การดูแลเมื่อลูกเป็นหวัด

author   February 16, 2012   Comments Off on การดูแลเมื่อลูกเป็นหวัด

ไข้หวัดหรือหวัด (Common Cold)

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้มีการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนต้น (จมูกและคอ)

อาการ

1.  ไข้ อาจสูงหรือต่ำ หรืออาจไม่มีไข้เลยก็ได้

2.  น้ำมูก

3. ไอ (ข้อ 2 และ 3 อาจมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่มีเลยก็ได้)

4.  อาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว ท้องเดิน อาจมีหรือไม่มีก็ได้ และถ้ามีอาการก็มักเป็นไม่มากนัก

โรคแทรก

ได้แก่หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หูอักเสบ เยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ เป็นต้น

การติดต่อและวิธีป้องกัน

ติดต่อทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ด้วยการที่คนป่วย จาม หรือไอทำให้เชื้อโรคกระจายอยู่ในอากาศ ซึ่งจะเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่รับเชื้อได้ทั้งทางปากและทางจมูก

การป้องกัน

1.  ไม่อยู่ร่วมกับคนที่เป็น ถ้าแยกบ้านได้ก็ยิ่งดี ซึ่งเป็นการพูดง่ายแต่ทำยาก อย่างน้อยให้แยกห้องนอน และอย่าให้ใกล้ชิดกันก็อาจจะพอช่วยป้องกันได้บ้าง

การพาเด็กไปอยู่ในที่ ๆ มีผู้คนแออัดมาก ๆ เช่น ตามโรงมหรสพ เป็นต้น จะทำให้เด็กมีโอกาสที่จะรับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายดาย โดยเฉพาะเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อที่ติดต่อ แจกจ่ายกันได้ง่ายที่สุด

บ้านที่มีคนอยู่รวมกันมาก ๆ โดยเฉพาะมีเด็ก ๆ หลายคนมักจะพบว่าเด็กเป็นหวัดกันบ่อย และไม่ใคร่หายขาด เพราะเด็กมักจะรับเชื้อวนเวียนกันอยู่

2. ไม่ควรอาบนํ้าหรือสระผมด้วยนํ้าที่เย็นเกินไป โดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเย็น เช่นเช้ามืดหรือเวลาดึก

วัคซีน ไม่มี

การดูแลรักษา

1.  พาไปหาหมอและให้ยาตามที่หมอสั่ง

2.  อย่าให้ถูกเย็นจัด อาจจะให้อาบนํ้าได้ แต่ควรอาบน้ำอุ่นและอย่าใช้เวลา นานนัก

ถ้าอากาศร้อนก็ไม่จำเป็นจะต้องโปะเสื้อผ้าหรือห่มผ้ากันเป็นการใหญ่ (นอกจากเด็กจะหนาว) เพราะจะทำให้เด็กอึดอัดไม่สบาย ไข้ยิ่งขึ้นสูง และทำให้เหงื่อออก ร่างกายกลับเสียน้ำมากขึ้นซึ่งไม่ดี

ตรงกันข้ามถ้าเด็กมีไข้สูง กลับจะต้องเช็ดตัวด้วยน้ำบ่อย ๆ เพื่อช่วยลดไข้

3.  ให้กินน้ำมาก ๆ เพื่อเป็นการช่วยลดไข้ ช่วยไม่ให้เสมหะเหนียวแห้งติดคอและทางเดินหายใจซึ่งจะทำให้ไอมากขึ้น และช่วยให้ร่างกายมีนํ้าเพียงพอที่จะใช้ขับของเสียต่างๆ รวมทั้งยาที่กินเข้าไปออกทางไตเป็นปัสสาวะ เพราะสิ่งเหล่านี้ ถ้าหมักหมมไว้ในร่างกายจะทำให้เกิดเป็นพิษขึ้น

4. ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่ควรให้ไปโรงเรียน เพราะเด็กต้องการการพักผ่อน นอกจากนั้นยังอาจไปรับเชื้ออื่น ๆ จากเพื่อน ๆ ทำให้เกิดโรคแทรกขึ้นหรือนำเชื้อไปติดเด็กอื่นที่โรงเรียน และเมื่อลูกของคุณหายป่วยกลับไปก็อาจไปรับเชื้อนั้น ๆ กลับมาได้อีก ทำให้เด็กป่วยกันอยู่บ่อย ๆ

อย่าแอบคิดว่า “ลูกของเราป่วยแล้ว น่าจะเอาเชื้อไปปล่อยให้ลูกคนอื่นป่วยบ้าง จะได้ขาดเรียนเท่า ๆ กัน” เป็นอันขาด

เท่าที่สังเกตดูมีโรงเรียนหลายโรงเรียนในกรุงเทพ ๆ ที่กวดขันให้เด็ก

เรียน “หนังสือ” กันเหลือประมาณ ราวกับว่าชีวิตทั้งชีวิตนั้นจะเป็นคนดีหรือ ชั่วจะเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับหนังสืออย่างเดียว เด็ก ๆ ในโรงเรียน เหล่านี้มักไม่ใคร่กล้าขาดเรียน ถึงแม้ว่าจะป่วยเป็นไข้ และร่างกายต้องการการ พักผ่อน (เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาในสังคมที่เจริญครึ่ง ๆ กลาง ๆ)

5. ในเด็กอ่อน ถ้ามีน้ำมูกมาก และหายใจลำบาก ควรดูดจมูกโดยใช้ลูกยางอ่อน ๆ ให้ก่อนที่จะให้ดูดนม

เมื่อใดจึงควรพาไปหาหมอ

ที่จริงเมื่อเด็กมีอาการผิดปกติ คุณก็ควรจะพาไปหาทุกครั้ง แต่ถ้ามีเหตุผลเกี่ยวกับความไม่สะดวกอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะถือหลักคร่าว ๆ ว่าควรพาไปหาหมอ หรือพาไปตรวจซ้ำอีก ถ้า

ก. เด็กมีไข้ขึ้นสูงหรือมีไข้นานผิดปกติ (ประมาณ 3 วันขึ้นไป)

ข. ไอมากผิดจากเด็กที่เป็นหวัดทั่ว ๆ ไป

ค. ซึม อาเจียน ถ่ายเหลว มีผื่นขึ้น หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments