กล่อมลูก:การกล่อมลูกให้เข้านอน

author   December 15, 2011   Comments Off on กล่อมลูก:การกล่อมลูกให้เข้านอน

ช่วงเวลาที่เด็กหลับ เด็กเองก็มีความสุข พ่อแม่ก็ได้พักผ่อนบางคนถึงขนาดโล่งอก เมื่อลูกหลับสนิท เพราะตลอดเวลาที่แกตื่นลืมตานั้น พ่อแม่บางคนแทบไม่ต้องทำอะไร ต้องคอยเฝ้าดูแล หรือ อุ้มอยู่เป็นนาน พ่อบางรายต้องอุ้มพาดบ่าเดินไปเดินมาจนเมื่อยมือเมื่อยขาเป็นชั่วโมงๆ ทีเดียว กว่าพ่อเจ้าประคุณทูนหัวจะหลับลงได้ แต่ครั้นจับนอนลงบนเบาะที่นอนเจ้าตัวเล็กก็พลันตื่น

เด็กแต่ละคนต้องการเวลานอนหลับมากน้อยต่างกัน บางคนต้องการนอนหลับมากๆ แต่บางคนก็อยู่ได้เป็นปกติสุขด้วยการนอนหลับเพียงเล็กน้อย เด็กที่ต้องการชั่วโมงนอนหลับน้อยกว่านี้ สามารถเจริญเติบโต มีพัฒนาการได้ดีเท่าๆ กับเด็กที่ต้องกานอนหลับมากกว่า

พ่อแม่ทุกคนรู้ดีว่า การเกลี้ยกล่อมให้ลูกเข้านอนโดยที่แกยังไม่ง่วงนั้นยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด พ่อแม่บางคนกำหนดเวลาเข้านอนตายตัวให้กับลูก ชนิดคลาดเคลื่อนไม่ได้ ก็เลยทำให้เวลาเข้านอนกลายเป็นเวลาของความขัดแย้ง มากกว่าความสุขสบาย

พ่อแม่ที่กำหนดเวลาเข้านอนอย่างเข้มงวดให้กับลูก ดูๆไปก็เหมือนเป็นการสร้างวินัยให้ติดเป็นนิสัย แต่แท้ที่จริงอาจทำไปเพื่อความสะดวกสบายของตัวพ่อแม่เองมากกว่า เพื่อไม่ใช้ลูกมายุ่งกวนใจได้อีก จริงอยู่ พ่อแม่ก็ต้องการมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง แต่การให้ลูกเข้านอน ทั้งที่แกยังไม่พร้อม เป็นการสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา

เด็กเล็กส่วนมากจะต้องผ่านประสบการณ์ช่วงของการ “ต่อต้านการเข้านอน” เด็กอาจติดนิสัยหาเรื่องหรือข้ออ้างต่างๆ ก่อนเวลาเข้านอน เพราะยังไม่อยากล้มตัวลงบนเตียงและหลับไป บางคนขอให้พ่อแม่อ่านนิทานให้ฟังหรือเล่านิทานสนุกๆ ให้ฟังจนเขาหลับไป บางคนก็ขอน้ำดื่ม บางคนก็ขอเข้าห้องน้ำก่อน ทั้งที่เพิ่งเข้าไปเหม็บๆ ทั้งนี้เพียงเพื่อถ่วงเวลาให้ไม่ต้องเข้านอนทันที

เพื่อให้การเข้านอนเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเด็กอย่างแท้จริง คุณควรจะบอกให้เขารู้ตัวล่วงหน้าเสียก่อน เขาจะได้มีเวลาเตรียมตัว อาจจะบอกว่าอีกสิบห้านาทีนะ ลูกจะต้องเข้านอน หากคุณบอกล่วงหน้าเช่นนี้ เด็กก็จะขัดขืนต่อต้านน้อยลง ดีกว่าพูดว่า ไปนอนเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นโดน…เด็กมักชอบทำอะไรตามความ สมัครใจ มากกว่าถูกบังคับ ปกติแล้ว เด็กจะไม่ดื้อ เว้นแต่ว่าคุณทำให้เขาดื้อด้วยคำพูดที่เขาไม่พอใจ

เมื่อลูกเข้านอนแล้ว คุณก็อ่านนิทานให้ฟัง หรือคุยกับเขาหลังจากที่ห่มผ้าให้แล้วก็ได้ เด็กจะหลับได้ง่ายขึ้นและรู้สึกอบอุ่นเมื่อเห็นคุณอยู่ใกล้ชิด

สาเหตุที่ทำให้เด็กไม่อยากเข้านอนมีมากมาย กลัวความมืด กลัวผี กลัวถูกทอดทิ้ง หรืออาจจะกลัวฝันร้าย ฯลฯ ซึ่งปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับเด็กทุกคนในช่วงใดช่วงหนึ่ง

การกลัวความมืดเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็ก แม้แต่ผู้ใหญ่ตัวโต ๆ ก็ยังกลัว จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรเอามาพูดหยอกล้อหรือตำหนิติเตียน ถ้าคุณเห็นอกเห็นใจลูก จงแสดงทีท่าสนับสนุนให้เขาพูดระบายความกลัวออกมา คุณจะได้ยืนยัน ปลอบใจเขาได้ว่า คุณยังอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ไปไหน และพร้อมที่จะปกป้องเขาไม่ยอมให้สิ่งเลวร้ายใดๆ เกิดขึ้นกับเขาอย่างแน่นอน

การเปิดไฟทิ้งไว้ในเวลาหลับก็ช่วยได้ หรือการเปิดประตูห้องนอนของลูกไว้ เพื่อไม่ให้เขาตกอยู่ในความมืดสนิท ก็ช่วยให้เขารู้สึกมั่นคงปลอดภัยขึ้นได้เหมือนกัน และบางทีตุ๊กตาหมีตัวโตๆ หรือหมอนข้างสวยๆ ก็ช่วยทำให้เขาหลับได้ง่ายขึ้น

สำหรับเด็กเล็ก การนอนหลับอาจหมายถึงการถูกตัดขาดออกจากพ่อกับแม่ เด็กอาจรู้สึกว่าขณะที่หลับไปนั้น พ่อแม่อาจจะหายตัวไปก็ได้ ความกลัวเช่นนี้อาจเกิดขึ้นจากความเป็นจริงที่เคยพบ เช่น พ่อแม่หลบหายออกนอกบ้าน หลังจากที่ลูกหลับแล้ว พอลูกตื่นขึ้นมาก็พบแต่พี่เลี้ยงหรือคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมักคุ้น เด็กก้จะเริ่มเอาการนอนหลับไปเชื่อมโยงเข้ากับการที่พ่อแม่หนีไป ทำให้ไม่อยากนอนเพราะกลัวถูกทอดทิ้งนั่นเอง

ดังนั้น พ่อแม่ไม่ควรออกจากบ้าน โดยไม่บอกให้ลูกรู้ก่อนว่าจะไปไหนและควรให้พี่เลี้ยงมาอยู่กับเด็กก่อนที่พ่อแม่จะออกไปข้างนอก หากเป็นเด็กทารกคุณคงจะอธิบายให้เข้าใจไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถให้ลูกคุ้นหน้ากับพี่เลี้ยงในระหว่างที่คุณอยู่ด้วยเสียก่อนได้ มาตรการป้องกันเช่นนี้เป็นหลักประกันช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงและอบอุ่นใจ ทำให้เด็กเต็มใจที่จะเข้านอนมากขึ้น

เมื่อลูกอายุได้สามขวบ อาจบอกให้คุณรู้ว่า นอนฝันไป ความฝันบางอย่างอาจทำให้หวาดกลัว แต่ไม่ต้องวิตก อันที่จริง ฝันร้ายไม่ใช่สิ่งผิดปกติสำหรับเด็กอายุ 2-6 ขวบ หรือโตกว่านี้

สาเหตุของฝันร้ายอาจเกิดขึ้นเพราะความวิตกกังวลที่ฝังลึกอยู่ในใจหรือไม่ก็มาจากสาเหตุทางร่างกาย เช่น ปวดท้อง กินอาหารมากเกินไป เป็นต้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ แต่หากลูกคุณฝันร้ายติดต่อกันจนเกิดความกลัวไม่กล้านอน คุณก็ควรจะพาเด็กไปหาหมอ ในขณะเดียวกันคุณควรจะปลอบโยนลูก โอบกอดไว้ ให้ความมั่นใจในเวลาเข้านอน เพื่อให้จิตใจสบายและอบอุ่น เปิดไฟทิ้งไว้ เพื่อเวลาตื่นจากฝันจะได้รู้สึกตัวเต็มที่ คุณต้องพูดคุยให้ลูกมั่นใจว่า บางครั้งความฝันอาจน่ากลัว แต่มันก็ไม่ใช่ความจริง เมื่อลูกคุณตื่นจากฝันร้าย รีบเข้าไปโอบกอดปลอบโยน พูดย้ำให้แกรู้สึกมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว เพราะคุณอยู่ใกล้ๆ และจะไม่ปล่อยให้เรื่องเลวร้ายใดๆ เกิดขึ้นอีก เด็กบางคนอาจร้องขอกลับมานอนกับพ่อแม่ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ควรสนับสนุนให้ลูกนอนเตียงเดียวกับพ่อแม่ เพราะการทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้ลูกติดนิสัยชอบพึ่งพา ติดพ่อแม่จนไม่รู้จักโต และเด็กอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวขัดขวางชีวิตส่วนตัวของผู้ใหญ่ ทำให้พ่อแม่ไม่มีความเป็นส่วนตัวแม้แต่ในเวลาหลับนอน

นักจิตวิเคราะห์หลายคนเห็นว่าไม่ควรให้เด็กนอนกับพ่อแม่เย แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเสมอไป ทางที่ดีที่สุด คือ อย่าให้ลูกติดนิสัยขอกลับมานอนกับพ่อแม่เป็นใช้ได้ ถ้าจะให้ดี ควรจะบอกให้ลูกเข้าใจว่ามีเตียงนอนของตัวเอง จะต้องไปนอนที่นั่น คุณอาจปลอบประโลมให้ความมั่นใจตามที่ลูกต้องการ ด้วยการพาแกไปนอนที่เตียง แล้วบอกว่าคุณจะนอนอยู่ด้วยจนกว่าเขาจะหลับ แล้วคุณจะกลับมานอนที่เตียงของคุณในตอนหลัง การทำเช่นนี้อาจทำให้มีการโต้แย้ง ต่อต้าน เด็กร้องไห้งอแงก็จริงอยู่ แต่นี่เป็นการช่วยให้ลูกรู้จักเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง ดีกว่ายอมตามใจลูกทุกอย่างจนลูกติดเป็นนิสัยและเลิกได้ยาก

เด็กที่นอนดิ้นหรือนอนละเมอ มักจะเป็นเด็กที่ทำอะไรต่อมิอะไรมากๆมาทั้งวัน หรือไม่ก็เล่นซน เมื่อนอนหลับ เขาจะพลิกตัวไปมา เอามือไขว่คว้านอนกลิ้งเกลือก บางทีก็ลุกขึ้นนั่งละเมอ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กมีปัญหาทางด้านจิตใจหรืออารมณ์ หากการนอนดิ้นของเด็กเกิดขึ้นจากความตึงเครียดหรือความวิตกกังวล มันก็จะต้องสะท้อนออกมาให้เห็นในทางอื่นๆ ด้วย เช่น อาการตึงเครียดหรือความกระวนกระวายใจในตอนกลางวัน หากเด็กมีอาการเช่นนั้น จงพยายามค้นหาสาเหตุว่า เด็กมีปัญหาอะไรในใจแล้วหาทางแก้ไข หากช่วยลูกไม่ได้ ก็พาไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่ชำนาญเรื่องของเด็ก

อย่างไรก็ตาม หากลูกคุณสบายใจ เข้ากับเด็กคนอื่นๆ ได้ดี เรียนหนังสือรู้เรื่อง ไม่มีปัญหาในโรงเรือน ถึงจะนอนดิ้นอย่างหนักในเวลากลางคืน แต่พอรุ่งเช้าก็ตื่นขึ้นมาเป็นปกติทุกอย่าง เหมือนเด็กที่หลับสนิทคนอื่นๆ นั่นแสดงว่า การนอนดิ้นหรือละเมอเป็นอาการปกติ เป็นเพียงเรื่องของบุคลิกภาพในตอนกลางวันที่ขยายยาวออกไปจนถึงเวลากลางคืน ไม่ถือว่าเด็กมีปัญหาอะไรทั้งสิ้น

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

comments

Powered by Facebook Comments