การนอนและปัญหาต่าง ๆของเด็ก

author   January 20, 2012   Comments Off on การนอนและปัญหาต่าง ๆของเด็ก

ในระยะเดือนแรก ๆ ชีวิตประจำวันของเด็กจะมีอยู่เพียง 2-3 อย่างคือ นอน กิน และขับถ่าย ช่วงเวลาที่เด็กตื่นคือเวลาที่หิวหรือเปียกเปื้อนจากปัสสาวะ อุจจาระ ฉะนั้นเด็กจึงมักจะนอนตลอดเวลาระหว่างมื้อของนม เมื่อเด็กโตขึ้นชั่วโมงนอนจะน้อยลง พอจะประมาณได้คร่าว ๆ ว่า

เด็กอายุแรกเกิด-6 เดือนโดยเฉลี่ยจะนอนวันละประมาณ 16-20 ชั่วโมง เมื่ออายุ 6 เดือน-1 ขวบ จะนอนวันละประมาณ 14-18 ชั่วโมง เด็กอายุเกิน 1 ขวบขึ้นไปจะนอนวันละประมาณ 12-14 ชั่วโมง และค่อยลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่มักไม่ตํ่ากว่าวันละ 10 ชั่วโมง

ในระหว่างอายุไม่เกิน 1 -2 ขวบ เด็กมักต้องการนอนกลางวัน ๆ ละ 2 ครั้ง หลังจากนั้นไปจะลดเหลือวันละหนึ่งครั้ง โดยทั่วไปเด็กจะต้องการนอนกลางวันจนถึงวัยที่อยู่ในโรงเรียนอนุบาลคือประมาณ 4-5 ขวบ

แต่อย่างไรก็ตามเด็กทุกคนไม่ได้เหมือนกันเสมอไปคุณจึงอาจจะพบว่าลูกของคุณนอนน้อยหรือมากกว่าเด็กทั่วๆ ไปโดยเฉลี่ยได้  ถ้าลูกสบายดีไม่มีอาการผิดปกติอย่างใด ก็ไม่ควรถือเป็นเรื่องที่น่าวิตก

เด็กนอนในห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศได้หรือไม่

ได้ และถือเป็นโชคดีที่คุณสามารถหาซื้อมาใช้และสู้ค่าไฟฟ้าได้

แต่ในเด็กบางคนที่มีโรคแพ้เป็นโรคประจำตัว เช่นโรคหืด หรือแพ้อากาศ (มักพบมีอาการเมื่อเด็กโตขึ้น) การนอนในห้องที่มีอากาศเย็นอาจจะทำให้หายใจไม่สะดวก จาม มีน้ำมูกไหล หรือมีอาการหอบหืดได้ถ้าเป็นเช่นนั้นควรปรับเครื่องทำความเย็นไม่ให้มีอุณหภูมิต่ำเกินไป

จะต้องให้เด็กนอนเปลหรือไม่

ไม่จำเป็น แต่คุณจะให้นอนก็ได้ เมื่อลองคิดดูว่าทำไมผู้ใหญ่สมัยก่อนจึงใช้เปล ก็พอจะประมาณประโยชน์ได้ว่า เป็นการช่วยไล่ยุงแมลงต่าง ๆ ซึ่งมีมากในเมืองไทย ช่วยให้เกิดลมพัดเย็นเวลาแกว่งไกว และการเคลื่อนไหวของเปลช่วยทำให้เด็กหลับง่าย นอกจากนั้นในการที่ต้องแกว่งไกวอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีผู้ดูแลใกล้ชิดเสมอ แต่เปลในปัจจุบันไม่ใช่เปลตาข่ายด้ายถัก  ซึ่งขนาดใหญ่กว้างขวาง ลมพัดผ่านได้ดีเสียแล้ว แต่มักทำด้วยวัสดุสังเคราะห์ที่หยาบและทึบน่าอึดอัด บางชนิดก็ใช้เครื่องเป็นตัวทำให้เปลแกว่งไกวเอง ดูแล้วไม่ใครน่านอนนัก

จึงขอยกให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันตัดสินใจเองจากภาวะความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสถานที่ ๆ ใช้เลี้ยงเด็กของแต่ละบ้าน หวังว่าเหตุผลข้อดีข้อเสียตามที่กล่าวอาจจะพอเป็นเครื่องประกอบการพิจารณาได้บ้าง

อนึ่งมักพบว่าเด็กที่นอนเปลแล้วมักจะติด เวลาจะให้นอนต้องการการสั่นคลอนเพื่อกล่อมให้หลับอยู่เสมอ

ควรให้เด็กนอนคว่ำหรือนอนหงาย

อันที่จริงจะให้นอนคว่ำหรือนอนหงายก็ได้ แต่อยากขอแนะนำให้นอนคว่ำหรือนอนตะแคงเพราะจะได้ประโยชน์หลายอย่างคือ

1.  ช่วยทำให้อาหารและน้ำนมผ่านจากกระเพาะลงสู่ลำไส้เล็กได้เร็วขึ้น

2.  ในกรณีที่เด็กแหวะหรืออาเจียน การนอนคว่ำหรือนอนตะแคงจะเป็นท่าที่ปลอดภัยกว่า  เพราะในท่าทีนอนหงายเด็กอาจสำลักน้ำนมหรืออาหารเข้าทางเดินหายใจได้ง่าย  ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อเด็ก

3.  การนอนคว่ำเป็นท่าทีทับท้องช่วยให้เด็กเรอหรือผายลมได้ดีขึ้น โอกาสที่เด็กจะปวดท้องจากการมีลมคั่งค้างในกระเพาะและลำไส้จะลดน้อยลงด้วย

4.  เด็กจะหลับได้ทน เพราะมีความอบอุ่นที่หน้าอกทำให้ไม่ใครผวา

5.  ในด้านความสวยงาม (ซึ่งมีความสำคัญต่อปุถุชน) เด็กที่นอนคว่ำหรือนอนตะแคงจะมีรูปศีรษะได้สัดส่วนงดงาม ไม่แบนเหมือนนอนหงาย  แต่ถ้าเด็กนอนตะแคงต้องระวังอย่าให้ตะแคงอยู่ข้างเดียวตลอดเวลามิฉะนั้นรูปศีรษะจะเบี้ยว  ถ้าเด็กถนัดเพียงข้างเดียวและไม่ยอมตะแคงมาอีกข้างหนึ่ง คุณแม่ก็อาจช่วยได้ด้วยการใช้หมอนทราย (โดยใช้ทรายใส่แทนนุ่นเพื่อให้หนักเอาผ้าพลากติคหุ้มทับเพื่อกันทรายรั่วก่อนใส่ปลอก) วางกำกับให้หันไปในด้านที่ต้องการได้

ควรเริ่มแยกห้องให้ลูกเมื่อไร

ตั้งแต่เกิดเลยก็ได้ ถ้าห้องนอนพ่อแม่อยู่ใกล้หรือเปิดประตูติดต่อถึงกัน สามารถเข้าออกได้งายและได้ยินเสียงเมื่อลูกร้อง  ในครอบครัวที่มอบให้พี่เลี้ยงดูแล พี่เลี้ยงอาจนอนในห้องเด็กสักระยะหนึ่ง  การแยกห้องให้เด็กนอนคนเดียวควรจะทำเสียแต่เนิ่น ๆ  ถ้าทำได้ตั้งแต่ก่อนเด็กมีอายุถึงหนึ่งขวบก็จะทำได้ง่ายขึ้นเพราะเด็กไม่ใคร่รู้สึกถึงความแตกต่าง  ถ้าระยะเวลาล่วงเลยมาหลังจากนั้นก็ควรพยายามที่จะให้เด็กได้อยู่ห้องแยกก่อนอายุอย่างช้าที่สุด 3-4 ขวบ  ซึ่งเมื่อถึงวัยนี้ก็อาจจะพบว่าไม่ใช่ของง่ายเสียแล้วที่จะทำเช่นนั้น

บ้านที่ค่อนข้างคับแคบมีห้องนอนไม่พอสำหรับลูกทุกคน  อาจจัดให้เด็กนอนรวมกัน ซึ่งก็ไม่เสียหายอะไรแต่ควรมีที่สำหรับเก็บของเป็นส่วนสัดของแต่ละคนเมื่อเด็กโตพอที่จะจัดข้าวของได้ด้วยตัวเองแล้ว เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบตัวเอง และรู้จักถึงความเป็นระเบียบด้วย

นิทานก่อนนอน

เมื่อเด็กอายุประมาณสามสี่ขวบขึ้นไป  เด็กไทยส่วนใหญ่ต้องการให้คนเลี้ยงหรือพ่อแม่พาไปนอน อาจมีการกล่อม ด้วยเพลงหรือนิทาน และบางคนอาจขอแถมด้วยการเกาหลัง คุณรวบรวมนิทานต่างๆ ไว้บ้างก็จะดี และถือเป็นจังหวะที่จะอบรมสั่งสอนลูกได้ด้วย เริ่มเสียตั้งแต่อายุน้อยๆ และทุกครั้งเมื่อมีโอกาส

คุณควรเลือกนิทานที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก และไม่โลดโผนตื่นเต้นเกินไปจนทำให้ฝันร้าย  ถ้าจะหัดให้เด็กนอนได้เองก็ไม่ควรลงนอนกับเด็กไปด้วย และออกมาก่อนที่เด็กจะหลับ เด็กบางคนอาจกลัวความมืดหรือมีกังวล แต่ถ้าคุณแม่หรือคนเลี้ยงพูดให้ฟังว่าจะอยู่ในห้องใกล้ ๆ(และทำเช่นนั้นจริง ๆ) ก็อาจทำให้เด็กคลายความหวาดกลัวลงได้ คุณแม่อาจจะทำงานหรือพูดคุยพอให้เด็กจับเสียงได้ว่าไม่ได้หายไปไหน หรือให้มีแสงไฟพอให้เด็กเห็นได้ก็จะช่วยได้มาก

บางครั้งเด็กตื่นขึ้นมาตอนดึกและลุกเดินไปหาพ่อแม่ ทางที่ถูกคุณควรพาลูกกลับมานอนที่เตียงของลูกตามเดิม ถ้าเด็กกลัวคุณก็อาจนั่งเป็นเพื่อนอยู่ด้วย  แต่ไม่ควรให้เด็กนอนต่อที่เตียงของคุณ เพราะเด็กบางคนอาจ “ติด” และไม่ยอมนอนในห้องของตนอีกต่อไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments