก็นึกในใจว่า แน่ละที่ว่ายไม่เป็น และพลาดพลั้งตกน้ำนั้นได้ตายไปหมดแล้ว

2. โอกาสที่จะอยู่ตามลำพัง หรือมีการละเล่นแบบมีผู้คอยช่วยดูแล

เด็กที่ยากจน การเล่นตามลำพังหรือการเผชิญโลกตามลำพังมีมาก ความรู้สึกที่ว่าตัวเองจะต้องช่วยตัวเอง เป็นเรื่องที่รับทราบกันได้ง่ายดาย โอกาสที่จะทดสอบความแข็งแรงของร่างกายมีมากและการจัดลำดับทางสังคมว่า ใครจะเป็นผู้นำของใคร มีการทดสอบอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดี การเล่นตามลำพังของเด็กที่ผู้ปกครองมีฐานะยากจนนั้น ก็ยังถูกจำกัดด้วยองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

(ก) หน้าที่และความรับผิดชอบในครอบครัว เด็กในครอบครัวที่ยากจนนั้นมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจในครอบครัว หาเงินช่วยพ่อ-แม่ หรือช่วยแรงงาน เช่น ช่วยดูแลน้อง ช่วยหุงข้าว สิ่งเหล่านี้เด็กอาจจะทำปนกับเล่น เช่น ในขณะที่ขายพวงมาลัย ก็อาจจะหยุดทอยกอง เดินขายปลาหมึก อาจจะเดินแวะเข้าไปในห้างสรรพสินค้าต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นการเรียนรู้โดยบังเอิญ (Accidental Learning) เพราะฉะนั้นเป็นการยากมากที่พ่อ-แม่จะควบคุมว่าอยากให้รู้อะไร หรือไม่อยากให้รู้อะไร พ่อ-แม่ อาจจะแปลกใจหรือตกใจ หรือประมาท หรือตายใจ ไม่คิดว่าลูกจะเรียนรู้ หรือรู้อะไรได้มากขนาดนี้ คำหยาบต่างๆ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศ สิ่งเหล่านี้เด็กจะเรียนรู้ได้เร็วและมาก หนังสือ, ภาพยนตร์, ข่าวคราวต่างๆ เด็กจะให้ความสนใจได้มาก

(ข) โอกาสที่เด็กจะเรียนรู้จากวัยเดียวกันมีมากกว่าจะเรียนรู้จากคนต่างวัย มีคำด่าอยู่ประโยคหนึ่งซึ่งบางทีพ่อ-แม่ใช้ด่าลูก คือ “ทำตัวเหมือนลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่” เด็กที่ยากจน การละเล่น และการดำเนินชีวิตเป็นเช่นนั้นจริงๆ โอกาสที่พ่อ-แม่จะได้มานั่งอบรม สั่งสอนว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ เป็นเรื่องที่หาได้ยาก การพร่ำสอน เป็นสิ่งที่พ่อ-แม่ไม่ค่อยมีโอกาสจะได้ทำ สิ่งที่เด็กรู้จึงได้มาจากเพื่อนบ้าน จากประสบการณ์ตรงมากกว่าจะเป็นคำบอกเล่า เพราะฉะนั้นเด็กเหล่านี้จึงอาจจะพัฒนาวิธีการแสดงออกของความรู้สึกที่ลึกลับสำหรับผู้ใหญ่ เข้าบ้านมักจะเงียบแต่พอออกถนนจะโวยวาย เต้นแร้งเต้นกา เห็นพ่อเห็นแม่นัยน์ตาสลด เห็นเพื่อน เห็นฝูงนัยน์ตาแช่มชื่น เด็กเหล่านี้อาจจะพัฒนาวิธีการหรือนิสัยในการที่จะเก็บ “ความลับ” อะไร ที่ควรเล่า และอะไรที่ไม่ควรเล่าให้พ่อให้แม่พัง

3. ของเล่นที่มี

ของเล่นที่เด็กเหล่านี้มี มักจะเป็นของเล่นซึ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเอง จากวัตถุง่ายๆ ราคาถูก หรือไม่ก็ใช้วัสดุทดแทน วัสดุสมมุติ ความอยากได้ของเล่นราคาแพ่งๆ เป็นสิ่งที่เห็นว่า น่าสงสารที่สุด เพราะการที่พ่อแม่จะอ้างว่าจน จนนั้น เด็กเหล่านี้ไม่มีทางจะเข้าใจได้เลย คำว่า จนเลยกลายเป็นคำสาปแช่งเป็นวิถีทางดำเนินชีวิตสำหรับเด็กเหล่านี้

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเด็กรวย กับเด็กจน อาจจะดูได้จากปริมาณของของเล่นว่า เด็กรวยมักจะมีมากประเภทกว่า แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่เด็กจนมีเหนือกว่าคือ ทักษะในการเข้าสังคม เพราะโอกาสเปิดให้มากกว่า โอกาสที่จะพบคนต่างหน้าต่างเพศ มีวัตถุดิบผ่านมาในวันหนึ่งๆ มาก และมีความแตกต่างกันวันต่อวัน

การเล่นของเด็กยากจนอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจน และน่าศึกษาคือ การเล่นแบบสมมุติ และการเล่นในเชิงแข่งขัน ทำลาย จะเป็นเพราะอะไรก็ตามที สมมุติว่าเป็น สมมุติว่ามี เป็นสิ่งที่เด็กมีจินตนาการมากอย่างหนึ่ง การขี่กาบกล้วยแล้วสมมุติว่าเป็นม้าเป็นสิ่งที่เห็นได้แพร่หลายทั่วไป

ส่วนการเล่นในเชิงแข่งขันทำลาย ก็หมายถึงการเล่นแบบเป็นเกม มีแพ้ มีชนะ ซึ่งถือกันว่าเป็นการแสดงออกของความก้าวร้าวแบบหนึ่ง แต่ในลักษณะที่ตรงและเห็นได้ชัดเจน ก็คือ การทำลายของ ขูดขีดรถยนต์ ยิงหลอดไพ่ฟ้า ยิงนก ตกปลา สิ่งเหล่านี้ เด็กที่มีฐานะยากจนจะมีโอกาสเรียนรู้ และกระทำได้บ่อยกว่าเด็กฐานะร่ำรวย ความคิดของเด็กเหล่านี้ ก็คือ การหาโอกาสเล่น ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ทุกรูป ทุกนาม และทุกวัย

ที่มา:เกษมศักดิ์  ภูมิศรีแก้ว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments