การดูแลทางจิตใจสำหรับเด็กที่ป่วย

author   February 15, 2012   Comments Off on การดูแลทางจิตใจสำหรับเด็กที่ป่วย

การป่วยไข้ในระยะสั้น ๆ

ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกคนรวมทั้งเด็ก ๆ ด้วย เป็นภาวะที่ทำให้เกิดความไม่สบายทั้งกายและใจ

เด็กป่วยที่อยู่กับบ้านอาจจะต้องนอนพักรับประทานอาหารจำกัดหรือไม่ได้วิ่งเล่นอย่างเคย ทั้งอาการของโรคก็ยังรบกวนเด็กด้วย ดังนั้นจึงต้องการการดูแลเป็นพิเศษจากพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ซึ่งโดยทั่วไปมักใกล้ชิดกับลูกมากกว่า เด็กอาจเจ็บปวด และวิตกกังวลในเด็กโต หรือร้องกวนในเด็กเล็กๆ พ่อแม่ที่อยู่ใกล้ๆ จะช่วยให้เด็กอบอุ่นใจ ไม่กลัวและรู้สึกว่าตนมีที่พึ่ง

ในขณะที่นอนเจ็บควรมีคนพูดคุยด้วยบ้าง ปลอบให้นอน เล่านิทานหรืออ่านหนังสือ ให้ฟังเพลงหรือดูโทรทัศน์ตามที่แพทย์อนุญาต ไม่ควรวุ่นวายซักถามแสดงความรู้สึกเจ็บบป่วยบ่อยๆจนเด็กรู้สึกว่าอาการตัวเองจะพลอยกำเริบขึ้น หรือ “โอ๋” เด็กมากเกินไป เพราะเด็กอาจจะ “เสียเด็ก” ได้เมื่อโรคหายแล้ว ควรถือหลักเดินสายกลาง และเมื่อแพทย์แนะนำว่าควรให้เด็กเริ่มช่วยตัวเองได้แล้ว ก็ควรกระตุ้นให้เด็กทำอะไรเองบ้าง พ่อแม่ไม่ควรกังวลหรือห่วงมากเกินไป หรือแสดงความรู้สึกนั้นให้เด็กรู้สึกเพราะจะทำให้เด็กวิตกกังวลไปด้วย ซึ่งในบางรายเลยมีความประพฤติถอยกลับไปเป็นเด็กเล็ก ๆ อีก

เด็กเข้าโรงพยาบาล

ถ้าเด็กเจ็บป่วยร้ายแรงแพทย์จะแนะนำให้อยู่รับการรักษาในโรงพยาบาล พ่อแม่ไม่ควรต่อรองกับแพทย์ เพราะตามปกติโดยจรรยาแพทย์ หมอย่อมจะไม่ปฏิบัติต่อคนไข้ให้เกินเหตุอันสมควรอยู่แล้ว

การเข้าโรงพยาบาลอาจจะเข้าโดยกระทันหันหรือเข้าโดยที่ยังพอมีเวลาเตรียมตัว การเข้าแบบกะทันหันนี้มักก่อให้เกิดความวิตกังวลทั้งต่อลูกและพ่อแม่ พ่อแม่จึงควรใช้เหตุผล ควบคุมอารมณ์และช่วยประคบประคองปลอบโยนเด็กให้เขาใจถึงความจำเป็นถ้าเป็นเด็กโต หรือถ้าเป็นเด็กเล็กก็คอยอยู่ใกล้ชิดเท่าที่จะทำได้ กุมารแพทย์และหน่วยงานที่รักษาพยาบาลเด็กส่วนมากจะเข้าใจในเรื่องนี้ และอนุญาตให้พ่อแม่เข้าเยี่ยมได้บ่อยๆ ถ้าเป็นไปได้วิธีที่ดีก็คือให้แม่ หรือคนที่เด็กคุ้นเคยอยู่ด้วยโดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่สำคัญก็คือไม่ควรหลอกเด็กว่าจะไปเที่ยว หรือหลอกว่าจะไปธุระแล้วทิ้งเด็กไว้ แต่ควรพูดความจริงกับเด็ก ปลอบให้เด็กไว้ใจแพทย์ และพยาบาล เด็กบางรายจำเป็นต้องฉีดยา ผ่าตัด หรือให้น้ำเกลือ ก็ควรบอกเด็กว่าจะเจ็บบ้าง แล้วก็จะหายเจ็บ ไม่ควรหลอกว่าไม่เจ็บเลย (ซึ่งไม่จริง) เพราะจะทำให้เด็กขาดความเชื่อถือ ต่อไปจะใช้เหตุผลอธิบายอะไรไม่ได้อีก เมื่ออาการทุเลาแล้วก็ควรมีของเล่นหรือให้อ่านหนังสือ ดูภาพที่สนใจ เป็นต้น

การเข้าโรงพยาบาลที่พอจะมีเวลาเตรียมตัวบ้าง ควรจะให้เด็กรู้จักแพทย์และพยาบาล รวมทั้งสถานที่ๆ เขาจะไปอยู่ล่วงหน้าเล็กน้อย และถ้ามีโอกาสทำได้โดยเฉพาะในเด็กที่พูดรู้เรื่องแล้ว พ่อแม่อาจเล่าเรื่องเกี่ยวกับการอยู่โรงพยาบาลให้เด็กฟังบ้าง และให้โอกาสเด็กซักถามถึง สิ่งที่เขาสงสัยได้กับพ่อแม่หรือกับหมอและพยาบาล เพื่อช่วยไม่ให้เด็กหวาดกลัวกังวลโดยคาด การณ์ล่วงหน้าต่าง ๆ เอาเอง

เช่นถ้าเด็กต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดทอนซิล หมอหรือคุณพ่อคุณแม่ที่คุยกับหมอมาก็อาจอธิบายว่า “ลูกจะเจ็บนิดเดียวตอนฉีดยา แล้วพยาบาลจะพาลูกไปที่ห้องพิเศษที่สะอาด เรียกว่าห้องผ่าตัด มีหมอพยาบาลอยู่ในนั้นหลายคน ทุกคนเป็นเพื่อนกับหนู พ่อแม่จะรออยู่นอกห้อง เข้าไปไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะเอาเชื้อโรคติดเข้าไป และคุณหมอจะทำงานไม่ถนัด คุณหมอจะให้หนูดมยา (หรือเป่าลูกโป่ง แล้วแต่วิธีที่จะใช้) แล้วลูกจะง่วงหลับไป คุณหมอก็จะทำ ผ่าตัดให้โดยที่หนูไม่รู้สึกเลย เดี๋ยวเดียวก็เสร็จออกมาพบพ่อแม่ หนูอาจจะเจ็บนิดหน่อยตอนตื่นขึ้นมา แต่จะหายไปเร็ว แล้วลูกก็กลับบ้านได้เและไม่ต้องเจ็บบ่อยๆ” เป็นต้น แล้วแต่ศิลปะของผู้เล่า แต่ขอสำคัญคืออย่าหลอกเด็ก

ควรให้เด็กเอาของที่รัก เช่นตุ๊กตา หนังสือการ์ตูน หรือของเล่นที่ชอบติดตัวไปด้วย เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกว้าเหว่

เด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง

พ่อแม่ของลูกที่เจ็บป่วยเรื้อรังซึ่งอาจเป็นโรคที่รักษาหายหรือไม่หายก็ตาม ย่อมต้องมีความกังวล วิตก ท้อถอยในบางครั้ง รวมทั้งอาจจะโกรธที่จำเป็นต้องรับภาระเช่นนั้น

ลูกอาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ต้องไปพบแพทย์บ่อย ๆ และถ้าเป็นโรคที่จะไม่หาย เช่น โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง โรคสมองบางอย่าง โรคเม็ดเลือด เป็นต้น พ่อแม่ยิ่งอาจโศกเศร้าถึงการที่จะสูญเสียลูกไป สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความสามารถของพ่อแม่ที่จะยอมรับความจริงโดยใช้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าหรือหลักศาสนาอื่น ๆ ช่วยบรรเทาความทุกข์ ควรวางใจในแพทย์ซึ่งควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคนั้น ๆ ตั้งใจฟังคำแนะนำและนำไปปฎิบัติตาม ซักถาม เมื่อมีความสงสัย ไม่ควรฟังคำบอกเล่าของผู้อื่นที่อาจทำให้เข้าใจผิดหรือสับสนมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ถึงผลการรักษา การดูแลพิเศษ กิจกรรมที่เด็กควรกระทำ และอนาคตเกี่ยวกับการศึกษา

ไม่ควรจะจำกัดสิทธิและกิจกรรมของเด็กจนเกินไป เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่ปกติเอามาก ๆ และเกิดความรู้สึกท้อถอย ถึงแม้เด็กจะป่วยเรื้อรังก็ควรได้รับการสนับสนุนให้มีกิจกรรมเท่าที่จะทำได้ เช่นให้ไปโรงเรียนถ้าแพทย์อนุญาต ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้สังคมกับเด็กอื่นๆ ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ และเพลิดเพลินกับสิ่งที่เขาชอบ ไม่ควรแสดงความโศกเศร้า ท้อแท้ใจให้เด็กเห็น พ่อแม่จะต้องเป็นกำลังใจที่สำคัญให้แก่เด็กแม้ในวาระสุดท้าย (และหมอที่รักษาก็ควรจะเป็นกำลังใจให้กับพ่อแม่และเด็กด้วย)

เด็กป่วยด้วยโรคที่จะเสียชีวิต

เช่น พวกโรคมะเร็งต่าง ๆ โรคไต และโรคหัวใจระยะสุดท้าย เป็นต้น ซึ่งมักจะมีคำถามเสมอว่าเด็กควรจะรู้หรือไม่ ควรจะบอกเด็กอย่างไร หรือควรจะปฎิบัติต่อเด็กอย่างใด ?

โดยทั่ว ๆ ไปเด็กจะไม่รู้จักความตายที่แท้จริง (คือแบบที่ผู้ใหญ่เข้าใจ) จนอายุถึง 9-1 0 ขวบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเด็กแต่ละคนด้วย เด็กที่เคยมีญาติตายหลาย ๆ คนแล้ว ก็จะรู้เรื่องความตายมากกว่าเด็กที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาก่อน ในเด็กโตที่มีอายุมากกว่า 10 ขวบขึ้นไปก็อาจจะรู้เองจากการพูดคุยของญาติ ของแพทย์ หรือความรู้รอบตัวจากการดูภาพยนตร์

เด็กบางคนอาจจะถามว่า “หนูเป็นโรคหัวใจแล้วจะต้องตายใช่ไหม?” เพราะเคยเห็นในภาพยนตร์หลายครั้งว่าคนล้มตายด้วยหัวใจวาย

ในด้านจิตใจเราแนะนำว่าไม่ควรบอกเด็กตรง ๆ (ก็เหมือนกับในคนไข้ผู้ใหญ่) ยกเว้นในรายที่ผู้ป่วยทราบเองแล้ว ก็อาจจะใช้คำพูดว่า “หนูเป็นโรคเรื้อรังรักษาหายได้ยาก” แต่ถ้าเด็กถามตรงๆ ว่า “หนูจะตายไหม?” ก็อาจเลี่ยงตอบว่า “ทุกคนต้องตายทั้งนั้นเร็วหรือช้าต่างกัน หนูก็อาจจะตายได้สักวันหนึ่งเหมือนกับพ่อแม่ที่จะต้องตายเข้าสักวันเหมือนกัน” เด็กบางคนอาจจะกลัวตาย พ่อแม่ก็ควรช่วยปลอบโยนว่าไม่ควรกลัวมาก เพราะความตายไม่เจ็บปวด

อะไร

และในขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าลูกจะต้องเสียชีวิต แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรจะแสดงความหมดหวัง หรือทอดทิ้งเด็ก บางคนอาจตามใจเด็กเพราะคิดว่าจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน ซึ่งทำได้ แต่ก็ไม่ควรให้มากเกินไป เพราะอาจทำให้เด็กอารมณ์เสียถ้าไม่ได้ตามใจทุกครั้ง หรือเด็กอาจจะเป็นที่อิจฉาของพี่ ๆ น้อง ๆ ซึ่งจะนำความทุกข์มาสู่ตัวเด็กเอง

เด็กควรได้ทำกิจกรรมที่เขาชอบเท่าที่โรคจะอำนวยและแพทย์อนุญาต ควรไปโรงเรียนถ้ายังไปได้ ทั้งนี้มิได้หวังผลการเรียน แต่หวังผลจากการที่ไม่ให้เด็กต้องอยู่ว่างๆ (ยกเว้นในรายที่พ่อแม่ฐานะขัดสน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments