การปฏิบัติตนของคุณแม่เมื่อกลับจากโรงพยาบาล

author   January 26, 2012   Comments Off on การปฏิบัติตนของคุณแม่เมื่อกลับจากโรงพยาบาล

ปัญหาที่ควรทราบ

เมื่อไรจึงจะออกนอกบ้านได้

ในระยะ 2-3 สัปดาห์แรกควรพักผ่อนอยู่แต่ในบ้าน นอกจากจะมีสิ่งผิดปกติที่จะต้อง ไปพบแพทย์เท่านั้น หลังจากระยะนี้แล้วก็อาจจะออกไปทำภาระกิจนอกบ้านได้ แต่ไม่ควรมากจนถึงกับเหนื่อย

การร่วมเพศ

ควรละเว้น 4-6 สัปดาห์ ทางที่ดีที่สุดควรรอไปจนกว่าจะไปพบแพทย์ตรวจหลังคลอด ตามที่นัดไว้เสียก่อน การร่วมเพศเร็วเกินไปอาจทำให้ติดเชื้อหรือมีการฉีกขาดของช่องคลอดได้

การขึ้นลงบันได

ไม่ห้าม ไม่มีอันตรายต่อแผลที่ฝีเย็บหรือแผลที่หน้าท้อง ไม่เป็นสาเหตุที่จะทำให้กะบังลมหย่อนในภายหลัง แต่การขึ้นลงบันได ควรระมัดระวัง เพราะอาจตกบันไดได้ง่ายเนื่องจาก หน้ามืดเวียนศีรษะ ซึ่งอาการนี้พบได้บ่อยในผู้ตั้งครรภ์และหลังคลอด เมื่อเปลี่ยนอิริยาบทเร็ว ๆ

การบริหารร่างกาย

เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องกลับเข้าสู่สภาพเดิมเหมือนเมื่อก่อนตั้งครรภ์ การบริหารหน้าท้องหลังคลอดเป็นสิ่งควรกระทำอย่างยิ่ง ผู้คลอดธรรมดาอาจจะเริ่มบริหารได้ตั้งแต่ 2-3 วันหลังคลอด ในการบริหารท่าใดที่ทำให้เจ็บหรือตึงบริเวณฝีเย็บควรรอไว้ก่อน จนกว่าแผลจะหายเรียบร้อย คือประมาณ 7-10 วันไปแล้ว สำหรบผู้ที่ผ่าท้องทำคลอดควรรอไว้จนพ้น 2 เดือนไปแล้วจึงเริ่มบริหาร

ท่าบริหารในระยะหลังคลอดที่แนะนำมี

1.  นอนยกขาทีละข้าง (รูปที่ 1 ) นอนราบมือทั้งสองวางไว้ข้างตัว ยกขาข้างใดข้างหนึ่ง ขึ้นก่อนโดยให้ข้อเข่าเหยียดตรงตลอดเวลา ยกขาให้เท้าสูงจากที่นอนประมาณ 1 ฟุตในวัน แรกแล้วลดขาลง ต่อมาทำเช่นเดียวกันกับขาอีกข้างหนึ่ง ทำสลับกันไปเช่นนี้ 8-10 ครั้ง ในวันต่อ ๆ ไปยกให้เท้าสูงเพิ่มขึ้น ๆ วันละเล็กละน้อย จนกระทั่งในที่สุดสามารถยกขาได้สูงตั้งฉากกับลำตัวและทำเช่นนี้ตลอดไป จำนวนครั้งที่ทำอาจเพิ่มขึ้นถ้าไม่รู้สึกเหนื่อย

รูปที่ 1

2.  นอนยกขาทั้งสองข้าง (รูปที่2) ยากกว่าท่าแรกเล็กน้อยให้นอนราบแขนวางข้างตัวเช่นเดียวกับท่าแรก ยกเท้าทั้งสองขึ้นจากพื้นพร้อม ๆ กันโดยให้ข้อเข่าเหยียดตรง ในวันแรก ๆอาจยกได้เพียง 5-6 นิ้ว และทำเพียง 4-5 ครั้ง ต่อไปค่อย ๆ ยกให้สูงขึ้น และเพิ่มจำนวน ครั้งขึ้น จนในที่สุดจะยกขาทั้งสองพร้อม ๆ กันได้สูงตั้งฉากกับพื้น ต่อไปยกก้นขึ้นใช้มือรองรับ ปลายเท้าพุ่งไปทางศีรษะทำเช่นนี้วันละ 8-10 ครั้ง

รูปที่ 2

3. นอนราบยกศีรษะขึ้น (รูปที่3-4) นอนหงายราบกับที่นอน มือกอดอกยกศีรษะขึ้น 2-3 นิ้วในวันแรก ๆ และทำ 8-10 ครั้ง วันต่อ ๆ ไปค่อย ๆ ยกศีรษะให้สูงเพิ่มขึ้น จนกระทั่งในที่สุดสามารถลุกขึ้นนั่งได้โดยที่มือกอดอกอยู่และขาเหยียดตรง อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะทำได้

รูปที่ 3-4

4.  นอนยกสะโพก (รูปที่5) เป็นการบริหารกล้ามเนื้อสะโพก และหน้าท้องนอนราบกับที่นอน ยกสะโพกขึ้นให้พ้นจากที่นอน ในวันแรก ๆ อาจยกได้สูงเพียง 3-4 นิ้ว ขณะที่สะโพกถูกกยกขึ้นนั้นให้ขมิบกล้ามเนื้อหูรูดที่ทวารหนักเหมือนขณะกลั้นอุจจาระด้วย ต่อมาลดตัวลงและทำซ้ำอีก 8-10 ครั้ง ในวันต่อ ๆ มาค่อย ๆ เพิ่มความสูงของสะโพกขึ้นจนสุดที่จะยกขึ้นได้

รูปที่ 5

5.  หลังจากบริหารร่างกายแล้วควรนอนคว่ำยกก้นขึ้นสูง (รูปที่ 6 ) อกแนบอยู่กับพื้นมือวางไว้ข้างตัวดังในภาพ เข่าทั้งสองยันพื้นในลักษณะเกือบตั้งฉากโดยให้เข่าทั้งสองอยู่ห่าง กัน 12-18 นิ้ว ในลักษณะเช่นนี้ทำให้ลมเข้าสู่ช่องคลอดมดลูกตกลงมาข้างหน้าและทำให้ การหมุนเวียนของโลหิตในอุ้งเชิงกรานดีขึ้น ควรทำอย่างน้อย 5-10 นาทีทุกวัน

รูปที่ 6

บริหารแล้วแต่ท้องไม่ยุบ

การบริหารหน้าท้องนี้จะต้องอาศัยเวลา ควรทำอย่างสม่ำเสมอโดยเริ่มตั้งแต่วันละ 5-10นาที และค่อยๆเพิ่มเวลาขึ้น ไม่ควรทำจนรู้สึกเหนื่อย ควรระมัดระวังอย่าปล่อยตัวในเรื่องอาหาร ถ้าทำได้ดังนี้แล้วรูปทรงของคุณจะไม่เสียไปเลยแม้แต่น้อย

การตรวจสุขกาพของลูก

จะพาลูกไปพบหมอเด็กเพื่อตรวจสุขภาพหลังคลอดเมื่อใดบ้าง

เมื่อลูกอายุได้ 1 เดือน คุณควรจะพาลูกไปทำความรู้จักสนิทสนมกับหมอเด็กได้แล้ว (ถึงแม้ว่าเมื่อลูกเกิดหมอจะได้ตรวจสุขภาพลูกครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม) ทั้งงนี้เพื่อจะได้ดูการเจริญ เติบโต และตรวจร่างกายซํ้า เพราะความผิดปกติหรือโรคบางอย่างอาจจะมาเริ่มแสดงอาการในระยะหลังได้

โดยทั่ว ๆ ไป ในระยะอายุ 6 เดือนแรก แพทย์จะนัดตรวจร่างกาย (และบางเดือน ฉีดและให้กินยาสร้างความต้านทานโรค) ประมาณเดือนละครั้ง และต่อไปจะนัดห่างลงประมาณสามเดือนต่อครั้ง เพื่อให้ตรงกับการให้วัคซีน ในขวบปีที่ 2 ถ้าลูกสบายดีควรจะพบแพทย์ทุก 3-6 เดือน และห่างลงหลังจากอายุ 2 ขวบ เป็นปีละ 1-2 ครั้ง

การตรวจสุขภาพทั่ว ๆ ไป เมื่อเด็กโตแล้วก็ควรปฎิบัติอย่างน้อยปีละครั้ง

และควรพาไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุก 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ลูกมีอายุได้ 2-3 ขวบ ถ้าทำได้อย่างนี้ลูกของคุณก็น่าจะมีสุขภาพดีอยู่เสมอ

สถานที่รับเลี้ยงเด็ก

ทุกวันนี้คุณแม่ทั้งหลายต้องออกทำงานนอกบ้านกันเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง คือคนดูแลเด็กซึ่งหายากขึ้นทุกที คุณแม่บางคนจึงนิยมส่งลูกไปฝากเลี้ยงตามสถานเลี้ยงดูเด็ก

ในปัจจุบันสถานเลี้ยงดูเด็กส่วนมากยังไม่ได้มาตรฐานที่ดีพอ เช่นจำนวนผู้ดูแลเด็กต่อจำนวนเด็กไม่เพียงพอ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายจึงควรพิจารณาเลือกสถานรับดูแลเด็กด้วย ความถี่ถ้วน ทั้งนี้เพราะมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกทั้งทางกายและทางใจ ด้วยการคำนึงถึงลักษณะสถานที่ ความสะอาด คุณวุฒิของผู้ดูแล วิธีการเลี้ยงดู ของเล่น และจำนวนผู้ดูแลเด็ก

ถ้าเป็นเด็กทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ยิ่งต้องคำนึงถึงจำนวนผู้ดูแลให้มาก โดยปกติพ่อ แม่ควรมีโอกาสใกล้ชิดเด็กมากที่สุด ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรนำไปฝากเลี้ยงเฉพาะเวลากลางวัน และนำกลับบ้านมาเลี้ยงเองในเวลากลางคืน แต่ถ้าไม่สะดวกก็ควรรับเด็กกลับมาเย็นวันศุกร์แล้ว นำไปส่งในวันจันทร์เช้า สถานที่รับเลี้ยงเด็กบางแห่งห้ามพ่อแม่มาเยี่ยมเด็ดขาด (เพราะเด็กจะงอแงภายหลังพ่อแม่กลับ) ซี่งนับเป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อจิตใจของเด็กที่ขาดความอบอุ่นใกล้ชิดจากพ่อแม่ และที่พบหลายรายจะเกิดมีปัญหาในการปรับตัวเมื่อรับกลับมาอยู่บ้านแล้ว

ฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ พ่อแม่จึงไม่ควรจะให้ลูกอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กนานเกินไป การมีคนเลี้ยงอยู่กับบ้าน หรือการนำไปฝากญาติผู้ใหญ่เลี้ยง (ถึงแม้ท่านจะอบรมเด็กแบบไดโนเสาร์ไปสักหน่อย) ก็ยังนับว่าดีกว่ามาก

ในสมัยนี้มีโรงเรียนอนุบาลหลายแห่งที่รับดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 2 ½ -3 ขวบ และให้การ ดูแลเป็นอย่างดี มีการเล่นและหัดให้เด็กทำกิจวัตรประจำวันเอง หัดให้เข้าหมู่กับเพื่อน ๆ ซึ่ง ถูกต้องตามหลักจิตวิทยา นับว่าน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง (สถานที่ทำงานและระบบราชการไทยน่าจะพิจารณาถึงเรื่องนี้โดยพิจารณาอนุญาตให้แม่ลาพักงานได้ 1 -2 ปี เพื่อเลี้ยงบุตรโดยไม่รับ เงินเดือนแต่ไม่ต้องขาดอายุราชการ ดังที่ทำกันในต่างประเทศบางแห่ง เพราะอาจจะช่วยแก้ปัญหาเยาวชนในอนาคตได้ทางหนึ่งก็เป็นได้)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments